
ปาฏิหาริย์แห่งใจ
โดย... อ.ตุ้ย วรธรรม
โดย... อ.ตุ้ย วรธรรม
เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับโจรคนหนึ่ง (นิยมเรียกโจรสมัยนั้นว่าเสือ เพราะส่วนใหญ่จะมีของดีมีวิชาป้องกันตัว) โจรคนนี้เป็นพ่อของเพื่อนคนหนึ่ง
ชาวบ้านเล่าขานว่าเขาหายตัวได้ ซึ่งจะว่าหายตัวก็คงไม่ใช่ แต่คิดว่าคงเป็นด้วยอำนาจบางอย่างช่วยเขาไว้ไม่ให้เจ้าหน้าที่เห็น และคนก็มองว่าเขาหายตัวได้ เพราะเขาเคยเล่าให้ลูกเมียฟังว่าเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ใกล้ๆ ตัวเขา แต่กลับมองไม่เห็นเขา
ชาวบ้านคนหนึ่งที่รู้จักเสือผู้นี้ดี เล่าว่า เขาจะแขวนเครื่องรางอันหนึ่งอยู่กับตัวตลอด และการที่เขารอดเงื้อมมือเจ้าหน้าที่ทุกครั้งก็คงเป็นเพราะเครื่องรางนั้นคงช่วยไว้
ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่หลายนายเห็นเขาวิ่งตรงเข้าไปยังจอมปลวกมีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง แถมใบไม่ได้ดกหนาอะไร แต่ปรากฏหาเขาไม่เจอ จึงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเขามีของดีติดตัว
ก่อนนี้เจ้าหน้าที่ตามล่าตัวหลายครั้งแต่พลาดทุกครั้ง ครั้งหนึ่งเขาถูกยิงแต่ไม่เป็นอะไรวิ่งหนีเอาตัวไปได้ จนตำรวจตั้งข้อสังเกตว่าเสือคนนี้ต้องมีของดีแน่ จึงหาวิธีแก้ และปกติเสือผู้นี้เมื่อปล้นวัวควายของชาวบ้านกับสมุนแล้วก็มักหาโอกาสไปหาภรรยาและลูกที่บ้านใ
ตอนกลางคืน วันหนึ่งตอนกลางวันตำรวจจึงไปขอตรวจค้นบ้าน ตำรวจนายหนึ่งได้เอากางเกงในและผ้าถุงผู้หญิง 4-5 ชิ้น ไปวางไว้บนประตูบ้านมุ่งหวังให้เครื่องรางเขาเสื่อมยามเดินลอดประตู
กลางคืนตำรวจก็ไปดักซุ่มรอ เมื่อเขามาบ้านเจ้าหน้าที่รอจนลงจากเรือนพอห่างจากรั้วบ้านประมาณ 500 เมตร ก็ถูกยิงจนล้มและเสียชีวิต
ฟังเรื่องนี้แล้วก็คงต้องใช้วิจารณญาณ!
แต่เกี่ยวกับการหายตัวของผู้มีฤทธิ์จริงและฤทธิ์ไม่เสื่อมอย่างพระพุทธเจ้าที่จะพูดถึงนี้ คงไม่ต้องใช้วิจารณญาณมาตัดสินให้เสียเวลา
คงถือเป็นความโชคดีของผู้ที่มีวาสนาได้เห็นมากกว่า เพราะเรื่องแบบนี้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พระองค์ก็ไม่ทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้ ประการสำคัญไม่ทรงสนับสนุนให้พระสาวกใช้ด้วย
การที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่หนึ่ง แต่ไปปรากฏองค์อีกที่หนึ่ง ในระยะทางที่ห่างไกลกันเป็นโยชน์ หลายสิบโยชน์ หลายร้อยโยชน์นั้น ชั่วพริบตาเดียว จะไม่ให้อัศจรรย์ได้อย่างไร
ซึ่งถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า และเป็นบุคคลอื่นก็ยิ่งอัศจรรย์ เพราะยังไงในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นเลิศกว่าทุกคนอยู่แล้ว
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพระองค์ทรงใช้ฤทธิ์ทางใจ หรือที่เรียกว่า “มโนมัยฤทธิ์” โดยทรงใช้ฤทธิ์นี้เนรมิตกายของพระองค์ มีอินทรีย์ครบเหมือนตัวจริงทุกอย่างขึ้นมา แล้วส่งกายนั้นไปทำกิจแทนในที่ไกล โดยที่พระองค์จริงไม่ได้เสด็จไปด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ใครรู้ว่าพระองค์ประทับอยู่ที่หนึ่งซึ่งไกลมาก แต่จู่ๆ ถึงเสด็จมาโผล่อีกที่หนึ่งเร็วนัก ก็ย่อมเกิดแปลกประหลาดใจแน่นอน แต่สำหรับคนที่มีฤทธิ์เท่านั้นจะรู้ว่าพระองค์จริงมิได้เสด็จมา แต่เป็น “มโนมัยกาย” หรือ “นิรมานกาย” ที่ทรงเนรมิตขึ้นมาแทน
การที่ทรงใช้มโนมัยฤทธิ์เพราะสะดวกในการโปรดเวไนยสัตว์ที่อยู่ไกล เป็นฤทธิ์ที่ทำแล้วคนไม่แตกตื่น เพราะเป็นฤทธิ์เงียบๆ จะเห็นก็เฉพาะผู้ที่มุ่งโปรดหรือมีทิพยจักษุเท่านั้น คนอื่นจะเห็นบ้างก็เลือนราง เพราะเป็นการไปมาโดยวิสัยแห่งใจ รวดเร็วมาก ประมาณชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ยากที่คนธรรมดาจะสังเกตเห็น เว้นเสียแต่พระองค์จะแสดงช้าๆ เพื่อให้คนเห็น
พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย ตอนที่ไปบำเพ็ญเพียร ณ หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม ก็ถูกความง่วงเหงาหาวนอนเล่นงานจนไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ พระพุทธองค์ก็ทรงใช้วิธีนี้ โดยทรงเปล่งพระรัศมีไปแล้วปรากฏพระองค์อยู่ตรงหน้าพระเถระแล้วตรัสบอกอุบายแก้ง่วงให้







