
คุณค่าแห่งพระวินัย...ที่ชาวพุทธควรเข้าใจ(ตอน ๑๐)
ปุจฉา นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
ได้อ่านธรรมส่องโลกในเรื่องที่เกี่ยวกับการบัญญัติวินัย ว่าด้วยเรื่องการลักทรัพย์ถึงขั้นปาราชิก คือขาดจากความเป็นพระสงฆ์ และท่านอาจารย์เทียบเคียงให้เห็นคุณประโยชน์ของการบัญญัติวินัยหรือศีลไว้อย่างแข็งแรงของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการไม่ปล่อยให้พระสงฆ์ประพฤติออกนอกกรอบความเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า อ่านแล้วได้สาระความรู้อย่างยิ่งในสิกขาบทที่ ๒ จากจำนวน ๔ สิกขาบทของโทษปาราชิก
จึงใคร่ขอให้ท่านอาจารย์แสดงความสำคัญในเนื้อหาสาระอีก ๓ สิกขาบท ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร มีสาระที่จะนำมาใช้ประโยชน์กับการบริหารประเทศอย่างไรบ้าง หากไม่เป็นการรบกวน ขอพระอาจารย์ช่วยเขียนตอบให้ด้วย ผ่านคอลัมน์ธรรมส่องโลก เพื่อการศึกษาของชาวพุทธที่ควรรู้
นมัสการด้วยความเคารพยิ่ง
ศรัทธาธรรมส่องโลก
“การกล่าวโอ้อวดสำนัก โอ้อวดครูบาอาจารย์ว่าเก่ง ว่ามีธรรมยิ่งยวดของมนุษย์ หรืออวดอุตริมนุสสธรรมนั้น เป็นเรื่องมีกันมากในอินเดีย หรือชมพูทวีปในยุคนั้น แม้ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ ปัจจุบันจะพบกันมากในบ้านเรา ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับในชมพูทวีป เราจะพบเห็นการโปรโมตพระอาจารย์ เกจิอาจารย์ทั้งหลายกันอย่างน่ากลัว โดยการใช้สื่อทุกรูปแบบเป็นเครื่องมือ ดังเช่น มีการออกหนังสือ เล่าเรื่องราวปาฏิหาริย์ต่างๆ กันมากมาย มีการชักชวนกันไปหาอาจารย์องค์นั้น องค์นี้ เพราะมีความเก่งด้านนั้น ด้านนี้ ก็มีเยอะ เรียกว่า เริ่มเข้าสู่ยุคอาจารวาท”
วิสัชนา : ดังนั้น จุดมุ่งหมายของศีลขั้นวินัยจึงประสงค์ให้มีการควบคุมลงลึกไปในรายละเอียดขององค์ประกอบ ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางสังคม จึงต้องสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลต่อกัน ดังการจัดรูปพระวินัยในพระพุทธศาสนา เช่นที่ปรากฏในสิกขาบทที่ ๔ ในบทปาราชิก ที่ทรงบัญญัติว่า ...การกล่าวอวดอุตริมนุสสธรรมอันไม่มีอยู่จริง ในภิกษุผู้แสดงเจตนาการกล่าวอวดนั้นเป็นปาราชิก... และทรงมีพระอนุบัญญัติเพิ่มเติมในปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ นี้อีกว่า “อนึ่ง ภิกษุใดไม่รู้เฉพาะกล่าวอวดอุตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถน้อมเข้ามาในตัวเองว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ ครั้นสมัยหนึ่งแต่นั้น ผู้ใดผู้หนึ่งถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม เป็นอันต้องอาบัติแล้ว เพื่อมุ่งความหมดจดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า แนะท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้อย่างนั้น ได้กล่าวว่ารู้ ข้าพเจ้าไม่เห็นอย่างนั้น ได้กล่าวว่าเห็น ได้พูดพล่อยๆ เป็นเท็จเปล่าๆ เว้นไว้แต่สำคัญว่า ได้บรรลุ แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้...”
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า การกล่าวโอ้อวดสำนัก โอ้อวดครูบาอาจารย์ว่าเก่ง ว่ามีธรรมยิ่งยวดของมนุษย์ หรืออวดอุตริมนุสสธรรมนั้น เป็นเรื่องมีกันมากในอินเดียหรือชมพูทวีปในยุคนั้น แม้ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ ปัจจุบันจะพบกันมากในบ้านเรา ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับในชมพูทวีป เราจะพบเห็นการโปรโมตพระอาจารย์ เกจิอาจารย์ทั้งหลายกันอย่างน่ากลัว โดยการใช้สื่อทุกรูปแบบเป็นเครื่องมือ ดังเช่นมีการออกหนังสือ เล่าเรื่องราวปาฏิหาริย์ต่างๆ กันมากมาย มีการชักชวนกันไปหาอาจารย์องค์นั้น องค์นี้ เพราะมีความเก่งด้านนั้น ด้านนี้ ก็มีเยอะ เรียกว่า เริ่มเข้าสู่ยุคอาจารวาท หรือมีอาจารย์เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการเข้าสู่ยุคปิดทับพุทธศาสน์ ปิดปังพระรัตนตรัย ดังเช่นในปลายสมัยก่อนล่มสลายของศาสนาพุทธในอินเดียก็ว่าได้
ดังนั้น เราจึงเห็นการจัดวางโทษสูงสุดไว้เพียง ๔ ข้อ ต่อการควบคุมอย่างเข้มแข็งและเป็นไปตามหลักคุรุธรรมอย่างชัดเจน ซึ่งในสิกขาบททั้ง ๔ ในปาราชิก โดยเฉพาะในสิกขาบทข้อที่ ๔ นับว่ามีความโดดเด่น เป็นความสวยงามของพระพุทธศาสนา ที่ทรงบัญญัติให้เห็นวินัยสำหรับพระภิกษุสงฆ์ อันแสดงเจตนารมณ์ที่มุ่งเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม โดยให้ความสำคัญของสงฆ์มากกว่าบุคคล จึงมีพุทธบัญญัติมิให้ภิกษุอวด “อุตริมนุสสธรรม” อันได้แก่ การบรรลุธรรมอย่างสูงที่เกินปกติของมนุษย์สามัญ เช่น ฌานสมาบัติ มรรคผล ซึ่งถ้าอวดโดยที่ตนไม่มีคุณวิเศษนั้นจริง ก็เข้าข่ายหลอกลวง... ย่อมต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุ และถึงแม้จะมีคุณวิเศษอยู่จริง หากนำไปพูดอวดหรือบอกกล่าวชาวบ้านก็ยังมีโทษ เพียงแต่เบาบางลงเป็น อาบัติปาจิตตีย์
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







