posttoday
แลกไปเกินคุ้ม

แลกไปเกินคุ้ม

22 มิถุนายน 2554

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่หนูดีจะอยู่ในเซี่ยงไฮ้ก่อนที่จะออกเดินทางไปกรุงโซล ประเทศเกาหลี

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่หนูดีจะอยู่ในเซี่ยงไฮ้ก่อนที่จะออกเดินทางไปกรุงโซล ประเทศเกาหลี

โดย...หนูดี-วนิษา เรซ 

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่หนูดีจะอยู่ในเซี่ยงไฮ้ก่อนที่จะออกเดินทางไปกรุงโซล ประเทศเกาหลี สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่หนูดีถือโอกาสตะลอนทัวร์ หาเพื่อนรักสองคนในสองประเทศในแถบเอเชีย เริ่มจากการบินมาเมืองจีน เพื่อมาที่เซี่ยงไฮ้ครึ่งสัปดาห์ แล้วต่อไปเกาหลีอีกครึ่งสัปดาห์ ก่อนบินกลับมาทำงานต่อที่เมืองไทยตามปกติ

หลายครั้งหนูดีได้ยินพ่อแม่คนไทยพูดกับลูกว่า “ไม่อยากให้ไปเรียนต่อเมืองนอก เพราะเดี๋ยวไม่มีเพื่อนในเมืองไทย” หรืออย่างน้อยก็เก็บลูกไว้เรียนระดับปริญญาตรีในเมืองไทยให้ “ได้เพื่อนไว้ก่อน” ซึ่งจริงๆ แล้วก็หมายความว่าให้ “ได้คอนเนกชัน” ไว้ แล้วค่อยส่งไปเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองนอก เพื่อให้ได้ประสบการณ์ชีวิต

หนูดีกับน้องหวานคงเป็นเด็กในกลุ่มที่พ่อแม่ไม่แคร์เท่าไรกับการอยู่ในเมืองไทยให้นานขึ้นเพื่อให้ได้เพื่อนไว้กลุ่มหนึ่งในนี้ แต่มองไปที่ลักษณะการศึกษาที่เราจะได้รับ คำนวณว่า อะไรที่เราต้องแลก และอะไรคือสิ่งที่ได้มา บังเอิญว่าบ้านของหนูดี พ่อแม่คำนวณว่า ไปตั้งแต่ปริญญาตรีนี่ล่ะ ได้คุ้มเสียที่สุด เราสองคนพี่น้องจึงเป็นเด็กจำนวนน้อยที่ไม่เคยมีประสบการณ์ระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยเลย และก็ประสบชะตากรรมไม่มีเพื่อน “มหาวิทยาลัย” ในเมืองไทยเลยด้วย

ไม่ทราบว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย ที่เพื่อนรักของหนูดีกว่าครึ่ง กระจัดกระจายกันไปอยู่ทั่วโลกตามประเทศต่างๆ เมื่อทุกคนเรียนจบและต้องกลับบ้าน เหมือนที่หนูดีกลับมาเมืองไทย ก็กลายเป็นว่า เราไม่สามารถไปเจอกันที่ร้านกาแฟหลังเลิกเรียนได้ หรือไม่สามารถขับรถไปชิมไวน์ตามไร่องุ่นนอกเมืองในช่วงสุดสัปดาห์ได้อีกต่อไป แต่กลายเป็นว่า เราต้องนัดกันเสมอว่าหนนี้จะเจอกันที่ประเทศไหน ของเราหรือของเขา หรือเป็นประเทศที่สามไปเลย เพื่อให้ได้ทั้งเจอกันและได้เที่ยวในที่ใหม่ๆ พร้อมๆ กัน

แต่แม้จะต้องใช้ทักษะการจัดการมากสักแค่ไหน ในการเก็บเพื่อนรักไว้ในชีวิตแบบนี้ หนูดีก็พบว่า มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มกับสิ่งที่ได้มา และทั้งหนูดีและน้องหวานไม่มีวันแลกประสบการณ์วัยมหาวิทยาลัยไกลบ้าน ที่ต้องปรับตัวเข้ากับเพื่อนชาติต่างๆ ที่สิบคนก็สิบวัฒนธรรม ต้องทำความเข้าใจในวิธีคิดที่เราไม่เคยพบมาก่อน หาความเหมือน ยอมรับในความต่าง (ที่บางครั้งก็ทำเอาเราเหวอไปเหมือนกัน) และทั้งหมดที่ได้พบนั้น หล่อหลอมตัวเราให้เป็นเราในทุกวันนี้

เมื่อสมัยอายุสิบแปด ตอนที่ต้องเดินทางไปเรียนต่อ หนูดีได้ยินพ่อแม่ของเพื่อนหลายๆ บ้านบอกว่า ไม่อยากส่งลูกไปเรียนต่อเมืองนอกหรอก “เดี๋ยวเสีย” ฟังแล้วก็ได้แต่ถอดถอนใจค่ะ เพราะเราไปเห็นมหาวิทยาลัยที่นั่นกับตา อยู่มาด้วยตัวเอง แล้วพอกลับมาเยี่ยมบรรดาเพื่อนๆ ที่เมืองไทย บอกได้คำเดียวว่า ถ้ากลัวลูกเสียแล้วเลือกเก็บลูกไว้ในเมืองไทย โอกาส “เสีย” นั้น เท่ากันหรือมากกว่าด้วยซ้ำ หมดยุคแล้วค่ะ ที่การส่งลูกไปเรียนต่อเมืองนอกตั้งแต่สิบแปด คือ การส่งไปไกลตา แล้วลูกอาจเล่นยา หรือไปอยู่ด้วยกันก่อนแต่งในอพาร์ตเมนต์ในวัยเรียน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเมืองไทยจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

หนูดีพบว่า ในต่างประเทศเสียอีกกฎหมายเรื่องยาเสพติดยังรุนแรงกว่า และที่สำคัญ ยาเสพติดไม่ใช่หาได้ง่ายๆ แถมยังแพงกว่าด้วย ถ้าถูกจับได้เสียอนาคตอย่างเดียว เด็กจำนวนน้อยที่จะเล่นและต้องเล่นเฉพาะกลุ่มด้วย หนูดีเองเห็นแบบนั้นแล้ว ด้วยความรักเพื่อน ก็ไม่กล้ากระซิบบอกพ่อแม่เขาทั้งที่อยากทำมากกว่า “ส่งไปเถอะค่ะ อย่ากลัวลูกเสียเลย เพราะเท่าที่ดูพฤติกรรมตอนอยู่เมืองไทย ส่งไปก็ไม่เสีย เพราะไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว” เสียดายที่พ่อแม่มักจะเป็นคนสุดท้ายเสมอที่ได้รู้ว่า ลูกตัวเองทำอะไรลงไปบ้างเวลาไม่อยู่ต่อหน้าพ่อแม่

ทั้งหมดที่หนูดีต้องการจะบอกก็คือว่า การมีโอกาสได้ไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่ยังอายุน้อย ต้องปรับตัวเข้ากับเพื่อนชาติต่างๆ โดยที่มีเพื่อนไทยจำนวนน้อยมากของหนูดี กลับเป็นสิ่งหนึ่งที่หนูดีมองว่า ไม่ได้เสียเปรียบเลย อาจเพราะหนูดีเองมีเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่รักกันมาก และยังคงเป็นเพื่อนรักที่พบกันเสมอในทุกวันนี้จากสมัยมัธยม และก็ได้พบเพื่อนใหม่บ้างเมื่อเริ่มทำงาน ดังนั้นพ่อแม่คนไหนที่กำลังคิดว่า จะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่อายุเท่าไรดี หนูดีขอเสนอว่า ส่งไปเลยค่ะ ไม่ต้องรอจบปริญญาตรีก่อน หากคุณคิดว่าระบบการศึกษาในประเทศไหนเหมาะกับลูกแล้ว ก็อย่ากังวลกับการเก็บลูกไว้ใกล้ตัว หรือเก็บเขาไว้ให้ได้เพื่อนในเมืองไทย ขอให้กังวลว่า สมองเขาจะถูกหล่อหลอมอย่างไรมากกว่า เพราะถ้าเขาเป็นคนน่ารัก อย่างไรเขาก็หาเพื่อนดีๆ ได้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว

สำหรับตัวหนูดี พบว่าเพื่อนรักที่คบหากันในเมืองไทยก็มีมากพอ และเพื่อนรักที่กระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ ในโลก ก็เป็นความชุ่มชื่นใจที่ “ต่อกันติด” เสมอ แม้ไม่ได้เจอกันทุกวัน ครั้งนี้หนูดีมาถึงเซี่ยงไฮ้ เมืองที่หลายๆ คนไม่ชอบเลย เพราะเป็นเมืองใหญ่ วุ่นวาย แถมยังไม่เป็นจีนเท่าไรแล้ว เรียกว่าสูสีกับนิวยอร์กก็ได้ แถมก่อนเดินทางมา หนูดีเข้าไปอ่านในบล็อกต่างๆ คนก็บ่นกันเยอะว่า ถ้าพูดภาษาจีนไม่ได้ ก็จะไม่สนุกเท่าไร หนูดีเองพูดจีนได้แค่หนีห่าว แต่ไม่กังวลใดๆ เพราะเราจะได้เจอกับเพื่อนรักที่เป็นจีนไต้หวัน และทั้งหมดที่ทำให้อยากมาเมืองนี้ ก็คือ มาเจอเพื่อนรักนั่นเอง เซี่ยงไฮ้เป็นเรื่องรองไป ไม่ได้แม้แต่จะคิดไปเที่ยวที่ไหนสำหรับนักท่องเที่ยวด้วยซ้ำ

กลับกลายเป็นว่า เพราะเพื่อนเลยทำให้หนูดีตกหลุมรักเซี่ยงไฮ้ เพราะว่าเพื่อนของเราแม้เป็นคนไต้หวัน แต่มาทำงานเซี่ยงไฮ้พักใหญ่ หลังจากกระหน่ำคุยกันถึงตีสามในคืนแรก อัพเดตเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว เราก็ตะลุยซอกเล็กซอกน้อยในเซี่ยงไฮ้แบบเจ้าถิ่น พาไปตลาดที่นักท่องเที่ยวไม่รู้จัก มีไกด์ภาษาจีนส่วนตัวที่ต่อของได้แบบเหลือเชื่อ โดยเธอห้ามหนูดีพูดแม้แต่คำเดียว แอ๊บเป็นสาวจีนไปเลยเพื่อให้ไม่โดนโก่งราคา อยากได้อะไร ให้สะกิดเธอเอาแล้วมองตากัน ส่วนอาหาร เธอพาไปรับประทานร้านเล็กๆ ที่ไม่มีภาษาอังกฤษเลย เป็นอาหารไต้หวันบ้าง จีนตะวันออกบ้าง เสฉวนบ้าง ทุกอย่างมีคำอธิบายอย่าง “สาวจีนมืออาชีพ” เสมอ อธิบายเลยไปถึงมารยาทผู้ดีแบบจีนไต้หวัน ลักษณะของคนจีนในฮ่องกง ในจีนใหญ่ วิธีคิด วิถีชีวต แม้กระทั่งเรื่องเขยสะใภ้แบบจีนแท้ๆ หนูดีก็ถูกเพื่อนคนนี้หล่อหลอมให้เข้าใจ ปีนี้ก็นับได้สิบห้าปีพอดีที่ครึ่งหนึ่งในสมองหนูดีถูกสอนให้คิดแบบจีน ถึงไม่แปลกใจตัวเอง ทำไมจึง “อิน” กับทั้งเรื่องฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง แถมไอดอลผู้หญิงในใจยังเป็นบูเช็คเทียนอีก มองย้อนกลับไป ก็ต้องยอมรับว่า ในสมองเรามีแนวคิดของเพื่อนคนนี้อยู่ไม่น้อย

แต่ก็ยังไม่นับเพื่อนสาวอีกหลายคนที่มาจากยุโรป อเมริกา และอเมริกาใต้ ที่สนิทกันถึงขั้นที่ ถ้ามาค้างบ้านหนูดีแล้ว ไล่ให้ไปนอนห้องนอนแขก เธอจะไม่ยอม ด้วยการให้เหตุผลว่า “เป็นเพื่อน ไม่ใช่แขก” ดังนั้นต้องนอนบนเตียงหนูดี และก็จบลงด้วยการ “เมาท์” กันหลังจากปิดไฟไปแล้วอีกหลายชั่วโมง เหมือนสมัยเป็นนักเรียนไม่มีผิด ซึ่งปูนนี้แล้วไม่ได้แข็งแรงเหมือนสมัยนั้น ก็ต้องมีการขู่กันให้ไปนอนบ้าง เดี๋ยวพรุ่งนี้เที่ยวไม่ไหว

หนูดีมองว่า เพื่อนกลุ่มนี้ทำให้ชีวิตของหนูดีมีทั้งความสุขและมีทั้งสีสัน มันไม่น่าเชื่อว่า แม้เราจะเติบโตมาต่างกันมากมาย แต่เมื่อรู้จักกันลึกซึ้งถึงหัวใจแล้ว เราสามารถก้าวข้ามความต่างทั้งหมดที่มี แล้วมารักกันได้ เก็บความสัมพันธ์ไว้ยาวนานเป็นสิบปี และมั่นใจว่าจะยาวนานไปตลอดทั้งชีวิต เพื่อนกลุ่มนี้ทำให้หนูดีรู้สึกเหมือนมีบ้านอีกสิบประเทศในโลก และหนูดีก็ทำให้เขารู้สึกว่า เมืองไทยเป็นบ้านหลังหนึ่งของเขาเช่นกัน

ความสัมพันธ์ที่แสนพิเศษชนิดนี้ หนูดีคงไม่แลกกับการได้อยู่เมืองไทยต่ออีกสี่ปี เพื่อให้ได้ “คอนเนกชัน” เพราะคอนเนกชันหาเมื่อไรก็หาได้ แต่เพื่อนที่จะกินนอนในต่างเมืองด้วยกันแต่เด็ก ลำบาก ร้องไห้คิดถึงบ้านมาด้วยกัน จนทุกวันนี้ โตๆ กันแล้ว ก็เริ่มพูดคุยว่า ในอนาคตมีลูกจะหมั้นรุ่นลูกไว้ด้วยกันเลย จะได้ไม่ห่างกัน เพื่อนแบบนี้หายากค่ะ และหนูดีว่า สิ่งที่เราแลกไปนั้น เกินคุ้มจริงๆ กับสิ่งที่ได้มา

 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน