นอกสภาหมดพลัง! ตั้งพรรคสร้างที่ยืน

  • วันที่ 11 ต.ค. 2561 เวลา 20:07 น.

นอกสภาหมดพลัง! ตั้งพรรคสร้างที่ยืน

การเมืองนอกสภาภายใต้สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันกำลังจะหมากความหมาย จึงต้องเดินเกมตั้งพรรคการเมืองเพื่อสร้างที่ยืน

***************************

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถนนการเมืองทุกสายในเวลานี้กำลังมุ่งตรงมาที่การเลือกตั้ง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันอีกครั้งว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 อย่างแน่นอน ระหว่างการเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง

การรับปากต่อหน้าผู้นำญี่ปุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ แม้จะมีบางฝ่ายมองว่ายังไม่มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นจริงตามที่นายกฯ ประกาศ แต่ถ้ามองถึงเงื่อนไขทางการเมืองขณะนี้ ต้องยอมรับว่าเงื่อนไขที่จะเข้ามาเป็นอุปสรรคในการขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งได้ถูกสลายไปเกือบหมดแล้ว

โดยตอนนี้เหลือเพียงขั้นตอนของการรอให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีอายุครบ 90 วันนับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในช่วงเดือน ธ.ค. ก็จะเข้าสู่กระบวนการนับถอยหลัง 150 วัน ซึ่งเมื่อนาฬิกาเดินนับถอยหลังเมื่อไหร่ คงจะได้เห็นวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในเวลานั้น

ส่วนเงื่อนไขเรื่องความสงบที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยสร้างเอาไว้ว่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะมีผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามโรดแมปนั้น เวลานี้จะเห็นได้ว่าบรรดาฝ่ายการเมืองกำลังสาละวนอยู่กับการบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อแต่งตัวลงสนามเลือกตั้ง โดยไม่ได้ออกมาพูดพาดพิงโจมตี คสช.หรือส่งสัญญาณก่อหวอดแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้เอง จึงหมดเงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเลื่อนการเลือกตั้งอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจน การเมืองจึงสาดไฟส่องมาที่พรรค การเมืองเป็นหลัก ซึ่งจะพบว่ามีความเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกรณีการกลับเข้ามาสู่สนามการเมืองของ “จตุพร พรหมพันธุ์”แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในนาม “พรรคเพื่อชาติ”

ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อชาติคนสำคัญมีหลายคน อาทิ ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีต รมช.พาณิชย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยแทบทั้งสิ้น

แม้จะถูกมองว่ามีความเกี่ยวโยงกับพรรคเพื่อไทย แต่แกนนำพรรค เพื่อชาติก็ต่างออกมายืนยันว่าไม่ได้เป็นพรรคสำรองให้กับพรรคเพื่อไทย แต่ประการใด

ทั้งนี้ หากมองถึงเจตนาของการตั้งพรรคเพื่อชาติจริงๆ แล้วน่าจะอยู่ที่การพยายามสร้างที่ทางการเมืองให้กับคน ที่ไม่มีที่ยืนในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอดีต สส.หรือแม้แต่แกนนำคนเสื้อแดงบางส่วน ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนมาเป็น “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม”

ระบบเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้พรรค การเมืองต้องเฟ้นหาตัวผู้สมัคร สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่มีความสมบูรณ์ใน ทุกด้าน หรือเป็นระดับเกรดเอพรีเมียมของจริง เนื่องจากต้องนำคะแนนเลือกตั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาคำนวณหาจำนวน สส.ระบบบัญชีรายชื่อด้วย ด้วยเหตุนี้เอง อดีต สส. และแกนนำเสื้อแดงหลายคนต้องยอมกระเด็นออกมาจากชายคาบ้านใหญ่พรรคเพื่อไทย เพื่อมาหาที่ลงสมัคร สส.ใหม่

แต่สำหรับกรณีของจตุพรแล้ว การหันหลังให้กับพรรคเพื่อไทยและ มาสวมเสื้อพรรคเพื่อชาติมีความหมายมากกว่านั้น เนื่องจากเป็นการสะท้อนให้เห็นกลุ่มการเมืองกำลังหมดพื้นที่เล่นนอกสภาแล้ว ถึงได้หันหน้าสู่การเมืองในสภาแทน

ตัวของจตุพร ติดขัดในข้อกฎหมายที่ไม่สามารถลงสมัคร สส.ได้ เพราะถูกคุมขังโดยหมายของศาล แต่ที่ต้องมาออกหน้าครั้งนี้ เพื่อต้องการให้กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งมีที่ยืนในทาง การเมืองต่อไป ภายหลังการเคลื่อนไหวนอกสภาไม่สามารถใช้ขับเคลื่อนได้ในปัจจุบัน

การเดินเกมการเมืองของจตุพรแทบจะไม่ได้ต่างอะไรกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ต้องยอมกลับเข้ามาการเมืองก็เพราะไม่มีที่ยืนการเมืองนอกสภาเช่นกัน

“รัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ออกแบบให้เกิดปัญหาได้ตลอดเวลา ฝ่าย กปปส. เขาคิดได้ก่อนเรา มีการตั้งพรรคฝ่ายเขาถึงมา 5 พรรค พวกผมคิดได้ทีหลัง เราไม่ต้องการชนะแล้ว ปกครองไม่ได้ รัฐธรรมนูญถูกออกแบบให้เกิดวิกฤตได้ตลอดเวลา เป็นการทำให้ รวมกันแพ้ แต่แยกกันแล้วชนะ” จตุพร ระบุถึงเหตุผลการตั้งพรรค เมื่อวันที่ 10 ต.ค.

ที่สุดแล้วการเมืองนอกสภาภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันกำลังจะหมดความหมายลง ภายหลังแนวร่วมนอกสภาหดหายไปตามแรงกดดันจาก คสช.ที่ต้องการให้เกิด ความสบ จึงต้องเข้าสู่กติกาและสนามที่ คสช.และคณะได้ออกแบบเอาไว้

ถึงจะเสียเปรียบอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าไม่มีที่ยืนในการเมืองเลย

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ