ตี๋ซินโดรมสองแผ่นดิน

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 15:10 น.

ตี๋ซินโดรมสองแผ่นดิน

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

***********************************************

ข่าวที่เป็น “ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์” สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวใดเกินข่าวที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ บรรยายพิเศษที่หอประชุมกิติขจรของกองทัพบก เมื่อวันที่ ตุลาคม 2562 เป็นเวลาถึงชั่วโมงครึ่ง และลีลาในการบรรยายของท่านไม่ใช่ธรรมดา แสดงว่ามีการเตรียมการกันมาดีพอสมควรแน่นอน มีทั้งคนที่ถูกใจ ไม่ถูกใจ และเป็นกลาง พวกที่ไม่ถูกใจนั้นคงเดากันออกว่าคือสื่อที่ต่อต้านรัฐบาลประยุทธ์ หรือสื่อที่อยู่ฝ่ายเดียวกับคนแดนไกล คนส่วนหนึ่งชอบใจที่ท่านพูด แต่ก็ติติงเรื่องที่เอาไปพาดพิงกับคอมมิวนิสต์ไทยเพราะปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว แต่พอเข้าใจได้ว่า ท่านต้องการจะสื่อไปถึงพวกที่สร้างปัญหาให้กับชาติบ้านเมืองในปัจจุบันและอนาคตเป็นพวก “หนักแผ่นดิน” เหมือนเพลงที่ดังมากในยุคปี 2518-19 ซึ่งเล่นเอาหลายคนเสียวหลังไปตามๆ กัน

มีจำนวนไม่น้อย หรืออาจเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับสองกลุ่มแรก คือ กลุ่มที่พอใจที่กองทัพออกมาแสดงปฏิกิริยาเสียบ้าง เพราะระยะหลัง พรรคการเมืองฝ่ายค้านบางคนชอบ “เล่นของสูง” ทั้งทางตรงและอ้อมชนิดที่คนไทยอึดอัดใจ และมองว่า ฝ่ายความมั่นคงหรือฝ่ายทหารทำอะไรอยู่ ส่วนทหารที่เป็นนักการเมืองนั้นก็ชักพึ่งไม่ได้ จะปล่อยให้คนพวกนี้จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันสูงสุดไปเรื่อยๆ อย่างนี้หรือ

นับตั้งแต่ น.ส.พรรณิการ์ “ช่อ” วานิช พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ไปพูดที่ จ.มหาสารคามหาเสียงแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวโจมตีว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 นั้น “เฮงซวย” ทุกมาตราเพื่อโน้มน้าวใจให้คนฟังสนับสนุนเหตุผลและความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากทุกมาตรา เธอก็ไม่เว้นมาตรา 1 และ มาตรา 2 ในหมวดที่ 1 บททั่วไป และหมวดที่ 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ รวมทั้งยังมีมาตราอื่นอีกกว่าสิบมาตราที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ เธอเคยมีประวัติในเรื่องการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเรื่อง “ชังเจ้า” และ “ชังชาติ” มาก่อนแล้ว

ห่างกันเพียงอาทิตย์เดียว พรรคฝ่ายค้านทั้ง 7 ไปหาเสียงที่ จ.ปัตตานี เมื่อ ตุลาคม 2562 โดยมีนักวิชาการคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ได้รับเชิญไปอภิปรายด้วย คือ ดร.ชลิตา บัณทุวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปพูดถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ซึ่งเป็นการกำหนดรูปแบบของรัฐ ที่จะโยงไปถึงสถาบันกษัตริย์ของไทย โดยที่หัวหน้าพรรคทั้ง 7 ไม่ได้ติติงหรือคัดค้าน แสดงว่าเห็นด้วยหรือตกลงกันมาก่อนว่าจะให้นักวิชาการคนนี้พูดเรื่องนี้ ที่ตีความง่ายๆ ว่าพวกตนก็ไม่ขัดข้อง

สำหรับไทยนั้น คนพูดย่อมรู้ว่า “ไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้” คำว่า “ราชอาณาจักร” หมายถึงมีประมุขรัฐคือ พระราชา และได้ย้ำไว้ในมาตรา 2 อีกว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยหมวด 2 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ

รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับตั้งแต่ฉบับแรกปี 2475 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน รัฐธรรมนูญไม่เคยเปลี่ยนรูปแบบของรัฐและรูปแบบการปกครองเลย อีกทั้งคนร่างและประชาชนก็ไม่เคยมีปัญหากับหมวดที่ 1 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่ารูปแบบของรัฐและรูปแบบการปกครองแบบนี้เหมาะสมสำหรับประเทศไทย เพิ่งจะมีครั้งนี้แหละที่มีนักการเมืองพรรคหนึ่งและกลุ่มหนึ่งกลับรู้สึกเดือดร้อน แม้จะไม่พูดตรงๆ แต่ก็ส่อนัยยะดังกล่าว ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

แม้รัฐธรรนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับปี 2560 สามารถแก้ไขได้ แต่ฉบับปี 2560 ระบุไว้ชัดเจนในหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 ระบุว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้”

พรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ไม่ได้ออกมาคัดค้านหรือห้ามปรามแนวคิดนี้เลย ทั้งที่อยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน จนแม่ทัพภาค 4 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ทนไม่ไหว ต้องแจ้งความดำเนินคดี ในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสถายังไม่ได้กระตือรือร้นอะไรในภาพรวม ยกเว้นปฏิกิริยาส่วนตัวจากหลายท่าน ส่วนท่านอื่นอาจมีภาระต้องเตรียมตัวอภิปรายงบประมาณและอื่นๆ

ส่วนในต่างประเทศนั้น นายแอนดรู แมคเกรเกอร์ ฝรั่งนักข่าวของ บี.บี.ซี. ภาคภาษาไทยซึ่งรู้กันดีว่า สำนักข่าวภาษาไทยนี้ฟื้นตัวอีกครั้งเพราะฝีมือของใคร นายคนนี้ฉวยโอกาสในวันครบรอบวันสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 ใช้คำพูดเหมือนรายงานข่าวแต่ใช้ภาษาที่คนไทยที่ไม่ใช่นักเรียนนอกอย่างเราฟังแล้วรู้สึกทะแม่งๆ อย่างไรชอบกล และคิดว่านายแมคเกรเกอร์ตั้งใจที่จะใช้คำนี้มากกว่าคำอื่น

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับเชิญไปร่วมเสวนาที่สื่อต่างประเทศจัดขึ้นที่ฮ่องกงโดยมีผู้ร่วมสนทนาคือ นายโจชัว หว่อง ที่กำลังดังมากในฮ่องกง ร่วมกับชาวออสเตรเลีย ส่วนผู้ได้รับเชิญที่เป็นบุตรสาวของอันวาร์ อิบราฮิม ไม่ได้มาตามเชิญจะเพราะรู้ตัวว่าจะถูกนำเชิด หรืออะไรก็ตาม แต่เป็นที่รู้กันดีว่า การสัมมนาครั้งนี้มุ่งต่อต้านรัฐบาลปักกิ่ง (ไม่ใช่แค่รัฐบาลฮ่องกง) ผลที่ตามมาสะเทือนต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับจีนที่แนบแน่นกันอย่างยิ่ง ซึ่งก็ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้จัด แต่รัฐบาลจีนและไทยเข้าใจสถานการณ์ดี ถึงกระนั้นก็ตาม รัฐบาลจีนจำเป็นต้องแสดงท่าทีออกมากับสิ่งที่นายธนาธรได้ทำ เท่ากับเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและอธิปไตยของจีน

เชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนคำบรรยายของ ผบ.ทบ. ได้ครั้งนี้แสดงได้แบบมืออาชีพโดยใช้สื่อสมัยใหม่ประกอบในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งน่าจะเป็นวางแผนของฝ่ายเสนาธิการต่อเนื่องจากครั้งแรกที่ท่านเคยออกมาแนะนำให้ประชาชนดูภาพยนต์เรื่อง “แคมบริดจ์ อะนาลิติก้า” ผ่าน “เน็ตฟลิกซ์” ก่อนหน้านี้แล้ว การบรรยายครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่สองที่ท่านใช้สื่อดิจิทัลสู้กับกลุ่มคนที่คิดไม่ดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

เราเชื่อว่า ฝ่ายเสนาธิการของ ผบ.ทบ ได้วางแผนไว้อย่างดี และเตรียมรับแผนตอบโต้จากฝ่ายตรงข้ามในรูปแบบต่างๆ ไว้แล้ว เพราะเพียงวันรุ่งขึ้น นายปิยะบุตร แสงกนกกุล ก็รีบออกมาแถลงตอบโต้ทันที ส่วนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เร่งรีบชี้แจงแบบกระหืดกระหอบต่อข้อกล่าวหาของรัฐบาลจีนและสื่อฝ่ายไทยที่กล่าวหาว่าตนเที่ยวไปแทรกแซงกับฮ่องกง ซึ่งไม่ใช่กิจการของตน และควรตระหนักรู้ว่า นี่คือพื้นที่ต่อสู้ระหว่างสองมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ คือ จีนเจ้าของอธิปไตย กับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย ซึ่งจีนยอมไม่ได้ เพราะนี่คืออธิปไตยของจีน แต่ฝรั่งทั้งสามวางแผนใช้นายโจชัวหว่องและนายธนาธร รวมทั้งนักศึกษาฮ่องกงให้เกิดความวุ่นวายและสร้างภาพว่าปักกิ่งปราบปรามเยาวชนที่รักเสรีภาพไปทั่วโลก แต่เวลานี้ ไม่มีใครเชื่อซะแล้ว

สิ่งที่โจชัวหว่อง อึกอักในการตอบคำถามจากผู้สื่อข่าวและชาวอังกฤษที่เป็นเจ้าของอาณานิคมเดิม คือ ทำไมคุณไม่ต่อสู้แบบสันติอหิงสาแบบมหาตมะ คานธี แต่กลับใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เนื่องจากระยะหลังมีภาพและเสียงเป็นหลักฐานเห็นชัดว่า ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง ใช้ระเบิดเพลิงเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่รักษาความสงบ ฯลฯ ไม่ว่า โจชัวหว่องจะอ้างเหตุผลอย่างไร ภาพลักษณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เคยมีภาพที่ดีและได้รับการสนับสนุนทั่วไปเสียหายไปแล้วจากม็องร่มที่สันติกลางเป็นผู้นิยมความรุนแรงไปแล้ว

ในขณะที่นายธนาธร พยายามชิ่งตัวเองออกมาโดยระล่ำระลักชี้แจงผู้สื่อข่าวว่า ได้พบและถ่ายรูปกับนายโจชัวหว่องครั้งเดียวเพียง 5 นาทีเท่านั้นซึ่งไม่มีใครติดใจ แต่ที่คนไทยติดใจกลับกลายเป็นว่า นายโจชัว หว่อง สามารถอธิบายวิธีคิดและวิธีดำเนินการของนายธนาธรได้อย่างละเอียดถี่ยิบแก่ผู้สื่อข่าว ชนิดที่คนไทยยังไม่เคยได้ยินจากปากนายธนาธรตรงๆ แบบนี้มาก่อน

โจชัว หว่อง เปิดเผยว่า พรรคอนาคตใหม่จุดประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความสำคัญเร่งด่วนอันดับหนึ่งเพื่อลดอำนาจทหาร เป้าหมายสุดท้ายคือเอาทหารออกจากการเมืองให้ได้ เป้าหมายเร่งด่วนเฉพาะหน้าคือ เอา พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ได้ การจะทำได้ก็ต้องแก้ไขบทเฉพาะกาลให้ได้ก่อนเพื่อไม่ให้สมาชิกวุฒิสภามีส่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี เวลานี้ก็โฆษณาไปยังต่างชาติเรื่อยๆ ว่า แม้ไทยมีรัฐธรรนูญ มีการเลือกตั้งแล้ว แต่ไทยก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตย

ขั้นต่อมาหรือทำไปพร้อมๆ กันในการพิจารณางบประมาณปี 2563 คือ ลดงบประมาณกองทัพให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยเฉพาะการซื้ออาวุธ เพื่อไม่ให้ทหารมีพลังต่อรองทางการเมือง ต้องเอาทหารออกจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะทหารเป็นอุปสรรคต่อนโยบายให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ปกครองตนเอง ให้ฝ่ายวิชาการเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 เพื่อให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ปกครองตนเองตามแนวทางที่แนวร่วมนักศึกษาเสนอคือ “การกำหนดชะตาตัวเอง” ซึ่งเท่ากับจะได้ฐานเสียงจากนักศึกษาปัญญาชนเหล่านี้ด้วย

ถูกผิดอย่างไรเป็นเรื่องที่สื่อต่างชาติอ้างว่าได้มาจากนายโจชัว หว่อง แต่ฟังแล้วคนไทยคุ้นหู ฝ่ายเสนาธิการของ ผบ.ทบ. ต้องวางแผนที่จะเปิดการแสดงรอบ 3 ต่อ โดยเฉพาะจะนำแนวคิดในแคมบริดจ์ อะนะลิติกา มาให้นายใช้ได้อีกอย่างไร แต่อย่าให้นานนัก เพราะเดี๋ยวคนไทยจะลืมส่วนฝ่ายตรงข้ามก็ต้องคิดจะเอาคืนแน่ๆ ตอนนี้ขอเวลาเลียแผล และรอฟังผลการพิจารณาของศาลเสียก่อนเพราะหัวหน้าเจอเข้าไปหลายคดี อยู่หรือไปก็รู้กันเร็วๆ นี้

คนที่ระทึกใจไม่ใช่แค่พรรคอนาคตใหม่เท่านั้น แต่แกนนำพรรคเพื่อไทยก็ลุ้นไม่แพ้กัน

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ