
ไขความลับรหัสดาวินชี รศ.ดร.กฤษณา หงษ์อุเทน
นักประวัติศาสตร์ศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้มุ่งมั่นปกป้องข้อเท็จจริง ล้างจุดผิดเพี้ยนใน Davinci Code
นักประวัติศาสตร์ศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้มุ่งมั่นปกป้องข้อเท็จจริง ล้างจุดผิดเพี้ยนใน Davinci Code
โดย...อัคร เกียรติอาจิณ
ทุกคนล้วนมีความลับ คุณก็มี เราก็มี ไม่เว้นแม้แต่อัจฉริยะรอบด้าน "ลีโอนาร์โด ดาวินชี" กระทั่งนักเขียนอู้ฟู่สุดฉาว " แดน บราวน์ " ความลับของเขาก็ไม่อาจปกปิดไว้ได้ "The Davinci Code" โด่งดังไปทั่วโลก ยอดขายถล่มทลาย กลายเป็นเบสต์เซลเลอร์บนชั้นหนังสือ เพราะผู้ชายที่ชื่อ แดน บราวน์
มันเปรียบเสมือนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา จากนวนิยายซ่อนปมสู่หนังฟอร์มยักษ์เงื่อนไขถูกขยายใส่นั่นนู่นนี่จนเป็นที่มาข้อกังขาในหลายๆ ประเด็น
สิ่งที่ แดน บราวน์ เขียนไว้ใน รหัสลับดาวินชี นั้นมีหลายจุดที่ผิดเพี้ยนไม่อาจจะใช้เป็นเอกสารสำคัญทางการศึกษา ยิ่งเฉพาะในเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะ มีคนจำนวนไม่น้อยออกมาลบล้างข้อมูลประหลาดๆ ด้วยข้อเท็จจริง โดยพยายามอิงหลักความรู้
สำหรับประเทศไทย ความคิดสรตะว่าจะเกิดฮีโร่ลุกขึ้นแย้งสิ่งที่บิดเบือน ก็เพียงอาศัยช่วงเกาะเกี่ยวกระแสฮิตหนังสือกับหนังเท่านั้น ยังไม่ซีเรียสถึงขั้นกล้าดี ประกาศตัวเป็นศัตรูผู้เขียนชัดแจ้ง
"รศ.ดร.กฤษณา หงษ์อุเทน" นักประวัติศาสตร์ศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจเป็นรายแรกๆ ที่ขอมุ่งมั่นกับเรื่องนี้ "แด่ข้อเท็จจริง"เธอเขียนไว้ในหน้าก่อนเริ่มคำนำ และในหน้าคำนำเธอยังเน้นย้ำที่ประโยคหนึ่งว่า "จุดมุ่งหมายของข้าพเจ้าคือการปกป้องข้อเท็จจริง"
ถัดลงมาไม่กี่บรรทัดเธอยืนยันด้วยหมึกดำเข้ม "หนังสือเล่มนี้ของข้าพเจ้าจึงมุ่งเสนอข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อปกป้องข้อเท็จจริงที่เกี่ยวโยงกับผลงานศิลปะของลีโอนาร์โด เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้อ่านที่นับถือและไม่นับถือศริสต์ศาสนา" "ตัวดิฉันนับถือพุทธค่ะ" เธอหันยิ้มแล้วมาบอกกับเรา "แต่เจตนารมณ์ของดิฉันก็คงไม่ไปลบหลู่ความเชื่อของชาวคริสต์อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องระวังจึงไม่มี อย่างตัว แดน บราวน์ ก็ไม่น่าห่วง เพราะว่ามีกฎหมายเกี่ยวกับอิสรภาพ ทางด้านวิชาการคุ้มครองอยู่แล้ว ดิฉันไม่ได้ไปหมิ่นประมาทอะไรเขานี่คะ ดิฉันแค่นำงานเขียนของเขามาวิเคราะห์ สำหรับแฟนคลับหนังสือ ยังไม่มีคอมเมนต์แบบตัวๆ หนึ่งเขา
อาจรู้ก็ได้ว่ามีคนเขียนหนังสือโต้ (หัวเราะ) จะมีก็แค่ในเว็บบอร์ดที่ออกโรงว่าทำไมไปว่าเขา ซึ่งดิฉันเข้าใจนะนั่นแปลว่าคุณยังไม่ได้อ่านหนังสือเราเลยคิดว่าดิฉันมุ่งโจมตี หรือจับผิดสิ่งที่ แดน บราวน์ เขียนไว้ แต่สรุปคือ พูดถึงหนังสือน้อยมาก" "เผยความลับที่ไม่ลับของรหัสลับดาวินชี"นี่คือชื่อยาวๆ ของหนังสือ 98 หน้า ที่ รศ.ดร.กฤษณา ตั้งใจนำเสนอ เราเองพยายามจะใช้คำที่สละสลวยและดูไม่เป็นการละลาบละล้วงจิตใจแฟนพันธุ์แท้ แดน บราวน์ มากนัก จึงขอนิยามหนังสือเล่มนี้ว่า "จับไต๋" ชัดเจนและตรงประเด็นที่สุด
"ดิฉันยอมรับนะคะว่า แดน บราวน์ เขียนหนังสือดี ถือเป็นหนังสือบันเทิงคดีที่อ่านแล้วเพลิน เพียงแต่สิ่งที่เขาเขียนไว้บางมุมยังมีจุดคลางแคลงใจอยู่มาก เขาคือคนที่หว่านพืชผลแห่งความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้น แล้วยังบ่มเพาะให้มันงอกงามต่อไปในหมู่คนอ่านอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งดิฉันมองว่ามันเป็นเรื่องไม่สมควร นั่นละคือเป้าประสงค์ของดิฉันที่เขียนหนังสือ จริงอยู่ที่อาจจะเป็นเรื่องแต่งตามจินตนาการของ แดน บราวน์แต่ในเมื่อคุณเป็นนักเขียนก็ต้องมีจรรยาบรรณเหมือนกัน โดยเฉพาะประเด็นศาสนา ลองนึกสิว่ามีคนมาเล่นตลกกับศาสนาที่ตัวเองนับถือเป็นใครก็คงไม่พอใจหรอกค่ะ"
สิ่งที่ รศ.ดร.กฤษณา นำมาคัดง้างกับงานเขียนของ แดน บราวน์ นั้นถูกโฟกัสไปอยู่ที่ข้อเท็จจริงด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ ซึ่งเธอถนัดและคลุกคลีมานาน
รศ.ดร.กฤษณา หงษ์อุเทน จบการศึกษาปริญญาตรี อักษรศาสตร์บัณฑิต (ภาษาอังกฤษ)จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก และปริญญาเอก สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก จากมหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนี
นั่นจึงอาจไม่ได้เป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับเธอที่จะค้นพบความบิดเบือนและความคลาดเคลื่อนที่ แดน บราวน์ พยายามปกปิดไม่มิดชิดเท่าไหร่ จนกลายเป็นช่องโหว่ให้ตรวจสอบได้ ตั้งแต่ สัญลักษณ์วิทยา ทฤษฎีตัวเลข รหัสวิทยาแนวคิดจากลัทธิและทฤษฎีนอกรีต ที่ปราศจากเอกสารหลักฐาน รวมถึงความลับเกี่ยวกับจอกศักดิ์สิทธิ์ องค์กรลับทำหน้าที่ปกป้องสายเลือดของพระเยซูคริสต์ และภาพผลงานศิลปะอันโด่งดัง เช่น Madonna of the Rock, The Last Supper เป็นต้น
"มีคน 3 ประเภทที่จะหยิบอ่านหนังสือเล่มนี้หนึ่ง คนที่รู้มาก หมายถึงมากกว่าดิฉัน สอง คนที่รู้เท่าๆ กับเรา สาม คนที่รู้น้อยกว่าเรา สิ่งที่ดิฉันต้องทำคือทำยังไงที่จะให้ข้อมูลไม่ผิดเพี้ยน ที่สำคัญอ่านแล้วเข้าใจง่าย เมื่อใดที่ไม่อ่านมันก็เหมือนเป็นคนใบ้ อ่านมันเท่านั้นละถึงจะรู้ว่ามันพูดอะไรกับเรา เพราะฉะนั้นดิฉันไม่มีโอกาสไปนั่งคุยกับทุกๆ คนที่อ่านหนังสือ ในฐานะนักเขียนจึงต้องทำให้มันง่ายเข้าไว้ ชัดเจนที่สุด และเข้าใจที่สุด ถ้าไม่เข้าใจก็แก้จนกว่าจะเข้าใจ ตรงไหนที่ยังมีคำถามต้องพยายามเคลียร์ โดยมีคำตอบให้กับมัน ดิฉันว่าไม่จำเป็นเลยที่นักวิชาการจะต้องเขียนอะไรยากๆ อ่านไม่รู้เรื่อง ควรย่อยให้มันง่ายเพื่อคนจะเข้าถึงงานเขียนของเราเข้าถึงสารที่เราอยากบอก"
ด้วยเคยผ่านการออกพ็อกเกตบุ๊กเชิงวิชาการมาแล้ว 2 เล่ม "ศิลปะคริสเตียนในทวีปยุโรปสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม" กับ"ศิลปะคลาสสิก สถาปัตยกรรม ประติมากรรมจิตรกรรม" จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับ รศ.ดร.กฤษณาที่จะถ่ายทอดเรื่องเฉพาะด้านให้เป็นงานเขียนกึ่งสารคดีที่อ่านสนุกไม่ต่างจากเวอร์ชันนวนิยายเล่มหนา อีกทั้งยังสามารถปูพรมมิติแห่งความลับให้กระจ่างแจ้ง หลังถูกหมอกควันปกคลุม จนเกิดกระแสสับสนให้แก่นักอ่านพักใหญ่ๆ
"สิ่งที่เราควรยึดถืออย่างมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปลงคือคำกล่าวของ John Scotus Revier (ค.ศ. 1358-1420) นักปรัชญาทางศาสนาของยุโรปสมัยกลาง ที่บอกว่า 'ที่ใดมีเหตุผล ที่นั่นไม่มีศรัทธา'" เธอทิ้งท้ายสั้นๆ ไว้บนวรรคสุดท้ายหน้าคำนำในหนังสือ







