
เป็นหมอให้ตัวเอง
....หนูดี-วนิษา เรช
หลังกลับจากสวนป่านาบุญที่ จ.มุกดาหาร หนูดีก็เกิดแรงบันดาลใจมากมายที่จะทำหน้าที่หลักเป็น
“หมอให้กับตัวเอง” ตามที่ได้ฟังและทดลองใช้ชีวิตแบบนั้นมา 1 สัปดาห์เต็มๆ ชีวิตที่สวนป่านาบุญนั้น เริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น จากนั้นทุกคนได้ “เดินเร็ว” เพื่อออกกำลังกาย เพราะการเดินเร็วไม่กระแทกข้อต่อเท่ากับการวิ่ง แล้วจากนั้นจึงกลับมาทำโยคะต่อจนถึงเวลาอาหารเช้า คือ ประมาณ 07.30 น.สิ่งที่หนูดีชอบมากในการ
“หยุดทุกอย่างแล้วกลับมาดูแลตัวเอง” เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ก็คือ มันทำให้เราได้ทบทวนอีกครั้งว่า จริงๆ แล้วอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะว่าระหว่างวัน ระหว่างปี เวลาเรางานยุ่งๆ หรือยุ่งๆ กับครอบครัว เรามักจะเอาตัวเราวางไว้เป็นอันดับสุดท้าย รับประทานอะไรก็ได้ที่เร็วๆ ออกกำลังกายน้อยๆ หรือไม่ออกเลยถ้ามันไม่สะดวก นอนดึกหน่อยเพราะต้องดูลูกหรือต้องทำรายงานให้เสร็จ แถมไม่เคยได้นอนกลางวันเลย ทั้งๆ ที่งานวิจัยใหม่ๆ มากมายออกมาสนับสนุนการนอนกลางวันว่า ดีกับทั้งร่างกายและสมอง “เต๋า” บอกว่า ชีวิตคนเราประกอบด้วยลูกบอล 4 ลูก คือ ลูกบอลธุรกิจการงาน ลูกบอลครอบครัว ลูกบอลการเงิน ลูกบอลสุขภาพ สามลูกแรกเป็นลูกบอลยาง ตกลงพื้นแล้วไม่แตก จะกระเด้งกลับมาได้เสมอ แต่ลูกสุดท้ายลูกบอลสุขภาพนั้นทำจากแก้ว ตกหนเดียวแล้วแตกเลยค่ะ แก้ตัวไม่ได้ เพราะถ้าสุขภาพเราเสียหาย 1 ครั้ง เราอาจถึงแก่ชีวิต ไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก ดังนั้นตามหลักเต๋า อะไรๆ ก็ไม่สำคัญเท่าสุขภาพ แต่แปลกนะคะ “สุขภาพของเรา” มักถูกจัดเป็นความสำคัญลำดับสุดท้ายเสมอๆ เวลาที่เรายุ่งมากๆ อาจเป็นเพราะร่างกายเราเยียวยาตัวเองเก่ง ปัญหาสุขภาพจึงมักไม่โผล่มาเป็นปีๆ จนกว่าที่ร่างกายจะไม่ไหวแล้วจริงๆ ขนาดมะเร็งคุณหมอยังเชื่อกันว่าใช้เวลาสะสมตัวเองก่อนแสดงอาการถึงเกือบสิบปีเลยทีเดียวหนีงานมาล้างพิษไกลจากเมืองได้ หนูดีจึงภูมิใจมากที่จะบอกว่า 1 สัปดาห์ในมุกดาหารนั้น นอกจากใช้ชีวิตแบบไม่แคร์เข็มนาฬิกาแล้ว หนูดียังนอนกลางวัน
“ทุกวัน” เลยด้วย แถมตื่นมาแล้วยังได้เดินเล่นชมสวนไปฟังบรรยายเรื่องสุขภาพโดยคุณหมอ เพราะการเข้าคอร์สที่นี่ผู้ที่มาไม่โดนบังคับให้เข้าห้องเรียนเพื่อฟังบรรยาย แต่มีลำโพงกระจายเสียงให้ได้ยินชัดแจ๋วแทบทุกที่ หนูดีกับเพื่อนจึงได้ทั้งล้างพิษร่างกายและล้างพิษความเครียดที่สะสมในใจจากการใช้ชีวิตแบบคนเมืองเสียเต็มที่ เพราะวิถีชีวิตที่ได้รับนั้นเรียบง่าย สบายใจ ไร้สารจริงๆ ค่ะ ต้องชมคนที่ช่วยกันทำให้สถานที่นี้เกิดขึ้นมาชีวิตที่นี่เริ่มต้นสนุกสนานในตอนเช้า ที่พวกเราแบ่งกลุ่มกันทำอาหารเช้า เก็บไม้ฟืน ทำน้ำคลอโรฟิลล์ดื่ม เกี่ยวข้าว (ภาพเกี่ยวข้าวของหนูดีและภาพสวนป่านาบุญ เข้าดูได้เลยที่ www.facebook.com/mindbrain) เรื่องการทำอาหารเป็นอีกเรื่องที่แสนสนุกเวลาที่มาอยู่ที่นี่ เพราะชีวิตของคนสนใจสุขภาพ ส่วนใหญ่ก็หมุนวนอยู่รอบๆ เรื่อง
“ทานอะไร” และ “ออกกำลังอย่างไร” นี่ละค่ะ อาหารที่นี่ในช่วงการอบรมเป็นอาหารสูตรล้างพิษ คือปรุงรสเพียง 2030% ของที่เราคุ้นชินเท่านั้น ไม่มีการใช้น้ำตาลทรายขาว ใช้เพียงน้ำส้มมะขาม เกลือสมุทร และน้ำตาลไม่ขัดสีเล็กน้อย ที่สำคัญอาหารเป็นอาหารที่ไม่ผ่านไฟแรงเลยค่ะ หนูดีไปวุ่นวายอยู่ในครัวและก็ไปยืนคุยถามสูตรกับพี่แม่ครัวอยู่นาน แม่ครัวที่นี่ป๊อปปูลาร์มากค่ะ คนเดินตามถามกันเป็นพรวน แม้กระทั่งข้าวต้มที่รับประทานกันตอนเช้า ก็มีวิธีปรุงที่ไม่เหมือนปกติแม่ครัวของหนูดี คือ พี่แมวเจ้าเก่า เป็นคนใต้ ทำอาหารอร่อยเด็ดขาด อยู่กับหนูดีมาหลายปีแล้ว เคยเปิดร้านอาหารมาแล้วด้วย เคยสอนหนูดีว่าเวลาต้มข้าวให้เอาข้าวและน้ำใส่หม้อพร้อมกัน น้ำเยอะๆ เลยแล้วต้มไปจนเปื่อย ห้ามคน ห้ามเติมน้ำ แล้วข้าวจะบานสวย อร่อยมาก แต่พอมาที่หมอเขียว วิธีนั้นใช้ไม่ได้กับการทำอาหาร
“สูตรพลังชีวิต” ค่ะ เพราะไฟแรง เคี่ยวนาน หรือตุ๋นในหม้ออบความดันเป็นการเพิ่มพลังร้อนให้อาหารทั้งสิ้น ทำให้ร่างกายร้อนเกินไป เมื่อรับประทานแล้วไม่มีเรี่ยวแรง ดังนั้นข้าวต้มที่นี่แม้จะดูเผินๆ เหมือนกัน แต่เขาว่าทำให้มีพลังค่ะ เพราะวิธีการคือ ต้มน้ำจนเดือด เสร็จแล้วหรี่ไฟ ใส่ข้าว แล้วค่อยๆ เคี่ยวที่ไฟอ่อนจนข้าวสุกดี ไม่ต้องบานมาก แล้วใส่ข้าวโพด ฟักทอง เสร็จแล้วปิดไฟ ใส่ตำลึง ใบอ่อมแซบ ฟักเขียว หรือผักฤทธิ์เย็นอื่นๆ ที่หาได้ ต้องบอกว่าข้าวต้มที่นี่อร่อยมาก รวมถึงอาหารอื่นๆ ด้วยผักฤทธิ์เย็นที่เรารับประทานกันนั้น รับประทานผ่าน
“น้ำคลอโรฟิลล์” ที่เป็นน้ำคั้นของใบย่านาง ใบอ่อมแซ่บ ใบหญ้าม้า (ที่หนูดีเรียก “หญ้ากำลังม้า” เพราะรับประทานแล้วเขาว่ามีแรงดี) และใบเตย ส่วนผักฤทธิ์เย็นที่เรารับประทานกัน เช่น ฟักเขียว บวบ ตำลึง ผักหวานป่า หยวกกล้วย กล้วยดิบ ฟักแม้ว ข้าวโพด ดอกสลิด หัวไชเท้า ฟักทอง โดยวันแรกๆ หลีกเลี่ยงผักฤทธิ์ร้อนโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะพวกที่มีรสเผ็ดร้อนหรือมีกลิ่นฉุนวันแรกหนูดีเดินทางไปถึงช้ากว่าเพื่อนๆ เพราะติดงานบรรยายในเมือง พอไปถึงเพื่อนคนแรกมาจับมือแล้วบอกว่า อย่าคิดมากเรื่องอาหารนะ รสชาติจืดมาก แต่ว่าดีกับร่างกาย ทำเอาหนูดีงงๆ ว่า รสชาติอาหารมันแย่ขนาดนั้นเลยหรือ พอเดินไปถึงหอบรรยายและโรงอาหาร เพื่อนคนที่สองเดินเข้ามาจับมือ แล้วชะโงกมากระซิบข้างหู หนูดีนึกว่าจะพูดอะไร ประโยคที่ได้ยินคือ
“อาหารรสชาติสุดจะทน” ฟังแล้วขำเลย อะไรจะขนาดนั้น ได้ยินอย่างนี้ยิ่งอยากลองชิม ทำใจไว้อย่างดี พอตักอาหารมื้อเย็นนั้นเข้าปากเป็นคำแรก โอ้โฮ รสชาติหวาน หอม อร่อยของกลิ่นผักและข้าวแท้ๆ นั้น ทำให้หนูดีตกใจ อาจเพราะตั้งใจจะไปเจอความไม่อร่อยก็ได้ค่ะ เลยงง ปรับตัวไม่ถูกอยู่ 23 วินาที แต่หลังจากนั้นต้องสารภาพว่าหนูดีรับประทานอาหารแบบเต็มที่ทุกมื้อ จนอายที่จะบอกว่า เพื่อนล้างพิษกันน้ำหนักลดคนละ 34 กิโลกรัม ส่วนหนูดีนอกจากไม่ลดแล้ว วันสุดท้ายชั่งน้ำหนักดู ทำเอาตกใจ เพิ่มมาถึง 6 กิโลกรัมเลยทีเดียว ใครว่าอาหารล้างพิษไม่อร่อยคะ หนูดีเถียงแน่ๆ






