ปิดจ๊อบกฎหมายลูก ก้าวแรกสู่การเลือกตั้ง
ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศกำหนดเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแบบชัดถ้อยชัดคำแล้ว ย่อมหมายความว่าเงื่อนไขของการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปย่อมต้องหมดไปเช่นกัน
ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศกำหนดเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแบบชัดถ้อยชัดคำแล้ว ย่อมหมายความว่าเงื่อนไขของการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปย่อมต้องหมดไปเช่นกัน
*****************************
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ณ เวลานี้เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้วที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ภารกิจสำคัญประการหนึ่ง คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการนำไปสู่การเลือกตั้งนั้นกำลังจะสิ้นสุดอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 8 มี.ค.
อย่างที่ทราบกันดีว่าการจะกำหนดวันเลือกตั้งได้นั้น จะต้องให้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลใช้บังคับก่อน ได้แก่ กฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายการเลือกตั้ง สส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.
ปัจจุบันกฎหมายสองฉบับแรกได้ประกาศใช้และมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ ส่วนอีกสองฉบับก็กำลังจะตามไปติดๆเช่นกัน โดย สนช.เตรียมลงมติให้ความเห็นชอบในวันที่ 8 มี.ค.
ทั้งนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือไม่มีใบสั่งใบโตมาจากผู้มีอำนาจ สนช.ทั้ง 248 คน น่าจะยินยอมพร้อมใจให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเสียที
ตามขั้นตอน เมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้วและไม่มี สนช.เข้าชื่อเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กฎหมายทั้งสองฉบับจะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศใช้ ซึ่งน่าจะเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน
กว่าภารกิจของการปั๊มกฎหมายเลือกตั้งจะมาถึงวันนี้ได้ ต้องยอมรับเส้นทางของร่างกฎหมายเลือกตั้งสองฉบับสุดท้ายนี้เต็มไปด้วยขวากหนามพอสมควร เนื่องจากเต็มไปด้วยความขัดแย้งในทางการเมืองและความคิดระหว่าง กรธ.และ สนช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่ลงรอยกันในกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.
กรธ.พยายามเสนอให้วุฒิสภาชุดใหม่ในอนาคตมีโครงสร้างแตกต่างไปจากอดีตที่ผ่านมา กล่าวคือ เดิมวุฒิสภาของไทยมักจะผูกติดกับภาพของการเป็น “สภาสูง” ที่ต้องคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับสภาผู้แทนราษฎร แต่ กรธ.ต้องการปฏิรูปเปลี่ยนให้หมด จึงเป็นที่มาของการตัดอำนาจสำคัญของ สว.บางประการต่อไป เช่น การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น และเปลี่ยนภาพของวุฒิสภาให้เป็นสภาของประชาชน ด้วยการให้บุคคลสามารถสมัครเป็น สว.ได้อย่างอิสระ และกำหนดให้วุฒิสภามาจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม เพื่อสร้างความหลากหลาย
ทว่า สนช.กลับไม่เห็นด้วยกับ กรธ. ซึ่งส่วนมากยังคงติดภาพของวุฒิสภาแบบเก่าที่ควรต้องอุดมไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อีกทั้งยังไม่ไว้วางใจระบบที่ กรธ.ออกแบบไว้จะช่วยให้วุฒิสภาปลอดจากการเมือง ทำให้ต้องใช้วิธีการเสียงข้างมากหักกับ กรธ. และรื้อสิ่งที่ กรธ.ทำไว้จากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยไม่สนใจว่าโครงสร้างของวุฒิสภาที่ กรธ.คิดมานั้นมาจากความเห็นของประชาชนแต่ละภูมิภาคที่ กรธ.ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น
ความขัดแย้งระหว่าง กรธ.และ สนช. นำมาซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่าง สนช. กรธ. และ กกต. ท่ามกลางกระแสข่าวมาเป็นระยะว่า สนช.อาจตัดสินใจใช้มติเสียงข้างมากเพื่อล้มกฎหมายเลือก สว. อันจะมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป
แต่ถึงที่สุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็สามารถหาข้อตกลงกันได้แบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น
โดยรูปแบบของวุฒิสภาของ สนช. ทั้งการให้มาจากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม การใช้ระบบเลือกกันโดยตรง และการให้บุคคลสามารถสมัคร สว.ผ่านองค์กรนิติบุคคลได้นอกเหนือไปจากการสมัครโดยอิสระ จะอยู่ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แต่จะบังคับใช้แค่ 5 ปีแรกเท่านั้น พอพ้น 5 ปี รูปแบบวุฒิสภาจะเป็นไปตามที่โครงสร้างที่ กรธ.ออกแบบ เรียกได้ว่า “วัดครึ่งหนึ่ง-กรรมการครึ่งหนึ่ง”
ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่แปลกใจว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงได้ประกาศให้ช่วงเดือน ก.พ. 2562 จะมีการจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
เมื่อทุกอย่างสอดรับกัน ความขัดแย้งของ กรธ.และ สนช.ที่สลายไป และการประกาศเลือกตั้งของนายกฯ เป็นปัจจัยบรรยากาศการเมืองกลับมามีความคึกคักทันที
บรรยากาศที่ว่านั้นสะท้อนได้จากภาพของกลุ่มบุคคลที่ไปจดแจ้งต่อ กกต. เพื่อขอจองชื่อสำหรับการตั้งพรรคการเมืองใหม่จำนวนมาก
ภาพที่เกิดขึ้นเป็นผลดีต่อรัฐบาลและ คสช.อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทุกสายตาที่เดิมจับจ้องแต่รัฐบาลและ คสช.จากสารพัดเรื่องเทาๆ ที่เกิดขึ้นภายในรัฐบาล เปลี่ยนมาติดตามบรรยากาศของการเลือกตั้งแทน
ไม่เพียงแต่จะช่วยให้รัฐบาลคลายความอึดอัดเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ฝ่ายตรงข้ามที่พยายามก่อม็อบเพื่อให้รัฐบาลเร่งจัดการเลือกตั้งอ่อนแรงไปด้วย เรียกได้ว่ารัฐบาลได้ทลายเงื่อนไขดังกล่าวด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลและ คสช.จะกุมความได้เปรียบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่าไปเสียทั้งหมด
โดยทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศกำหนดเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแบบชัดถ้อยชัดคำแล้ว ย่อมหมายความว่าเงื่อนไขของการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปย่อมต้องหมดไปเช่นกัน
หาก คสช.หาเหตุผลที่ปราศจากความชอบธรรมอาศัยเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งอีก ย่อมเท่ากับว่าเป็นการเสียคำพูดที่ไม่สมควรให้อภัย
ทุกครั้งของการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปทั้งๆ ที่ให้สัญญาเอาไว้แล้วนั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำลายความชอบธรรมของตัวเองพร้อมๆ กับการสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตรงข้ามเพิ่มมากขึ้น
ถึงกระนั้นแล้ว การประกาศเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562 น่าจะเป็นไปตามนั้น เว้นเสียแต่จะมีการเปลี่ยนคำสัญญาอีกครั้ง ซึ่งถึงเวลานั้นรัฐบาลและ คสช.ก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง


