posttoday
ความสมบูรณ์แบบนี่แหละทำลายศักยภาพทีมงาน

ความสมบูรณ์แบบนี่แหละทำลายศักยภาพทีมงาน

01 มีนาคม 2564

โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ความสมบูรณ์แบบคืออะไร

เจ้านายส่วนใหญ่มักเป็นคนสมบูรณ์แบบ ทำอะไรต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นคนเนี๊ยบ ทุกอย่างต้องเป๊ะ มีวินัยสูง ตรงเวลา มีความรับผิดชอบสูง อะไรที่เคยทำ จะทำซ้ำๆ อย่างนั้น มีรูปแบบที่ไม่ค่อยเปลี่ยน มักจับผิดคนอื่น ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจ บ่อยครั้งหงุดหงิด มักอารมณ์เสียง่าย เหวี่ยงใส่คนอื่น มีจุดยืนที่ชัดเจนเป็นของตนเอง และมีเหตุผลเพื่ออธิบายได้ว่าทำไมตนต้องทำอย่างนั้น หากมองผิวเผิน มันน่าจะเป็นคุณสมบัติที่ดี และตนก็เชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

ความสมบูรณ์แบบนี่แหละทำลายศักยภาพทีมงาน

แล้วมันสร้างปัญหาได้อย่างไร

คนสมบูรณ์แบบมักยึดติดกรอบความคิดเดิมๆ กับภาพความสำเร็จเก่าๆ มีความเชื่อมั่นสูง มักเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง เอาตนเป็นใหญ่ ไม่ค่อยเปิดใจกว้างรับฟัง เพราะคิดว่าความคิดของตนนั้นถูกต้องเสมอปรับตัวก็ยาก ขาดความยืดหุ่น แต่ต้องการให้บุคคลรอบข้างปรับตาม

หากมีตำแหน่งใหญ่ ก็อาจสั่งการลงไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตนต้องการ เน้นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเชิงประจักษ์ ต้องให้ได้ตามเป้าหมายและรูปแบบต้องดีด้วย แต่บ่อยครั้งต้องแลกด้วยน้ำตาของคนรอบข้าง เพราะภาวะดังกล่าว เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ ลูกน้องจะรู้สึกว่า ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ก็ไม่เคยถูก ต้องโดนตำหนิตลอด เขาจะรู้สึกว่าลูกพี่ไม่ฟัง ไม่เข้าใจ รู้สึกว่าโดนชี้นำ เขาจะรู้สึกว่าถูกปิดกั้นทางความคิด รู้สึกกดดัน อึดอัดเริ่มต้นแต่ละวัน เขาจะสั่นไปหมด เพราะไม่รู้ว่าวันนี้จะโดนเรื่องอะไรอีก ในขณะนั้น นั่นเท่ากับเป็นการปลูกฝังความรู้สึกผิดซ้ำๆ ลงในใจของลูกน้อง กลายเป็นปมลบ นานเข้า เขาจะไม่เห็นคุณค่าตนเอง เพราะตัวตนของเขาถูกทำลาย เขาจะรู้สึกว่าตนไม่ได้รับการยอมรับจากเจ้านาย รู้สึกว่าทำอะไรก็ผิดไปหมด

ความสมบูรณ์แบบนี่แหละทำลายศักยภาพทีมงาน

เมื่อตัวตนไม่ได้รับการเห็นคุณค่า นำไปสู่ภาวะขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นคง ภายในหวั่นไหว กลายเป็นคนอ่อนแอ ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่สามารถนำตนเองได้ ทีมงานจึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ ตามมาด้วยการต่อต้านลึกๆ วางเฉย ไม่สนใจ ทำงานไปวันๆ กลายเป็นปัญหาในการทำงาน ไม่มีความสุข ขาดความก้าวหน้า และคิดว่าหากวันใดเขามีทางไป เขาก็จะขอไปลองที่ใหม่

และที่สำคัญ เมื่อตนในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งไม่ได้รับการยอมรับ เขาก็ไม่ยอมรับข้างบนเหมือนกันเมื่อเจ้านายไม่ได้รับการยอมรับ ภาวะผู้นำก็ไม่เกิด ผลที่ตามก็คือ ขาดศรัทธา เมื่อขาดศรัทธา ก็ขาดความไว้วางใจ ขาดความเชื่อมั่นต่อกัน การทำงานก็ขาดการมีส่วนร่วม เล่นไม่เป็นทีม ทีมงานก็ขาดพลังร่วม ไม่ไปในแนวเดียวกัน ไม่เป็นหนึ่งเดียว ขาดเอกภาพ องค์กรก็ยากที่จะยั่งยืน และที่แย่กว่านั้นคือ เอาความรู้สึกแย่ๆ นั้นมาลงที่บ้าน บั่นทอนสภาพจิตใจ ความรู้สึก และทำลายตัวตนของคนที่ตนรักอย่างตั้งใจ สร้างปัญหาเป็นลูกโซ่

แล้วอะไรคือสาเหตุ

เราพบว่าคนสมบูรณ์แบบที่แสดงออกอย่างนั้น ก็เพราะต้องการแสดงให้คนรอบข้างรู้ว่าตนนั้นมีอะไรดี แล้วทำไมต้องบอกให้โลกรู้ว่าตนมีดีอะไร นั่นเป็นเพราะตนต้องการให้คนรอบข้างยอมรับ แล้วทำไมต้องการการยอมรับ ก็เพราะต้องการให้คนรอบข้างเห็นว่าตนมีค่า แล้วทำไมต้องการให้คนรอบข้างเห็นค่า นั่นเป็นเพราะตนไม่เห็นคุณค่าตนเอง และนี่คือรากของปัญหาที่แท้จริง

ความสมบูรณ์แบบนี่แหละทำลายศักยภาพทีมงาน

แล้วรากของปัญหานี้มาจากไหน

มันมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตที่สั่งสมมานานจนเป็นตัวตนที่ติดลบ ว่าไปแล้วมันคือ ภาพหรือกรอบความคิดเชิงลบที่ตนมีต่อตนเองนั่นเอง (Negative Self-image) กล่าวอีกนัยหนึ่ง คนสมบูรณ์แบบก็คือ บุคคลที่กำลังหาคุณค่าให้กับตนเอง โดยการแสดงออกอย่างเนี๊ยบ ทุกอย่างต้องเป๊ะ นอกจากได้ตามเป้าหมายแล้ว รูปแบบต้องดีด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อต้องการให้คนรอบข้างยอมรับ บางครั้งต้องการแสดงความเหนือกว่า นั่นเป็นเพราะภายในของตนไม่ยอมรับตนเอง ไม่เห็นคุณค่าตนเอง นั่นหมายความว่า การแสดงออกอย่างสมบูรณ์แบบนั้น ก็เพื่อมาชดเชยสิ่งที่พร่องไปภายในตนนั่นเอง ข้างในมันยังไม่เต็ม มันยังขาด เขาจึงต้องแสวงหาการยอมรับจากภายนอกเข้ามาเติมให้เต็ม โดยการแสดงออกถึงความสมบูรณ์แบบ

แล้วทางออกคืออะไร

จะเห็นได้ว่า โดยธรรมชาติตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย คนสมบูรณ์แบบนั้นต้องการหาคุณค่าให้กับตนเอง จึงต้องแสดงออกอย่างนั้นเพื่อต้องการการยอมรับจากบุคคลภายนอก ซึ่งว่าไปแล้ว มันไม่มีทางสำเร็จ มันไม่มีทางจบได้ เพราะยิ่งเรียกร้อง ภายในตนเองก็จะยิ่งขาด เพราะรากของปัญหามันมิได้อยู่นอกตัว แต่มันอยู่ภายในตัวเรานั่นเอง ทางออกจึงต้องมุ่งกลับเข้าไปภายในตนเอง เพื่อสร้างการยอมรับตนเองด้วยตนเองเท่านั้น นั่นคือ เราต้องเห็นคุณค่าตนเอง

ตัวตนที่ว่านี้คือใคร อยู่ที่ไหน

มันคือภาพจำในอดีต เรียกอีกอย่างว่า กรอบความคิด (Mindset) แต่นี่เป็นกรอบเชิงลบที่ไม่เห็นค่าตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นความรู้สึกผิดที่มีต่อตนเอง และเก็บสะสม เกาะกัดกินใจตนเองมายาวนาน

ดังนั้น ทางออก เราจึงต้องเรียกตัวตนในอดีตนั้นให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วทำความเข้าใจกับตนเอง ฟังเสียงเรียกร้องตนเองอย่างเข้าใจ ให้อภัย ทำความเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เรียนรู้ในสิ่งที่ผ่านมาอย่างเห็นคุณค่า และนี่คือการเห็นคุณค่าตนเองอย่างเป็นที่สุด เพราะในขณะนั้นเอง ตัวตนทั้งในอดีตและปัจจุบันจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เกิดการยอมรับ เข้าใจ เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน เมื่อตนเห็นตนเองมีค่า ภายในก็ค่อยๆ เริ่มเต็ม เมื่อภายในเต็ม ก็ไม่ต้องไปแสวงหาคุณค่าจากที่ใด พฤติกรรมความสมบูรณ์แบบก็ค่อยๆ จางหายไป ตัวตนก็ค่อยๆ กลับฟื้นคืนสภาพมาเป็นปกติ กลับมาเป็นคนที่มีความเชื่อมั่น มีความเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน มีความมั่นใจ สามารถพึ่งตนเอง สามารถนำตนเองได้ และเมื่อเห็นตนเองมีค่า ความรู้สึกดีๆ ก็ค่อยๆ แผ่ขยายออกไป เริ่มเห็นคุณค่าบุคคลรอบข้าง และในขณะนั้นเอง ตนก็จะได้รับการยอมรับด้วย นั่นคือ ได้รับการยอมรับในภาวะผู้นำ และเมื่อตนอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า ก็เกิดความสอดคล้องกันของทั้งตำแหน่งผู้นำและภาวะผู้นำ นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดี เชื่อมโยงกับทีมงานอย่างเป็นหนึ่งเดียว มีเอกภาพ สามารถนำองค์กรไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างสมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน