"ประยุทธ์-สุดารัตน์-อภิสิทธิ์" ศึกชิงนายกฯเลือกตั้ง’62

  • วันที่ 10 ต.ค. 2561 เวลา 21:04 น.

"ประยุทธ์-สุดารัตน์-อภิสิทธิ์" ศึกชิงนายกฯเลือกตั้ง’62

การเลือกตั้งในปี62 เป็นศึก3เส้าระหว่าง พลังประชารัฐ เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ โดยมี 3 แคนดิเดตที่จะมาช่วงชิงตำแหน่งนายกฯคนต่อไป

*****************************

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี่กลองการเมืองส่งสัญญาณความพร้อมเตรียมเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ​ทั้งนักการเมืองหน้าเก่า หน้าใหม่ ตลอดจนคนที่สนใจการเมือง เริ่มเปิดหน้าเตรียมก้าวสู่สนามเลือกตั้งระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ประเมินแล้วยากจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถโกยคะแนนได้แบบถล่มทลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

ศึก 3 เส้าระหว่างพลังประชารัฐ เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นไปอย่างดุเดือดกับเดิมพันที่แต่ละฝ่ายต้องทุ่มกันหมดหน้าตัก ด้วยเป้าหมายสะสมจำนวนเก้าอี้ สส.ให้ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

สุดท้ายการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นย่อมกลายเป็นการแข่งขันกันชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามกติกาใหม่ที่กำหนดให้แต่ละพรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ประชาชนได้ใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจเลือก สส.เขตของแต่ละพรรค

แคนดิเดตคนแรก พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งประกาศชัดเจนว่าสนใจงานด้านการเมืองในช่วงเวลาที่พรรคพลังประชารัฐกำลังเริ่มต้นเดินหน้าอย่างเป็นทางการ หลังเปิดตัวมี 4 รัฐมนตรีร่วมเป็นกรรมการบริหาร ​

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสามมิตร” ซึ่งตระเวนเดินสายชักชวนหาผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการลงสนามเลือกตั้ง และเตรียมที่จะเปิดตัวเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ อันจะช่วยทำให้พรรคใหม่อย่างพลังประชารัฐมีความแข็งแกร่งเพียงพอจะไปลงแข่งขันกับพรรค การเมืองเก่าที่มีฐานเสียงเหนียวแน่น ​​

ยุทธศาสตร์สำคัญอยู่ที่การดึงเอาบุคลากรทางการเมืองในยุคพรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นกำลังสำคัญให้กับพรรคพลังประชารัฐ ไล่มาตั้งแต่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมศักดิ์ เทพสุทิน อันเป็นสะพานเชื่อมไปถึงคนอื่นๆ ที่จะดึงมาต่อสู้กับผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ล่าสุดยังมี​กระแสข่าว มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกฯ จะมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

ที่สำคัญยังมีบรรดาแนวร่วมที่เปิดหน้าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ชัดเจนทั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งมีสุเทพร่วมเป็นแกนนำก่อตั้งพรรค ไล่มาถึงพรรคประชาชนปฏิรูปของไพบูลย์ นิติตะวัน ยังไม่รวมกับพรรคขนาดกลางอื่นๆ ​ซึ่งจะเป็นกำลังเสริมผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวสู่ตำแหน่งนายรัฐมนตรีได้อีกแรง

ถัดมาที่คุณหญิงสุดารัตน์ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจะเป็นแม่ทัพนำเพื่อไทยลงสนามเลือกตั้งรอบนี้ ​ด้วยสัญญาณไฟเขียวจากทั้งนายใหญ่-นายหญิง ด้วยบุคลิกประนีประนอมที่น่าจะลดแรงเสียดทานจากภายนอกพรรคได้ไม่มากก็น้อย

ที่สำคัญในฐานะแชมป์เก่าพรรคเพื่อไทยยังมีฐานเสียงที่เหนียวแน่น โดยเฉพาะพื้นที่เหนือและอีสาน แม้จะถูกแช่แข็งมานานกว่า 4 ปี แต่ความนิยมในหลายพื้นที่ยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งยังมีความเป็นห่วงว่าระบบเลือกตั้งใหม่​อาจทำให้พรรคซึ่งชนะเลือกตั้ง สส.เขตจำนวนมากแล้ว เมื่อคำนวณสุดท้ายจะไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่ออย่างที่ควรจะเป็น

นำมาสู่ยุทธศาสตร์แยกกันเดินร่วมกันตีของพรรคเพื่อไทย เพื่อธรรม เพื่อชาติ โดยเพื่อไทยเป็นแกนหลัก ขณะที่พรรคเพื่อธรรม ที่มี สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค ​และพรรคเพื่อชาติ ที่มี ยงยุทธ ติยะไพรัช และจตุพร พรหมพันธุ์เป็นแกนนำจะเป็นเสมือนพรรคสาขาที่คอยเติมเต็มและอุดช่องว่าง เพื่อให้ได้คะแนนสส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ยังไม่รวมกับพรรคพันธมิตรทั้งพรรคประชาชาติ ของวันมูหะมัดนอร์​ มะทา พรรคอนาคตใหม่ของธนาธร และ พรรค​เสรีรวมไทยของเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ซึ่งมีจุดยืนร่วมกันคือไม่เอารัฐประหาร ซึ่งจะเป็นตัวช่วยสำคัญในวันที่ต้องโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในอนาคต

สุดท้าย อภิสิทธิ์ซึ่งเวลานี้กำลังลงแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดให้สมาชิกพรรคสามารถหยั่งเสียงได้โดยตรง ซึ่งเป็นไปได้สูงที่จะได้รับเลือกให้กลับมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคต่อไป

โดยเฉพาะหลังจากเห็นรายชื่อผู้สนับสนุน​ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค ทั้ง ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และ อดีต สส.ทั่วประเทศลงชื่อรับรองให้อย่างพร้อมเพรียงด้วยแล้ว คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และ อลงกรณ์ พลบุตร ที่จะสามารถรวมเสียงจนชนะอภิสิทธิ์ได้

แม้ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์จะไม่ได้เสียงถล่มทลาย แต่ก็มีฐานเสียงที่เหนียวแน่นทั้งพื้นที่ กทม.​และพื้นที่ภาคใต้ โอกาสที่จะได้เสียงจนถึงขั้นมีพลังเพียงพอจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่ใช่เรื่องยากซะทีเดียว

โดยเฉพาะหากคู่ขัดแย้งระหว่างเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจผนึกกำลังจัดตั้งรัฐบาลได้ เวลานั้นก็อาจเป็นโอกาสของประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์

ท้ายที่สุดใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นก็ย่อมต้องขึ้นอยู่กับผลเลือกตั้งที่จะออกมาอย่างไร

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ