posttoday
แสงธรรมในแสงเทียน ชีวิต...หลังกำแพง (๔)

แสงธรรมในแสงเทียน ชีวิต...หลังกำแพง (๔)

19 มกราคม 2553

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]

ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโสภิกขุ

กระผมนายสีจัน ตาเป้า ในนามชมรมแสงแห่งธรรม ขอกราบขอบพระคุณที่ให้การสนับสนุนสงเคราะห์ในเรื่องของหนังสือธรรมะ พวกผมชาวชมรมแสงแห่งธรรมได้รับหนังสือธรรมะจำนวนมากจากคณะศิษย์ของพระอาจารย์ พวกผมชาวชมรมแสงแห่งธรรมจะใช้หนังสือให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจะช่วยกันรักษาให้เป็นอย่างดี... หนังสือทั้งหมดจะเป็นสมบัติส่วนรวม ผู้ต้องขังทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมายืมอ่าน...สุดท้ายนี้ชมรมแสงแห่งธรรม ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง...

กระผมนายสีจัน ตาเป้า มีคำถามจะถามพระอาจารย์เพื่อให้หายขัดข้องใจ ผมเริ่มปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังตั้งแต่เข้าพรรษา จนถึงทุกวันนี้รวมประมาณ ๕ เดือน ในช่วงเข้าพรรษาผมรักษาศีล ๘ และตอนนั้นผมได้อ่านหนังสือ รตฺนสีลํ ของพระอาจารย์ ผมรู้สึกว่าการรักษาศีล ๘ ของพระอาจารย์เคร่งมาก หนังสือบางเล่มไม่เคร่ง ถือศีล ๘ แบบง่ายๆ จนผมเกิดความลังเลสงสัย ตลอดเวลา ๓ เดือน ผมไม่รู้ว่าศีลของผมบริสุทธิ์จริงหรือเปล่า ตอนนี้ผมปฏิบัติแบบวิปัสสนา คือ ดูกายดูใจ คือ ผมไม่สามารถรู้อารมณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดเวลา รู้เป็นบางอารมณ์ บางครั้งรู้อารมณ์แล้วก็ไม่ดับ เหมือนมันค้างอยู่...บางครั้งดับแล้ว ก็เกิดขึ้นมาใหม่ บางทีมันเกิดดับ เกิดดับ อยู่นาน... อีกอย่างหนึ่ง คือ จิตที่เข้าไปรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น จะมีตัวไปตัดมันทันที ผมพยายามจะตามดูอารมณ์ แต่ก็จะมีตัวตัดก่อนทุกที มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเห็นอารมณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป ผมเห็นชัดเจนมาก แต่ผมเห็นเพียงครั้งเดียว และก็ไม่เห็นอีกเลย... ผมไม่แน่ใจว่าผมมาถูกทางหรือเปล่า ผมอยากให้พระอาจารย์ช่วยแนะนำด้วยว่าผมควรปฏิบัติต่อไปดีหรือไม่ ถ้าความรู้สึกของผมตอนนี้ ผมรู้สึกว่าผมมีสติดีขึ้น รู้ทันอารมณ์มากขึ้น เข้าใจอะไรได้ง่ายขึ้น ยอมรับสภาพได้ง่าย... ความโกรธน้อยลง แต่ยังแพ้ให้กับความอยากบางอย่าง กิเลสบางอย่างมันละเอียดมาก ทุกวันนี้พวกผมไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ ได้แต่อาศัยตำราเป็นอาจารย์ ตำราหลายๆ เล่มก็ไม่ตรงกันซะทีเดียว ไม่รู้ว่าพวกผมจะมีโอกาสได้ถึงพระอริยบุคคลหรือเปล่า... แต่ผมก็ยังหวังไว้ลึกๆ...

กราบนมัสการพระอาจารย์
สีจัน ตาเป้า
ชมรมแสงแห่งธรรม

วิสัชนา : ซึ่งควรเจริญธรรมอบรมจิตให้ระลึกถึงคุณของศีล เป็นอารมณ์กรรมฐาน โดยวางรากฐานของจิตให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อการเข้าถึงด้วยพลังศรัทธาในพระรัตนตรัย อันนำไปสู่ความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นการวางรากฐานของชีวิต ปลูกฝังความรู้สึกสำนึกจากดวงจิตไว้ในเขตศรัทธาพระพุทธศาสนา จึงควรเจริญอนุสติทั้ง ๔ เป็นองค์กรรมฐาน เพื่ออบรมจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมของความเป็นพุทธบริษัทที่ดี ได้แก่ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ และสีลานุสติ จนจิตเข้าสู่ความสงบตั้งมั่น และยกระดับสู่ความเป็นหนึ่ง (เอกัคคตาจิต) หรือเข้าสู่สมาธิตามลำดับจนถึงอุปจารสมาธิ ทั้งนี้ให้พยายามฝึกฝนการควบคุมจิตให้มีสมาธิจนชำนิชำนาญดีแล้ว จึงนำสติที่บริสุทธิ์อันประกอบด้วยปัญญา เข้าพิจารณาค้นคว้าหาความจริงในรูปนาม หรือขันธ์ ๕ นี้ อันเป็นไปตามหลักธรรมในสติปัฏฐาน จนเกิดความรู้แจ้งในดวงจิต จิตก็จะสงบรวมอยู่กับธรรม มีความรู้เท่ารู้ทันในทุกอารมณ์ ความปรุงแต่งทั้งภายนอกภายใน จนเข้าสู่ญาณวิถีในวิปัสสนา ซึ่งเป็นไปโดยธรรมตามลำดับ ซึ่งนำไปสู่การรู้จักละวาง คลายออกจากการยึดเหนี่ยวยึดถือในสังขารธรรมทั้งปวง จนละขาดจากเครื่องร้อยรัดมัดยึด (สังโยชน์) อย่างสิ้นเชิง อันเป็นไปตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

สำหรับวิธีการดูจิตนั้น ไม่ทราบว่าใครสอน นำมาจากไหน เป็นวิปัสสนาแบบใด เพราะในสายพระกรรมฐานเรานั้น โดยเฉพาะพระป่าสายหลวงปู่มั่น อบรมสั่งสอนให้รู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก บริกรรมพุทโธ ควบคุมลมหายใจเข้าพุทโธ ควบคุมลมหายใจออก จนจิตตั้งมั่นสงบ อยู่กับการรู้ในพุทโธ จนจิตตื่น เบิกบาน ด้วยอำนาจแห่งสติปัญญา จนตัวรู้เกิดขึ้น สามารถสอดส่องมองเห็นธรรมทั้งหลายทั้งปวงได้อย่างละเอียด รู้จักแยกแยะอารมณ์ออกจากจิต แยกแยะจิตออกจากความเกาะเกี่ยวในอารมณ์ได้ จนจิตสงบระงับ สว่างไสว มีความรู้เท่ารู้ทันในสภาวธรรมทั้งปวง รู้แล้วจึงละในสภาวธรรมเหล่านั้น จนเหลือแต่จิตตัวรู้ คือ พุทโธดวงเดียว ไม่มีร้อยดวง พันดวง ไม่มีนั่งดูจิต คิดพิจารณาดูกาย จนฟุ้งซ่าน บ้าใบ้ เข้าใจว่าตัวรู้เกิด ผลิดอกผลมาจากความคิด จนจิตเตลิดเสียธรรม จนธรรมแตกเพราะปฏิบัติ ผิดไปจากแบบแผนที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนสืบต่อกันมา

จึงควรค่อยๆ เริ่มต้นให้เป็นไปตามลำดับ เน้นสมถะให้เข้มแข็ง เป็นพื้นฐานของจิตก่อน แล้วค่อยเข้าสู่วิถีวิปัสสนาญาณไปตามลำดับ ก็จะเป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษกับผู้ปฏิบัติ หากไม่ชิงสุกก่อนห่าม จนเข้าสู่ความสงบถึงความเป็น สมถกัมมัฏฐาน และนำความสงบมาเป็นบาทวิถีในการเจริญปัญญา เข้าสู่วิปัสสนาญาณตามลำดับตามที่กล่าวมา โดยเมื่อจิตมีความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ดีแล้ว ด้วยการมีสติปัญญาแก่กล้าพอที่จะทำการค้นคว้า วิจัยธรรม ซึ่งจะต้องเป็นไปตามธรรม สมควรแก่ธรรม และสรุปความรู้รวมลงในกฎแห่งพระไตรลักษณญาณเพียงเท่านั้น จึงจะเป็นความรู้ในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพื่อการคลายออกจากการยึดถือในโลกนี้ หรือในรูปนาม (ขันธ์ ๕) ว่าเป็นของเรา...เป็นเรา...เป็นตัวตนของเรา อันเป็นไปตามกฎอนัตตา ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว

อ่านต่อฉบับหน้า

**ส่งคำถามหรือ แสดงความเห็นในเรื่องต่างๆได้ที่ คอลัมน์ธรรมส่องโลก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ อาคารบางกอกโพสต์ 136 ถนน ณ ระนอง แยกสุนทรโกษา คลองเตย กทม. 10110 โทรสาร 02-671-3132

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน