
ตอน วิกฤตการณ์ในโลกอาหรับ
สถานการณ์ของโลกเราในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะผิดแผกและแตกต่างไปจากเดิมที่เคยเป็นอยู่
สถานการณ์ของโลกเราในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะผิดแผกและแตกต่างไปจากเดิมที่เคยเป็นอยู่
ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติที่ล้วนแล้วเกิดขึ้นอย่างไม่ทันระวังหรือตั้งตัวกันสักเท่าไร หรือแม้แต่ความขัดแย้งต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ในภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือ ที่ลุกลามและระบาดไปยังภูมิภาคอาหรับ วันนี้โลก 360 องศา จึงขอเกาะกระแสเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อนำเรื่องราวและแง่มุมต่างๆ ผ่านมุมมองของท่านอาจารย์พิชัย วาศนาส่ง มาบอกเล่าให้แก่คุณผู้อ่าน ซึ่งจะว่าไปแล้วภูมิภาคแอฟริกาเหนือถึงจะอยู่ห่างจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่เรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นก็อาจเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราก็เป็นได้
จุดชนวนของวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ อาจารย์พิชัยได้ให้มุมมองว่า เป็นผลมาจากการไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อผู้นำประเทศที่ต่างล้วนแล้วก็มีวาระในการดำรงตำแหน่งมายาวนาน แต่กลับสวนทางกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งก็สอดคล้องกับกรณีของประเทศตูนิเซีย ประเทศซึ่งเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดการล้มล้างครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 โดยมีจุดกำเนิดจากการเผาตัวเองเพื่อประท้วงโดยเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันเนื่องมาจากการถูกไล่ที่ทำกิน ซึ่งส่งผลทำให้เกิดเป็นกระแสแห่งความไม่พอใจที่แรกเริ่มเป็นเพียงความวุ่นวายและจลาจลในประเทศตูนิเซียเท่านั้น แต่ก็กลับร้อนถึงประธานาธิบดี ไซ เนเอล อาบิดีน เบน อาลี ท้ายที่สุดก็ต้องสละตำแหน่งและลี้ภัยออกนอกประเทศไป ซึ่งความสำเร็จนี่เองที่ได้กลายมาเป็นโมเดลให้กับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ ที่มีระบบการปกครองที่ยาวนานและคล้ายคลึงกันจับมือและลุกขึ้นสู้เอาอย่างบ้าง ซึ่งอาจารย์พิชัยยังได้เสริมอีกว่า สาเหตุที่ทำให้วิกฤตการณ์นี้ลุกลามและขยายเป็นวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว นั่นก็คือพลังของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่ต่างก็เกิดความรู้สึกอยู่ในใจถึงความเป็นอยู่ของพวกเขาที่มีต่อผู้นำประเทศ ซึ่งก็สอดคล้องกับสถิติความยากจนและการว่างงาน ที่มีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นเรื่อยในกลุ่มประเทศดังกล่าว ประกอบกับในสังคมปัจจุบันที่สื่อกระแสหลักไม่อาจต้านทานความร้อนแรงของสื่อทางอินเทอร์เน็ต อย่าง Facebook และ Twitter ที่สามารถกระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและปราศจากการกรองแต่อย่างใด มิหนำซ้ำประเทศในแถบภูมิภาคแอฟริกาเหนือและภูมิภาคอาหรับ ต่างก็สามารถใช้ภาษาอาหรับในการสื่อสาร ปัจจัยต่างๆ นี้เองที่ทำให้วิกฤตการณ์ขยายวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะที่โดมิโนเอฟเฟกต์ยังคงดำเนินต่อไป ประเทศที่ได้รับผลและถูกพูดถึงมากที่สุดอีกประเทศหนึ่งนั่นก็คือประเทศอียิปต์ โดยการนำของฮอสนี มูบารัก ผู้ซึ่งครองในอำนาจมากว่า 30 ปี ก็ต้องพ่ายต่อพลังและแรงกดดันของประชาชน ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ดูเป็นเรื่องที่ไม่ปกตินัก เพราะหากจะมองย้อนหลังกลับไป ฮอสนี มูบารักคืออีกหนึ่งผู้นำในโลกอาหรับที่
ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง และมีบทบาทที่ค่อนข้างแข็งกร้าวไม่น้อยในเวทีผู้นำโลก ก็จำต้องยกธงขาวโบกมือลาไปอีกหนึ่งคน ซึ่งวิกฤตการณ์ในอียิปต์ครั้งนี้ อาจารย์พิชัยมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจของอียิปต์ในระยะยาว เพราะอันเนื่องมาจากอียิปต์มีจุดขายทางด้านอารยธรรมอันเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นพีระมิดหรือมัมมี่ ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างใฝ่ฝันที่จะมาเยี่ยมเยือนอย่างไม่หยุดหย่อน ส่งผลให้อีกหนึ่งรายได้หลักของประเทศมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และมากไปกว่านั้นที่อียิปต์ก็ยังมีคลองสุเอซ ที่สามารถใช้เป็นเส้นทางลัดในการขนส่งสินค้าทางเรือจากเอเชียมายังยุโรป โดยที่ไม่ต้องไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ซึ่งในแต่ละปีสามารถนำเงินตราเข้าสู่ประเทศได้จำนวนไม่น้อย
และกับล่าสุดเหตุการณ์ในประเทศลิเบียที่ดุเด็ดและพัฒนาจนกลายมาเป็นสงครามที่แตกหัก ระหว่างผู้ต่อต้านรัฐบาลและผู้สนับสนุน ซึ่งนำโดย พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี อีกหนึ่งผู้นำของโลกที่ดุเด็ดเผ็ดมันและจัดจ้านอีกคนหนึ่ง ซึ่งอาจารย์พิชัยยังได้เสริมต่ออีกว่า พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี คนนี้ ไม่เคยถือว่าตัวเองเป็นคนอาหรับ แต่ถือว่าตัวเองคือชาวเบดูอิน ซึ่งก็คือชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย สังเกตได้จากการแต่งตัวอันเป็นเอกลักษณ์และมักจะชอบใช้ชีวิตในเต็นท์ รับแขกในเต็นท์ เฉกเช่นวิถีชีวิตของชาวเบดูอินนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่เป็นการแปลกแต่อย่างใด ที่เขาจะมีชาวเบดูอินให้การสนับสนุน โดยที่มีการติดอาวุธให้และเป็นทหารรับจ้าง ซึ่งวิกฤตการณ์ในลิเบียหนนี้ มีการแบ่งออกเป็นสองฝ่ายโดยมีฐานที่มั่นคือเมืองตริโปลี ซึ่งมีสถานะเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองที่มีฐานของผู้สนับสนุน พ.อ.กัดดาฟีอยู่มาก ส่วนอีกหนึ่งเมืองคือเบงกาซี ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศ และเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้าน ซึ่งในห้วงเวลานี้ อาจารย์พิชัยมองว่า ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายที่เป็นสมาชิกในสหประชาชาติ จำต้องตั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อหาทางในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์เหล่านี้ร่วมกัน ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม ก็ต้องเป็นสิ่งที่จับตาดูกันต่อไป เพราะในเวลานี้มีบางเสียงที่สะท้อนออกมาว่า You are not justify to be the leader เธอไม่ควรจะเป็นผู้นำประเทศเลย เพราะเธอฆ่าคนของเธอเอง







