
เผด็จการพังเพราะหลังบ้าน
ผู้นำเผด็จการที่มีพฤติกรรมเหลวแหลกและโหดร้ายอยู่แล้ว แต่ “หลังบ้าน” ของผู้นำทั้งสามประเทศมีพฤติกรรมในทางเดียวกัน และมีส่วนช่วยเร่งให้ระบอบเผด็จการถึงกาลอวสานในที่สุด...
ผู้นำเผด็จการที่มีพฤติกรรมเหลวแหลกและโหดร้ายอยู่แล้ว แต่ “หลังบ้าน” ของผู้นำทั้งสามประเทศมีพฤติกรรมในทางเดียวกัน และมีส่วนช่วยเร่งให้ระบอบเผด็จการถึงกาลอวสานในที่สุด...
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ท่ามกลางความโกลาหลจากการลุกฮือไปทั่วโลกอาหรับ ความสนใจของชาวโลกจับจ้องไปที่ชะตากรรมของผู้นำเผด็จการที่กุมอำนาจมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นอดีตประธานาธิบดี ซีเน เอล อาบิดีน เบน อาลี แห่งตูนิเซีย อดีตประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก แห่งอียิปต์ ซึ่งทั้งสองสิ้นอำนาจวาสนาเสียแล้ว
ขณะนี้ชาวโลกกำลังลุ้นว่า โมอัมมาร์ กัดดาฟี แห่งลิเบีย จะมีชะตากรรมเช่นไร หลังจากใช้กำลังกำราบประชาชนอย่างดุดันกว่าผู้นำตูนิเซียและอียิปต์ จนนองเลือดไปทั่วสารทิศ และส่อเค้าว่าชะตากรรมของผู้นำลิเบียจะจบไม่สวยอย่างแน่นอน
ผู้นำเหล่านี้มีพฤติกรรมที่เหลวแหลกและโหดร้ายอยู่แล้ว แต่ “หลังบ้าน” ของผู้นำทั้งสามประเทศมีพฤติกรรมในทางเดียวกัน และมีส่วนช่วยเร่งให้ระบอบเผด็จการถึงกาลอวสานในที่สุด
มีคำกล่าวว่า เบื้องหลังความสำเร็จของบุรุษคือสตรี แต่ในวันนี้ เบื้องหลังความเหลวแหลกของผู้นำเผด็จการคือสตรีที่อยู่ข้างกายคน|เหล่านั้น
ต้องขอบคุณขบวนการ “แฉ” โดยเครือข่าย “วิกิลีกส์” ที่ทำให้ชาวโลกได้รับทราบว่าไม่ใช่แค่ตัวเผด็จการและผู้นำอำนาจนิยมในโลกอาหรับเท่านั้น ที่ฉ้อฉลและกระหายความรุนแรง แต่บรรดา “หลังบ้าน” ของผู้นำเหล่านี้ยังร้ายกาจได้ไม่แพ้กัน
ประเดิมด้วย ไลลา เบน อาลี อดีตสตรีหมายเลข 1 ของตูนิเซีย
ในฐานะที่เป็นภริยาของ (อดีต) ผู้นำประเทศ ไลลา จึงมีภารกิจที่คล้ายคลึงกับคุณหญิงคุณนายทั้งหลาย นั่นคือ งานการกุศล ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ ได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนว่างงานและผู้พิการ สนับสนุนการศึกษาให้กับผู้ด้อยโอกาส จนได้รับรางวัลยกย่องจากนานาประเทศอีกทั้งยังดำรงตำแหน่งประธานองค์กรสตรีอาหรับ (AWO)
แต่ในฉากหลังชาวตูนิเซียต่างทราบดีว่าไลลา ฉ้อฉลเพียงใด และกระแสข่าวทำนองนี้ยังไปเข้าหู โรเบิร์ต เอฟ โกเดค ทูตสหรัฐซึ่งระบุรายละเอียดในโทรเลขลับไปถึงกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ (โดยมี|วิกิลีกส์เป็นผู้แฉอีกทอดหนึ่ง) เปิดเผยพฤติกรรมคอร์รัปชันในเครือข่ายอำนาจของผู้นำตูนิเซีย รวมถึงเบื้องหลังที่แท้จริงของไลลา และตระกูลตราเบลซี ครอบครัวเดิมของสตรีหมายเลข 1 ผู้นี้
วิกิลีกส์ฉบับแฉตูนิเซีย ระบุว่า “ไลลา เบน อาลี และครอบครัวตราเบลซี จุดชนวนความโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงจากชาวตูนิเซีย ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาที่ว่าตระกูลตราเบลซีพัวพันกับการคอร์รัปชัน แสดงตนเป็นผู้ไร้การศึกษา สถานะทางสังคมต่ำต้อย และตะกละมูมมาม” ข้อกล่าวหาที่รุนแรงเหล่านี้ ยังไม่เท่ากับหลักฐานที่ชัดเจนว่าไลลาและพวกพ้องกระทำการเช่นนั้นจริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไลลา ใช้โครงการเพื่อการศึกษาบังหน้า ขายที่ดินที่ได้รับจากรัฐบาลมาฟรีๆ ให้กับนักลงทุนชาวเบลเยียม อีกทั้งยังฮุบเงินสนับสนุนอีก 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งๆ ที่ที่ดินและเงินช่วยเหลือดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อสร้างโรงเรียนนานาชาติแห่งคาร์เธจ ไม่เพียงเท่านั้น ไลลา ยังรับเงินมหาศาลผ่านการบริจาคโดยรัฐบาลเข้ากองทุนเพื่อช่วยเหลือคนพิการ
ที่ประชาชนรับไม่ได้ที่สุด คือ ในขณะที่ตูนิเซียเผชิญกับภาวะว่างงานสูงถึง 30% และการมีงานทำราวกับรางวัลสูงสุดของชีวิต แต่ ไลลากลับจัดตั้งองค์กรช่วยเหลือคนว่างงานบังหน้า โดยที่ญาติในตระกูลตราเบลซีหากินกับการเป็นนายหน้าหางาน โดยอาศัยเส้นสายของผู้นำประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งงานในรัฐบาล
ยังไม่นับวงศาคณาญาติที่หาเลี้ยงชีพด้วยการกอบโกยด้วยวิธีการผิดกฎหมายโดยอ้างชื่อสตรีหมายเลข 1 และท่านผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่ชายที่ชื่อ เบลฮัสซัน ตราเบลซี ที่ทูตสหรัฐถึงกับยกให้เป็น “สมาชิกในครอบครัวที่ฉาวโฉ่ที่สุด”
แม้จะต้องระเห็จออกจากประเทศด้วยพลังการลุกฮือของประชาชนเมื่อเดือน ม.ค. แต่ยังมีกระแสข่าวโหมกระพือไล่หลังว่า ไลลาถึงกับยักยอกทองคำจากคลังสำรองของประเทศไปถึง 1.5 ตัน มูลค่ารวม 65 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนที่จะเหินฟ้าไปกบดานที่เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย
ไม่น่าประหลาดใจที่หนังสือพิมพ์ Le Monde Diplomatique ของฝรั่งเศสจะตั้งฉายาให้กับอดีตสตรีหมายเลข 1 ผู้นี้ว่าเป็นเสมือน “สัญลักษณ์แห่งความละโมบของตระกูลการเมือง”
อีกหนึ่งสตรีหมายเลข 1 ที่มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับไลลา แห่งตูนิเซียอย่างกับแกะ คือ ซูซาน มูบารัก ภริยาที่อยู่คู่ใจอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก มานานถึง 50 ปี
นอกจากภารกิจในการส่งเสริมสิทธิสตรีและงานด้านการกุศลแล้ว ซูซานยังขึ้นชื่อในเรื่องรสนิยมการแต่งกายที่มีรสนิยม จนได้รับคำชื่นชมจากมิตรสนิทอย่าง ฮิลลารี คลินตัน อดีตสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐ และปัจจุบันรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่บัดนี้ยังทำอะไรไม่ถูกกับการเผยเอกสารลับโดยวิกิลีกส์ที่แฉให้ชาวโลกรับรู้ถึงฉากหลังที่ดำมืดของ ซูซาน
เช่นเดียวกับหลังบ้านผู้นำตูนิเซีย หลังบ้านผู้นำอียิปต์สนับสนุนการศึกษาให้กับเยาวชน แต่วิกิลีกส์กลับลอกคราบซูซานจนหมดเปลือก โดยเผยข้อความในโทรเลขของทูตสหรัฐในอียิปต์ว่า ระหว่างเดินทางเยือนคาบสมุทรไซไน เจ้าตัวได้ใช้เงินบริจาคจาก USIAD ซื้อรถบัสส่วนตัว ทั้งที่เงินดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อนำไปซื้อรถประจำทางให้กับนักเรียน
ไม่เพียงเท่านั้น โทรเลขฉบับปี 2549 ยังสาวไส้พฤติกรรมคอร์รัปชันของซูซานและคนในครอบครัวมูบารัก ซึ่งแม้ทูตสหรัฐจะระบุว่าข้อกล่าวเหล่านี้จะยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างแน่ชัด แต่สาธารณชนเริ่มแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อครอบครัวนี้
หลังจากสามีสิ้นอำนาจและเจ้าตัวต้อง ลี้ภัยไปพำนักที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ชาวอียิปต์เริ่มออกมาประณามการกระทำหลายๆ ด้านของอดีตสตรีหมายเลข 1 โดยเฉพาะกลุ่มสิทธิสตรีที่ชี้ว่าซูซานใช้ฉากหน้าของการเป็นผู้สนับสนุนสิทธิสตรีควบคุมขบวนการนี้จนไม่มีความก้าวหน้า อีกทั้งยังขัดขวางแผนการส่งเสริมบทบาทของสตรีในยุคที่มูบารักก้าวลงจากอำนาจ
นาวัล เอล ซาอาดาวี แพทย์หญิง นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี และอดีตนักโทษการเมืองชื่อดัง ถึงกับกล่าวว่าซูซาน “ลงมือฆ่าขบวนการสิทธิสตรี เพื่อที่จะกุมอำนาจในขบวนการนี้เสียเอง”
เมื่อหมดสิ้นคนชื่นชม อะไรๆ หมกเม็ดไว้ ก็ปิดไว้ไม่อยู่ นี่คือสัจธรรมที่ครอบครัวของผู้นำคนต่อไปในโลกอาหรับจะต้องตระหนักไว้
ครอบครัวที่ว่านี้นำโดย โมอัมมาร์ กัดดาฟี แห่งลิเบีย
ผู้นำลิเบียเคยมีภรรยาถึง 3 คน แต่ทั้งสามคนไม่ได้มีบทบาทสมฐานะสตรีหมายเลข 1 หรือหมายเลข 2 อีกทั้งยังไม่ค่อยมีข่าวคราวให้ชาวโลกได้รับรู้ ผิดกับลูกๆ ของผู้นำลิเบียที่ไม่เพียงก่อเรื่องอื้อฉาวบ่อยครั้ง แต่ยังฮึ่มๆ เตรียมแย่งชิงอำนาจกันเอง
ในบรรดาลูกๆ ของกัดดาฟี เป็นชายถึง 7 คน มีบุตรสาวเพียงคนเดียว คือ อาเยชา ทูตสันถวไมตรีแห่งสหประชาชาติ ผู้ติดยศ พล.ท. แห่งกองทัพบก และเจ้าของฉายาตั้งเองว่า “เจ้าหญิงแห่งสันติภาพ” สมญานาม “คลอเดีย ชิฟเฟอร์ แห่งลิเบีย” ด้วยรูป ร่างหน้าตาและการแต่งกายที่คล้ายคลึงกับนางแบบชื่อดังชาวเยอรมัน ซึ่งว่ากันว่าเป็นคนโปรดของกัดดาฟีผู้พ่อ
ขณะที่พี่ชายและน้องชายใช้อำนาจโดยมิชอบและกอบโกยความมั่งคั่ง อาเยชาไม่ยอมทิ้งโอกาสนี้เช่นกัน
จากการแฉโดยวิกิลีกส์ ทำให้ทราบว่า อาเยชามีสายสัมพันธ์เหนียวแน่นกับธุรกิจในภาคพลังงานและการก่อสร้าง ซึ่งนับเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจลิเบีย
อาเยชามีบทบาทสำคัญในการเป็นคนกลางติดต่อระหว่างรัฐบาลลิเบียกับภาคธุรกิจในสหภาพยุโรป ซึ่งหมายถึงการเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ด้านธุรกิจในครอบครัวกัดดาฟี นั่นเอง อาเยชายังใช้ความเชี่ยวชาญในด้านการเจรจา อาสาเป็นหัวหน้าทีมทนายความให้กับซัดดัม ฮุสเซน ในคราที่อดีตผู้นำอิรักถูกสหรัฐควบคุมตัวไว้ได้
แม้จะเป็นทูตสันถวไมตรีและรับหน้าเสื่อเจรจากับนานาประเทศ แต่อาเยชายังเคยปรอทแตก ถึงกับข่มขู่รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ที่จับกุมตัว ฮันนิบาล กัดดาฟี น้องชาย เมื่อปี 2550 เตรียมลงมือทุกวิถีทางเพื่อล้างแค้นด้วยข้ออ้างที่ว่า เพื่อรักษาเกียรติภูมิของชาวลิเบียในต่างแดน
ด้วยพฤติกรรมไม่โปร่งใสและอาจมีความเชื่อมโยงกับการสังหารหมู่ประชาชนนับพันคน ล่าสุด สหประชาชาติจึงถอดถอนอาเยชาจากตำแหน่งทูตสันถวไมตรี
ในวันที่เก้าอี้กัดดาฟีผู้พ่อสั่นคลอนหนัก แม้กระทั่งลูกสาวสุดที่รักยังสิ้นหวังที่จะพึ่งพา เมื่อมีรายงานข่าวว่าระหว่างที่การชุมนุมประท้วงรุนแรงถึงขีดสุด อาเยชาขึ้นเครื่องบินเดินทางเลี่ยงไปยังประเทศมอลตา ทว่าถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ จนต้องเบนเข็มกลับไปยังลิเบียเพื่อเผชิญกับคลื่นมหาชนที่เตรียมมุ่งหน้ามาถล่มกัดดาฟีที่เมืองหลวง
จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ปรากฏข่าวว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของโมอัมมาร์ กัดดาฟี หลบลี้หนีพลังความโกรธเกรี้ยวของประชาชนไปซ่อนตัวอยู่แห่งหนใด







