"ธีระเกียรติ" ระเบิดด้าน ฉุด คสช.เสื่อมยกแผง

  • วันที่ 14 ก.พ. 2561 เวลา 09:36 น.

"ธีระเกียรติ" ระเบิดด้าน ฉุด คสช.เสื่อมยกแผง

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีรอยร้าว ยังพูดจารักใคร่ เข้าใจกันดี ทำอะไรผิดก็ขอโทษ ระงับความขัดแย้ง”

กลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาชี้แจงเคลียร์ปมร้าวระหว่าง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ที่ทิ้งระเบิดลูกโตเรื่องนาฬิกาพาดพิงไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม

จากเดิมที่วิเคราะห์กันว่าการให้สัมภาษณ์นักข่าวบีบีซีของ นพ.ธีระเกียรติ จะบานปลายจนทำให้ ไม่ใครก็ใครต้องพ้นเก้าอี้ ไม่สามารถอยู่สู้หน้ากันใน ครม.ได้อีกต่อไป

ทั้งในแง่เนื้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงโดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “เรื่องนาฬิกา ถ้าผมถูก Exposed (เปิดโปง) เรือนแรก ผมก็ออกแล้ว อันนี้ถามผมนะ ส่วนใครจะว่าอะไร ให้ไปถามคนนั้น ของอย่างนี้ คนก็ไม่กล้าพูด กลัวอะไร ทำไม พูดแล้ว มันจะมาไล่ผมออกหรือ”

สอดรับกับคำพูดที่พูดกับนักเรียนไทยและนักธุรกิจไทยที่มาร่วมงานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ขอให้ตระหนักว่าเมื่อจบการศึกษากลับไปทำงานที่ประเทศไทยแล้ว การบังคับใช้กฎหมายของไทย และสำนึกของนักการเมืองและผู้บริหารประเทศยังต่างจากของอังกฤษ การยึดหลักนิติธรรมยังไม่เกิดขึ้นจริง

อีกทั้งยังยกตัวอย่างกรณีที่ ไมเคิล เบทส์ สมาชิกสภาขุนนางของอังกฤษสังกัดพรรคอนุรักษนิยมได้ประกาศลาออกจากสมาชิกสภาขุนนาง เนื่องจากรู้สึกละอายใจที่เข้าร่วมประชุมสภาสายเมื่อปลายเดือน ม.ค. แต่คำลาออกของเขาถูก เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรี ยับยั้ง

“แต่เมืองไทยมีนาฬิกาใส่ 25 เรือน ยังไม่เป็นไร” คำพูดของ นพ.ธีระเกียรติ จึงไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ หรือพูดลอยๆ แต่มีที่มาที่ไปเชื่อมโยงถึงเรื่องสำนึกทางการเมือง และหลักนิติธรรม ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ที่สำคัญในแง่สถานะของคนพูด คือ นพ.ธีระเกียรติ รัฐมนตรีร่วม ครม.กับ พล.อ.ประวิตร แถมยังสนิทกับทางหลังบ้าน พล.อ.ประยุทธ์ จนถึงขั้นมองว่าอาจได้รับ “สัญญาณ” ให้ออกกดดัน พล.อ.ประวิตร

เมื่อรู้อยู่แล้วว่า พล.อ.ประวิตร ถือเป็นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ต่อให้มีแรงกดดันจากสังคมมากขนาดไหน ยากที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ เอ่ยปากขอให้ พล.อ.ประวิตร พิจารณาตัวเองเพื่อช่วยลดแรงกดดัน คสช.

เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้วยสถานะของ พล.อ.ประวิตร ที่เป็นทั้งพี่ใหญ่ และยังเป็นคีย์แมนคนสำคัญที่ควบคุมดูแลงานด้านความมั่นคงทั้งหมด

การต้องมาเปลี่ยนแม่ทัพปลายศึก ในภาวะที่มีกับระเบิดรอบด้านจึงเป็นการสุ่มเสี่ยงเกินกว่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะยอมปลด พล.อ.ประวิตร พ้น ครม.

คำพูดของ นพ.ธีระเกียรติ จึงมี “น้ำหนัก” และ “พลัง” ที่มากเพียงพอจะสั่นคลอนเก้าอี้ของ พล.อ.ประวิตร ได้อย่างรุนแรงมากกว่าที่ฝ่ายต่างๆ ในสังคมจะออกมากดดัน หรือการเข้าชื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร ลาออกเหมือนที่ผ่านมา

ยิ่งหากมองย้อนไปในช่วงเวลาที่ผ่านมาแรงกดดันทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้กระทบไปถึงตำแหน่งของ พล.อ.ประวิตร แถม พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกมาแสดงท่าทีปกป้อง

ส่งผลให้ภาพรวมความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช.ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ในวันที่หลายฝ่ายหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเป็นชนวนปลุกการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลคู่ขนานไปกับปมเรื่องการเลื่อนตั้ง ที่ซ้ำเติมสถานการณ์ของ คสช.ให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น

สัญญาณจาก นพ.ธีระเกียรติ จึงถูกมองว่าอาจเป็นระเบิดพลีชีพ ที่ต้องยอมแลกเพื่อให้ภาพรวมของ คสช.กลับมาดีขึ้นจนสามารถเดินหน้าไปตามโรดแมปได้โดยไม่สะดุดขาตัวเอง

แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นอย่างที่คิดเมื่อต่อมา นพ.ธีระเกียรติ ออกมาแถลงชี้แจงว่า “สิ่งที่พูดในคลิปนั้นเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งใครก็มีความคิดเห็นส่วนตัวได้ ส่วนความคิดเห็นในโลกโซเชียลนั้น ก็มีทั้งสองด้าน และยอมรับว่าผมเองมีส่วนผิดที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น”

พร้อมปฏิเสธว่าคลิปดังกล่าวไม่ใช่การสัมภาษณ์เป็นทางการ เป็นการยืนคุยภายหลังการบรรยาย โดยไม่รู้ว่าถูกอัดเทป แต่อย่างไรก็ตามการพูดดังกล่าวเป็นการเสียมารยาท และได้ขอโทษ พล.อ.ประวิตรแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประวิตร พยักหน้ารับ มั่นใจว่าจะไม่กระทบการทำงานร่วมกับ พล.อ.ประวิตร ใน ครม. และตนเองจะยังอยู่ในตำแหน่ง ทำงานในรัฐบาลต่อไป เพราะเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี

ในแง่เสถียรภาพของรัฐบาล คสช. แม้จะดีขึ้นเมื่อคลี่คลายสถานการณ์สมานรอยร้าวได้สำเร็จ แต่ยากจะทำงานร่วมกันได้อย่างสนิทใจอีกต่อไป พานจะกลายเป็นความระหองระแหงที่สะสมรอวันปะทุต่อไป

รวมทั้งจะทำให้คนใน ครม.ไม่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ ทั้งที่อาจจะต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเป็นตัวอย่างวางบรรทัดฐานที่ดีให้สังคมต่อไป

แต่ที่สำคัญคือ “ความเชื่อมั่น” ของรัฐบาล คสช.จะถูกกัดเซาะอย่างหนักจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แรงผลักดันผ่านการจุดประเด็นเรื่องจิตสำนึกทางการเมือง ควรจะเดินหน้านำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม แต่สุดท้ายกลับถูกเบรก จนเกิดภาพการปกป้องพวกพ้องอุ้มกันเอง จึงมีแต่จะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ คสช.ย่ำแย่ลง

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ