
วิกฤตน้ำ มหันตภัยร้ายไม้ไกลตัว
...สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ โฆษกคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา
เริ่มต้นศักราชใหม่ ปี 2554 แม้จะผ่านมาเพียงเดือนเดียว แต่ผู้เขียนรู้สึกได้ว่ากำลังจะเกิดวิกฤตเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จะกระทบกับชีวิตพวกเราทุกคนบนโลกนี้อย่างหนักอีกครั้ง นั่นคือวิกฤตเรื่องน้ำที่น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากเห็นตัวอย่างใกล้ตัวมาก เช่น เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี บ้านเกิดของผู้เขียน ที่ปีนี้เหลือน้ำน้อยมากประมาณ 20% ของเขื่อนเท่านั้น ซึ่งไม่เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน
ทั้งนี้ ในส่วนของเขื่อนแก่งกระจาน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยเรื่องต้นน้ำของแม่น้ำเพชร และได้ทรงศึกษาและเห็นว่าต้องสร้างเขื่อนแก่งกระจาน ด้วยพระบารมีตรงนี้ทำให้คนเมืองเพชรไม่เคยขาดน้ำ และไม่เคยประสบกับภัยแล้งเลยเป็นเวลานานกว่า 30 ปี รวมถึงเรื่องน้ำท่วมที่แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย หรืออาจจะมีบ้าง แต่การระบายน้ำก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะพระบารมีของพระองค์
แต่สำหรับปีนี้น่ากลัวมาก เพราะเขื่อนแก่งกระจานเหลือน้ำน้อยมาก รวมถึงแม่น้ำอื่นๆ ที่เราเห็นในข่าวต่างๆ เช่น แม่น้ำยม ที่ตอนนี้เริ่มเห็นสันทรายกลางแม่น้ำกันแล้ว ดังนั้นจึงเป็นปัญหาที่น่ากลัว และจะกระทบต่อประเทศชาติทั้งหมด เพราะบ้านเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ถ้าไม่มีน้ำคงอยู่ยาก
สาเหตุสำคัญของวิกฤตครั้งนี้ เป็นเพราะคนไทยไม่รักษาป่า โดยป่าถือว่าเป็นแหล่งผลิตและรักษาน้ำที่ดีที่สุด เห็นได้จากที่ทุกวันนี้เขื่อนแก่งกระจานยังมีน้ำอยู่บ้าง เพราะมีป่าดงดิบปล่อยน้ำให้วันละ 8 แสนลิตร ซึ่งเป็นน้ำที่เก็บไว้ที่รากแล้วค่อยๆ ปล่อยออกมา ทำให้เขื่อนแก่งกระจานมีน้ำซึมจากใต้ดินมาใช้ นี่คือประโยชน์มหาศาลของป่าไม้
แต่ตอนนี้ป่าไม้ถูกทำลายทุกวัน โดยเฉพาะทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ป่าถูกทำลายอย่างย่อยยับ ซึ่งไม่รู้ว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ตระหนักในเรื่องนี้บ้างหรือไม่ เรามีกระทรวงนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร บางครั้งมีการพูดกันว่า
“เจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นเสียเอง ทำลายป่าเสียเอง” แต่ในความเป็นจริง คนที่ทำงานตรงนั้นก็ขอท้วงแบบน้อยใจว่า “อย่าเหมารวมว่าเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทั้งหมด” ดังนั้นคงต้องให้ความเป็นธรรมตรงนี้ แต่ส่วนใหญ่รู้เห็นเป็นใจให้นายทุน โดยคุมการทำลาย โค่นป่าไม้เสียเองเลยแต่ที่แย่ไปด้วยกว่านั้น ด้วยข้อจำกัดของระบบราชการ มีผลทำให้การรักษาป่าไม้ยากขึ้นไปอีก ผู้เขียนอยากจะเล่าเรื่องตลกร้ายที่ จ.เพชรบุรี ว่า ตอนนั้นกำลังมีการใช้รถแบ็กโฮโค่นป่าไม้ที่เพชรบุรี และมีชาวบ้านแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ แต่ปรากฏว่ารถเจ้าหน้าที่ขับไม่ทันรถแบ็กโฮ ที่ไหวตัวขับออกไปก่อน จนไม่สามารถจับตัวผู้กระทำผิดได้ เป็นเรื่องที่ตลกมากที่รถยนต์วิ่งไม่ทันรถแบ็กโฮซึ่งเคลื่อนช้ามาก แต่เป็นเรื่องจริงในระบบราชการไทยที่ไม่มีการให้งบประมาณ ให้อุปกรณ์ เพราะรถของเจ้าหน้าที่ป่าไม้เก่ามากๆๆๆ จนตามรถแบ็กโฮไม่ทัน และหนีไปได้อย่างลอยนวล
เห็นชัดว่าอุปกรณ์ของรัฐสู้ไม่ได้ เพราะรัฐไม่ใส่ใจ ทั้งที่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐต้องใส่ใจ ที่มากไปกว่านั้น ข้าราชการคนไทยที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมาก็มักจะถูกย้าย ทำให้ข้าราชการท้อแท้มาก ด้วยความไร้ประสิทธิภาพ และการไม่เอาใจใส่ ไม่มีวิสัยทัศน์ จึงไม่ผิดแน่หากจะบอกว่าปัญหาวิกฤตน้ำจะเกิดขึ้นแน่นอนเพราะป่าไม้ไม่มี จนแล้งกันตั้งแต่ต้นปี และแม่น้ำในภาคเหนือ ทั้งแม่น้ำยม แม่น้ำปิง เริ่มแห้งกันแล้วเพราะไม่มีป่า
นอกจากนี้ วิกฤตน้ำยังเกิดจากการบริหารจัดการน้ำ ที่กรมชลประทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่จัดการอย่างจริงจัง ทั้งที่ปีที่ผ่านมาน้ำเยอะมาก แต่ไม่มีการกักเก็บไว้ ปล่อยให้น้ำท่วมจนน้ำแห้ง และทิ้งความเสียหายไว้ แทนที่จะทำให้วิกฤตเป็นโอกาส ทั้งที่กรมชลประทานตั้งมากว่า 60 ปี ทำอะไรที่ทำให้เห็นว่าบริหารจัดการน้ำได้บ้าง และที่โกรธมากกว่านั้น คือ คณะกรรมการน้ำแห่งชาติที่มี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เคยประชุมและคิดจะบริหารจัดการน้ำจริงๆ บ้างหรือไม่
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ทั้งที่หากเรามีการบริหารจัดการน้ำจริงๆ น้ำจะมีให้ใช้ไปตลอด อีกทั้งวิกฤตโลกร้อนที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ธารน้ำแข็ง หิมะละลาย ทำให้โลกเรามีน้ำเพิ่มขึ้นอีกมาก รวมถึงน้ำใต้ดินที่มีมากมายมหาศาล เห็นได้ว่าน้ำเยอะ แต่รัฐไม่ได้บริหารจัดการ
ก่อนหน้านี้เคยมีแนวคิดบริหารจัดการน้ำด้วยการให้ผู้ใช้น้ำเสียภาษี เกษตรกรต้องเสียเงิน เพราะคิดว่าหากไม่มีการจ่ายเงิน ผู้ใช้น้ำจะไม่เห็นคุณค่า แต่แนวคิดนี้ไม่สร้างสรรค์ เพราะเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น คิดกันง่ายๆ แบบนี้ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงว่าจะกระทบกับใครบ้าง
ดังนั้น ต้องกลับมาที่จิตสำนึกของแต่ละคนกันแล้วว่าจะมีส่วนรับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวห่วงมาก และทรงย้ำเสมอว่าน้ำคือชีวิต และให้ปัญหาน้ำเป็นวาระแห่งชาติ พระองค์ท่านทรงทำทุกอย่างเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้มีน้ำใช้ แม้กระทั่งฝนเทียม ที่หลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศจอร์แดนที่ประทับใจมาก เพราะสามารถนำการทำฝนเทียมไปบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในประเทศเขาได้จริงๆ แต่ในประเทศไทยกลับเป็นไฟไหม้ฟาง เพราะคนไม่มีจิตสำนึก
ดังนั้น ขอเรียกร้องให้คนไทยที่อยากให้ชาติเราอุดมสมบูรณ์ในทรัพยากรธรรมชาติ หรืออยากจะเป็นประเทศเกษตรที่สมบูรณ์แบบ เป็นครัวโลก หรือเป็นอะไรก็ได้ที่สมบูรณ์แบบ ประเทศไทยทำได้หมด แต่ว่าต้องอยู่ที่จิตสำนึกของเรา ต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม โดยเฉพาะอย่าตัดไม้ทำลายป่า และสร้างแหล่งน้ำ แหล่งกักเก็บเพิ่มเติม รวมถึงรัฐต้องบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง
ขอย้ำอย่างจริงจังและจริงใจ ถ้าทำแบบนี้ก็เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถมีน้ำใช้ได้ตลอด โดยต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่เช่นนั้นจะสายเกินไป เพราะเราไม่อยากให้ประเทศไทยต้องกลายเป็นทะเลทรายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์มาก แต่เรากลับทำลายด้วยมือของเราเอง ด้วยมือของคนไทยที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพียงไม่กี่คน ไม่กี่ตระกูล
ดังนั้น ขอเรียกร้องนักการเมือง และรัฐบาล ต้องแก้ปัญหาอย่างจริงใจ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วย
“ปาก” เพียงอย่างเดียว อีกทั้งอยากจะอัญเชิญพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ขอคนไทยว่า “ขอให้คนไทยปลูกต้นไม้ ปลูกป่าให้ข้าพเจ้าทุกปี” เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเราเป็นประเทศเกษตรกรรม หากไม่มีน้ำก็ไม่รู้ว่าอนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร จะเหลืออะไรให้ลูกหลานหรือไม่!!!






