posttoday
จากบ้านไร่ถึงปลายดอย

จากบ้านไร่ถึงปลายดอย

08 มกราคม 2554

อุทัยธานีเป็นเมืองที่น่าอยู่ในสายตาผม เพราะนอกจากจะสะอาดแล้ว ยังเป็นแหล่งปลาน้ำจืดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังหลงเหลือให้เห็นมากมาย ที่ยังมีปลาให้เห็นก็เพราะมีคนน้อย ผู้บริโภคจึงไม่มากนัก ที่ผู้บริโภคไม่มากนักเพราะเป็นเมืองผ่าน ถ้าใครไม่ตั้งใจเข้าไปจริงๆ แบบเมืองน่าน เมืองสิงห์บุรี เมืองกำแพงเพชร ก็จะผ่านเลยไปตามจังหวัดใหญ่อย่างเชียงใหม่เสีย

อุทัยธานีเป็นเมืองที่น่าอยู่ในสายตาผม เพราะนอกจากจะสะอาดแล้ว ยังเป็นแหล่งปลาน้ำจืดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังหลงเหลือให้เห็นมากมาย ที่ยังมีปลาให้เห็นก็เพราะมีคนน้อย ผู้บริโภคจึงไม่มากนัก ที่ผู้บริโภคไม่มากนักเพราะเป็นเมืองผ่าน ถ้าใครไม่ตั้งใจเข้าไปจริงๆ แบบเมืองน่าน เมืองสิงห์บุรี เมืองกำแพงเพชร ก็จะผ่านเลยไปตามจังหวัดใหญ่อย่างเชียงใหม่เสีย

โดย....จำลอง บุญสอง

 

จากบ้านไร่ถึงปลายดอย

อุทัยธานีเป็นเมืองที่น่าอยู่ในสายตาผม เพราะนอกจากจะสะอาดแล้ว ยังเป็นแหล่งปลาน้ำจืดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังหลงเหลือให้เห็นมากมาย ที่ยังมีปลาให้เห็นก็เพราะมีคนน้อย ผู้บริโภคจึงไม่มากนัก ที่ผู้บริโภคไม่มากนักเพราะเป็นเมืองผ่าน ถ้าใครไม่ตั้งใจเข้าไปจริงๆ แบบเมืองน่าน เมืองสิงห์บุรี เมืองกำแพงเพชร ก็จะผ่านเลยไปตามจังหวัดใหญ่อย่างเชียงใหม่เสีย

ด้วยเพราะเป็นเมืองเล็กๆ สะอาด และผู้คนไม่โลภมากนี่เอง ที่ทำให้ “อุทัยธานี” กลายเป็น “เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก” ไปเช่นเดียวกับเมือง “ยะลา” ในสมัยก่อน

ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 100 กิโลเมตร เรามี “บ้านไร่” อำเภอเล็กๆ ที่ติดกับชายแดนเมืองสุพรรณฯ ที่ชื่อว่า “ด่านช้าง” ทั้งสุพรรณฯ และด่านช้างต่างเคยเป็น “อำเภอบ้านนอก” เพราะตั้งอยู่ระหว่างแดนต่อแดน การคมนาคมไม่ค่อยดีนัก พื้นที่เต็มไปด้วย “ป่าไผ่ ไร่ถาง” แบบเดียวกับชายแดนกาญจนบุรี ราชบุรี ด้วยเพราะมีลักษณะป่าแบบเดียวกัน

แต่หลังจากที่การคมนาคมดีขึ้น บ้านไร่จึงกลายเป็นเมืองเล็กๆ ที่น่าอยู่ไป ประชากรของอำเภอนี้นอกจากพวก “ลาวเวียง ลาวครั่ง” แล้ว ยังมีกะเหรี่ยงฤาษีอยู่ด้วยเป็นจำนวนไม่น้อย กะเหรี่ยงฤาษีเหล่านี้เป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยงพื้นเมืองที่อยู่ในดินแดนแถบนี้ (ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตาก แม่ฮ่องสอน และพม่า) มานาน เป็น Community ที่ผูกมัดกันเอาไว้ด้วยภาษา วัฒนธรรม และพุทธศาสนาแบบฤาษี พวกเขาชอบมีชีวิตสันโดษ ชอบวิถีชีวิตแบบป่ามากกว่าเมือง ดังนั้นเมื่อใดพวกเขาเห็นว่าความเป็นเมือง (ซึ่งประกอบไปด้วยคนจีนที่ชอบค้าขาย คนไทยที่ชอบทำนาทำไร่) รุกเข้าไปในชุมชนป่าๆ ของพวกเขามากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะอพยพโยกย้ายหนีเข้าป่าไปมากขึ้นเท่านั้น วลีที่ว่า “เจ๊กไล่ไทย ไทยไล่กะเหรี่ยง กะเหรี่ยงไล่ลิง” จึงเป็นของจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์

สมัยก่อนกะเหรี่ยงหนีเข้าป่าได้ครับ เพราะป่ายังเป็นของที่ใครๆ เข้าไปถางและจับจองเอาได้ตามอำเภอใจ แต่เมื่ออำนาจรัฐแข็งขึ้น รัฐก็สามารถควบคุมประชาชนให้ทำโน่นทำนี่ตามที่รัฐต้องการได้ พื้นที่ที่เป็นป่าก็กำหนดให้เป็นป่าสงวนบ้าง ป่าอนุรักษ์บ้าง ป่าอุทยานบ้าง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบ้าง กะเหรี่ยงก็เลย “จนแต้ม” ต้องอาศัยอยู่ระหว่างขอบป่ากับขอบเมือง วันดีคืนดีอำนาจรัฐถูกสั่นคลอนความมั่นคงโดยขบวนการคอมมิวนิสต์ที่ใช้วิธีการ “ชนบทล้อมเมือง” ก็สั่งให้ “กลไกรัฐ” เข้ามา “กลืน” ชนชาติกะเหรี่ยง (และชนชาติอื่นๆ) ด้วยภาษาและวัฒนธรรม เพื่อสร้างความเป็น “เอกภาพของชาติ” เอา ตชด.เข้าไปกำกับดูแลพื้นที่เพื่อความมั่นคง เอาระบบโรงเรียนสมัยใหม่เข้าไปหลอมด้านภาษาและวัฒนธรรม พร้อมๆ กับการคืบคลานเข้ามาของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมซึ่งเป็น Globalize ท้ายสุดความเข้มข้นของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงก็จางหายไปเช่นเดียวกับชาติพันธุ์ลาวเวียง ลาวครั่ง หรืออื่นๆ หลงเหลือแต่ภาษา วัฒนธรรม การแต่งกาย และความศรัทธาในพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม ซึ่งพร้อมที่จะหายไปเมื่อความเป็น “สังคมเมือง” แทรกเข้ามาทำลาย “ความเชื่อ” ที่มีอยู่แต่เดิม

แน่ล่ะ! ตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ตัวนี้เกิดจาก “สื่อท่องเที่ยว” “นักท่องเที่ยว” “พ่อค้า” ครูอาจารย์ กลไกรัฐทั้งหลายที่อยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

บนดอย...ใน ต.แก่นมะกรูด ของ อ.บ้านไร่ ก็มีกะเหรี่ยงอยู่ พวกเขามีชีวิตอยู่กับไร่ โดยเฉพาะกับไร่ข้าวโพดซึ่งเป็นสินค้าขาประจำของขุนเขาและชายป่าที่ห่างไกล ข้าวโพดนั้นต้องอาศัยพื้นที่มากเพื่อแลกกับรายได้อันน้อยนิด เมื่อครอบครัวขยายไป พวกเขาก็รุกป่าทำลายต้นน้ำลำธารออกไปเรื่อยๆ ตามความจำเป็นของชีวิต ยิ่งทำลายป่ามากเท่าใด ธรรมชาติก็ทำลายพวกเขาด้วยการให้ภัยพิบัติแก่พวกเขามากขึ้นเท่านั้น หลายปีที่ผ่านมาเกิดน้ำท่วมทำลายไร่ข้าวและข้าวโพดเสียหายไปเป็นจำนวนมาก จนท้ายสุดเกษตรตำบลก็ต้องเข้ามาดูแล ส่งเสริมให้ปลูกพืชที่มีราคาขึ้นทดแทน เพื่อไม่ต้องให้พวกเขารุกป่าเข้าไปอีก เช่น สตรอเบอร์รี ดอกลิลลี่ และพืชผักผลไม้ฤดูหนาวอื่นๆ ที่สามารถทำได้ ทำให้บริเวณนั้นซึ่งมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าพื้นราบอื่นๆ ในภาคกลางกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเล็กๆ ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปกิน “มะละกอ” พันธุ์ฮอลแลนด์ได้ในราคากิโลกรัมละ 1015 บาท ได้อย่างจุใจ ในขณะที่ชมดอกลิลลี่ หรือไม่ก็ทิวลิปไปพร้อมๆ กับซื้อชุดกะเหรี่ยงพื้นเมืองที่ถักทอด้วยฝีมืออันยอดเยี่ยม

 

จากบ้านไร่ถึงปลายดอย

ก่อนหน้านี้ ผมได้ไปเยี่ยมเยือนชุมชนลาวเวียง ลาวครั่ง ที่บ้านนาตาโพธิ์ซึ่งอยู่ในอำเภอ ชุมชนลาวเวียง ลาวครั่ง ไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมอีกต่อไป เพราะเข้ามาทำงานในเมืองกันมากแล้ว แต่คนในชุมชนยังทอผ้ากันอยู่ แน่ล่ะ มันไม่ใช่เพื่อการนุ่งห่มกันในครัวเรือนแบบยุค Feudal อีกต่อไป หลังจากยุคทุนนิยมคืบคลานเข้ามา เดี๋ยวนี้ลาวพวน ลาวครั่ง ทอผ้าเพื่อการค้าเสียเป็นส่วนใหญ่ ด้วยการสนับสนุนจากทางราชการจนได้รางวัลมากมาย ในหมู่บ้านนี้ผมได้ไปดูการ “ล่าหนู” ของคนในชุมชนด้วย หนูที่ล่าเป็นหนูนาที่มากินข้าวของชาวนาในแถบอุทัยธานี สิงห์บุรี และชัยนาท รายได้เขาดีครับ วันหนึ่งๆ ก็ได้กันหลายสิบกิโลกรัม กิโลกรัมละ 100120 บาท ถ้าเอามาขายแถวสุพรรณบุรี ปทุมธานี ก็ตกกิโลกรัมละ 160 บาททีเดียว ชาวบ้านบางคนล่าหนูจนสามารถปลดหนี้จำนวนมากได้ ถ้าท่านผู้อ่านสนใจเรื่องนี้ วันหลังผมจะเขียนเรื่อง “ล่าหนูปลดหนี้” ให้อ่าน เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับ ส่วนที่ใครจะกลัวว่าถ้าล่าหนูมากๆ แล้วจะทำให้งูในท้องนามากขึ้นก็ไม่ต้องห่วงครับ เพราะราคางูเห่าที่ผมสอบถาม ตัวละ 500 บาทขึ้นไป งูสิงก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่างู หรือหนูท้องนา ตอนนี้มีราคาดีครับ จับขายฟรีโดยไม่ต้องลงทุนเลี้ยง กำไรกันเห็นๆ แบบนี้มีที่ไหน

ผมไม่เคยเห็นชุมชนไหนในโลกยืนอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลงเข้ากับยุคสมัยได้เลยแม้แต่เพียงชุมชนเดียว ต่างเพียงแต่ว่าไวหรือช้าต่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น และเมื่อต้านมันไม่ได้ เราจะทำอย่างไรให้คุณค่าแห่งยุค “พอกินพออยู่” (Sufficiency Economy) กลายเป็น “คุณ” ต่อผู้คนในยุคทุนนิยม “Capitalist” ได้ โดยไม่ทำลายสิ่งที่ดีๆ ลงไป ซึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องของการทำให้ชาติกลายเป็นชาติประชาธิปไตยเท่านั้น เพราะมีแต่การปกครองแบบประชาธิปไตยเท่านั้นที่ให้คุณค่าแก่ชนทุกชั้น ทุกเผ่าพันธุ์อย่างเท่าเทียมกัน ถ้าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว ชุมชนกะเหรี่ยง ลาวเวียง ลาวครั่ง และชนต่างวัฒนธรรมอื่นๆ จะได้รับการดูแลอย่างดีครับ!

 

จากบ้านไร่ถึงปลายดอย


 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน