ล้างบางนักเก็งกำไรน้ำมัน G20 เปิดฉากล่า สหรัฐลุยลากตัว

วันที่ 26 พ.ค. 2554 เวลา 07:14 น.
นับตั้งแต่วิกฤตราคาน้ำมันแพงทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระหว่างปี 2550-2551

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

นับตั้งแต่วิกฤตราคาน้ำมันแพงทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระหว่างปี 2550-2551 เกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลนานาประเทศเข้าตรวจสอบ “มือที่มองไม่เห็น” ซึ่งแทรกเข้ามาบงการราคาน้ำมันเพื่อเก็งและกอบโกยกำไรบนความวอดวายของผู้บริโภค และเศรษฐกิจโลกโดยรวม

แม้จะจับมือใครดมไม่ได้ แต่ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างผิดปกติทำให้สาธารณชนอดคิดไม่ได้ว่า อาจเป็นฝีมือของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ หรือกระทั่งเป็นฝีมือของบริษัทน้ำมัน

บรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมันยิ่งมีส่วนตอกย้ำให้กระแสร่ำลือใกล้เคียงกับความเป็นจริงขึ้น โดยประธาน OPEC ในขณะนั้น ย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่า จะไม่ปรับเพิ่มกำลังการผลิตอย่างเด็ดขาด เนื่องจากระดับความต้องการน้ำมันในตลาดโลกยังสอดคล้องกับปริมาณที่ผลิตออกมา ซึ่งหมายความว่าปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงหูดับตับไหม้ มิใช่ “อุปสงค์” แต่เป็น “ความประสงค์” ของบางคนบางกลุ่ม

แนวโน้มน้ำมันแพงอย่างไม่มีที่มาที่ไป เริ่มส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกสั่นคลอนอย่างหนัก ประกอบกับมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของโลกเริ่มแสดงอาการของภาวะเศรษฐกิจถดถอยอยู่ด้วย ทำให้อัตราการขยายตัวของ GDP ยิ่งดิ่งวูบ

เมื่อผ่านช่วงกลางปี 2551 GDP ของสหรัฐทรุดลงถึง 4% และ 6.8% เข้าสู่เศรษฐกิจถดถอยโดยสมบูรณ์ เช่นเดียวกับสหภาพยุโรป (EU) เริ่มถดถอยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ในอัตรา 0.4% และ 05% พร้อมๆ กับที่ราคาน้ำมันสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สหรัฐถือเป็นประเทศแรกที่ตอบรับกับกระแสเรียกร้องดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 26 ก.ค. หรือเพียง 23 วันหลังจากที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐได้ผ่านความเห็นชอบกฎหมายฉุกเฉินว่าด้วยตลาดพลังงาน เพื่อเสริมอำนาจของคณะกรรมาธิการการค้าสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ให้มีอำนาจเต็มพิกัด ทั้งอำนาจตรวจจับฉุกเฉินและอำนาจในการสอบสวน เพื่อเร่งสกัดกั้นการเก็งกำไรราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งบั่นทอนความเจริญก้าวหน้าของเศรษฐกิจ

ยังไม่ทันที่ CFTC จะใช้อำนาจเต็มพิกัดลากตัว “มือที่มองไม่เห็น” มาเค้นให้สารภาพความผิด ราคาน้ำมันโลกทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่เดือน พ.ย. 2551 ราคาน้ำมันมีราคาเพียง 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไม่ถึงครั้งหนึ่งของราคาช่วงเดือน ก.ค.ปีเดียวกัน

หลังจากราคาน้ำมันตกและโลกเขาสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ปฏิบัติการล่าตัวมือที่มองไม่เห็นของนักเก็งกำไรจึงเงียบหายไป ครั้นโลกฟื้นตัวอีกครั้งพร้อมกับความกระตือรือร้นของประชาคมโลก ที่จะล้อมคอกบรรดากองทุนต่างๆ เพื่อป้องกันการกระทำอันอาจบั่นทอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก แต่ความกระตือรือร้นนี้ได้จางหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

จนกระทั่งเมื่อช่วงเดือน เม.ย. ราคาน้ำมันโลกทะลุหลัก 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง พร้อมกระแสหวั่นเกรงนักเก็งกำไรที่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบกริบอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด CFTC ไม่ยอมปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เปิดฉากปฏิบัติการสายฟ้าแลบ สั่งฟ้องนักลงทุนผู้ค้าน้ำมัน 2 ราย และบริษัทน้ำมันอีก 3 แห่งในข้อหาเก็งกำไร จนยังผลให้ราคาน้ำมันแพงอย่างผิดปกติ เมื่อปี 2551

ผู้ต้องหาที่เป็นผู้ค้ารายหนึ่งมีฐานการลงทุนอยู่ที่นครบริสเบนของออสเตรเลีย อีกรายหนึ่งอยู่ในเมืองซานตาเฟ รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐ แม้จะอยู่ต่างที่ต่างวาระแต่ทั้งคู่กอบโกยกำไรโดยมิชอบจากการปั่นราคาน้ำมันที่ซื้อขายในตลาด West Texas Intermediate ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่การตรวจสอบของ CFTC โดยตรง เนื่องจากเป็นตลาดในสหรัฐ

บริษัท 3 แห่งที่เข้าข่ายเดียวกันคือ บริษัท Parnon Energy ในสหรัฐและ Arcadia Petroleum ในลอนดอน และ Arcadia Energy ในสวิตเซอร์แลนด์ 2 ใน 3 บริษัทเหล่านี้ เป็นของจอห์น เฟรดริกสัน มหาเศรษฐีพันล้านชาวนอร์เวย์ นอกจากนี้หนึ่งในผู้ค้าที่ติดร่างแหยังเคยร่วมงานกับบริษัทน้ำมันชั้นนำอย่าง BP

ในสำนวนฟ้อง CFTC เปิดเผยว่า นักลงทุนและบริษัทเหล่านี้กว้านซื้อน้ำมันอย่างขนานใหญ่ช่วงปี 2551 เพื่อสร้างภาพลวงว่าปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาด เมื่อถึงเวลาเหมาะเจาะจึงเทขายทิ้งจนหมดเพื่อกินกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ยังผลให้ตลาดพังพินาศและเศรษฐกิจย่อยยับไปเรียบร้อยแล้ว

เม็ดเงินที่สามารถตรวจสอบได้อยู่ที่ราว 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจไม่มากนักหากเทียบที่มูลค่าความเสียหายในวงกว้าง แต่หากสอบสวนจนสาวพบรายอื่นๆ อาจพบเม็ดเงินมหาศาลที่เกิดจากขบวนการเก็งกำไรที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก

มาเรีย แคนท์เวลล์ วุฒิสมาชิกจากรัฐวอชิงตัน ดี.ซี. แสดงความยินดีกับความว่องไวของหน่วยงานไล่จับนักเก็งกำไร โดยกล่าวว่า “นี่คือสิ่งที่เราคาดหวังให้ CFTC ลงมือทำมาโดยตลอด ดิฉันคาดหวังว่า CFTC จะมีท่าทีเชิงรุกในการตรวจสอบตลาดเหล่านี้ และยืนหยัดเพื่อผู้บริโภค ซึ่งต้องทุกข์ทรมานทุกครั้งที่เดินทางไปปั๊มน้ำมัน”

คำพูดของงวุฒิสมาชิกสหรัฐรายนี้ มิได้สะท้อนถึงความสำเร็จในด้านกฎหมายในการดูแลตลาดทุนให้โปร่งใสเท่านั้น แต่ยังสะท้อนด้วยว่า เมื่อถึงเวลาจำเป็นประเทศเสรีนิยมที่มักปล่อยตลาดให้เป็นอิสระจากการแทรกแซง ก็พร้อมที่จะเข้าแทรกแซงได้ทุกเมื่อ หากความเคลื่อนไหวในตลาดกลายเป็นการกดขี่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นพลวัตหลักของเศรษฐกิจ เพราะการบริโภคถือเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐ

หากน้ำมันแพง ผู้บริโภคจะยิ่งหมดหนทางใช้จ่าย เศรษฐกิจสหรัฐที่เพิ่งฟื้นตัวจะพลอยยอบแยบอีกครั้ง

น่าเสียดายที่อำนาจหน้าที่ของ CFTC จำกัดวงเฉพาะความเคลื่อนไหวผิดปกติในตลาดสหรัฐเท่านั้น ไม่ครอบคลุมตลาดพลังงานแห่งอื่นๆ ที่น่าจะมีนักเก็งกำไรแฝงตัวอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

กระนั้น การเอาจริงเอาจังของสหรัฐในครั้งนี้ยังถือเป็นนิมิตหมายอันดี ให้นานาประเทศเริ่มตื่นตัวอีกครั้ง หลังจากพับแผนล้างบางนักเก็งกำไรมานานแรมปี

เป็นที่น่าสนใจว่า กลุ่ม G20 ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบการเงินและการลงทุนโลก เพื่อมิให้มือดีได้บ่อนทำลายด้วยการเก็งกำไร ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับวิกฤตน้ำมันแพงปี 2550-2552 และวิกฤตการเงินโลก 2551-2552 ในปีนี้ G20 แสดงท่าทีเอาจริงเอาจังกับขบวนการเก็งกำไรมากขึ้น หลังจากที่ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันมาตั้งแต่ปี 2553

เมื่อเดือน ก.พ.ปีนี้ ที่ประชุม G20 ที่ฝรั่งเศสปรากฏสัญญาณความลงรอยระหว่างประเทศสมาชิก เมื่อฝรั่งเศสซึ่งรับตำแหน่งประธานและเจ้าภาพ พยายามผลักดันให้ประเทศสมาชิกเห็นพ้องกับมาตรการควบคุมการเก็งกำไรและปฏิรูปตลาดทุน ซึ่งแม้จะได้รับการตอบรับที่ดี แต่ยังมีเสียงทัดทาน โดยเฉพาะจากประเทศตะวันตก ยกเว้นเพียงสหรัฐที่เห็นพ้องกับฝรั่งเศสอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเดือน เม.ย. คณะกรรมาธิการองค์การระหว่างประเทศของคณะกรรมการหลักทรัพย์ (IOSCO) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การบริหารของ G20 เปิดฉากรุก เริ่มสืบสวนการเก็งกำไรของธุรกิจน้ำมัน โดยผู้ต้องสงสัยรายแรกคือ Argus Media และ Platts ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากในตลาดพลังงาน ในฐานะที่เป็นบริษัทที่รายงานความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน

นับเป็นท่าทีที่ฉับไวผิดกับความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของ G20 ซึ่งอาจเกี่ยวพันกับการที่ในช่วงเดือน เม.ย. ราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นมาสูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง

อย่างน้อยท่าทีจริงจัง CFTC และความฉับไวของ G20 ถือเป็นการตักเตือนให้นักลงทุนที่ละโมบจนเกินตัว ให้ระมัดระวังความละโมบของตน

เพราะผลในท้ายที่สุดอาจไม่ใช่การเสวยสุขจากผลกำไรในคฤหาสน์หรูหรา แต่อาจเป็นความทุกข์ทรมานหลังกรงขังของเรือนจำ