
ลองสักตั้ง บริหารให้เหนือตำรา
เรื่อง : รัฐพร คำหอม
ทฤษฎีต่างๆ นั้น ถึงแม้ว่าจะทำให้อะไรออกมาเป๊ะๆ แต่หลายครั้งในชีวิตของการทำงาน ประสบการณ์จะเป็นสิ่งช่วยบอกเราเองว่าควรจะทำแบบใด เดินไปทางไหน ความคิดนี้ยิ่งตอกย้ำให้เชื่อมากขึ้นเมื่อได้มีโอกาสคุยกับ จารุนันท์ อิทธิอาวัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ผู้ให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่นอกจากงานประจำในการคิดไอเดียเด็ดๆ ในการปลุกขวัญพนักงานให้ทุ่มพลังให้กับองค์กรแล้ว ยังมีผลงานล่าสุดเป็นหนังสือด้านบริหารทรัพยากรบุคคล ในชื่อว่า
“บริหารคนเหนือตำรา”สิ่งที่ทั้งผู้เขียนและจารุนันท์คิดคล้ายๆ กัน คือ เราไม่ใช่ว่าจะไม่ยึดตำรา หลักการ หรือทฤษฎีใดๆ เลย แต่บางครั้งด้วยสถานการณ์ เหตุการณ์ของแต่ละช่วงเวลา ก็ต้องขอนอกกรอบ ปฏิบัติการเหนือตำรากันบ้าง โดยใช้ประสบการณ์กับการเผชิญหน้าสถานการณ์จริงที่ทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งในตำราอาจไม่ได้เขียนบอกไว้ จึงต้องใช้ความคิด ทฤษฎี ความรู้ และนำหลักการแนวคิดที่จัดไว้อย่างเป็นระบบนั้นมาใช้แตกยอดความคิด ผลิตเป็นแนวปฏิบัติใหม่
จารุนันท์ ได้แนะนำสำหรับผู้บริหารว่า ต้องมองด้วยความกว้างและความลึก ซึ่งบุคลากรในยุคปัจจุบันมีผสมผสานกันทั้งเจเนอเรชั่น x และ y สิ่งที่เคยใช้ได้กับคนรุ่นเก่าถึงวันนี้อาจจะต้องเปลี่ยน โดยเจนวายสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาของคนยุคใหม่ คือ เรื่องไอที อุปกรณ์เหล่านี้กลายเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานของพวกเขา และรวมไปถึงโซเชี่ยล เน็ตเวิร์ก ต่างๆ ด้วย
“
อย่าปิดกั้นการใช้ โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ก แต่ต้องหาวิธีให้การใช้นั้นเป็นการแชร์ในเรื่องงาน ถึงจะมีบ้างล่ะที่ใช้ไร้สาระพักผ่อนกันไป แต่ต้องดึงให้เกิดเป็นคอมมูนิตี้ที่มีประโยชน์ ให้เขาได้เข้าใจกันว่าต้องประเทืองปัญญา ซึ่งตัวอย่างในบริษัทเองก็พยายามสร้างเน็ตเวิร์กที่สร้างสรรค์ให้ได้มาทำกิจกรรม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น”นอกจากนี้ ประสบการณ์ที่ผ่านมาและทำให้ได้ฝึกฝนคนทำงานกันเป็นอย่างดีทั้งฝ่ายบริหาร และพนักงาน ก็คือภาวะเศรษฐกิจ จารุนันท์ บอกว่า หลังฝนซา ฟ้ายิ่งใส ยิ่งต้องใส่ใจ คนที่อยู่ด้วยกันให้ดีกว่าเดิม
ดังนั้นการดูแลคนหลังจากมรสุมร้าย จนหลายบริษัทต้องใช้วิธีลดคน ลดเงินเดือน ตัดทอนค่าใช้จ่าย กันไปบ้าง แล้วจะทำอย่างไรที่เป็นการกระตุ้นให้องค์กรได้เดินหน้าต่อไปได้
1.ต้องกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์กันใหม่ ในสถานการณ์ที่ธุรกิจซบเซา ตลาดหดตัว กิจกรรมทางการตลาดการต่อสู้ไม่คึกคักนั้น ทำให้คนทำงานพลอยเงียบเหงาไปด้วย บรรยากาศการทำงานที่อึมครึมจืดชืดนั้น เป็นภัยเงียบที่เข้ามาทำลายอารมณ์ความกระตือรือร้น ความสนุกและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของพนักงานได้ โดยอาจใช้วิธีจัดกิจกรรมฝึกสมองประลองปัญญา หรือหาปัญหาตั้งโจทย์ใหม่ๆ ให้พนักงานได้คิด
2.จัดให้มีการทำกลุ่มสัมพันธ์ และการหล่อหลอมทีมใหม่ จากการที่มีการยุบ รวม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทำให้มีพนักงานบางกลุ่มถูกโอนย้ายข้ามหน่วยงาน ซึ่งอาจเกิดปัญหาในช่วงนี้ได้ หัวหน้างานจึงอาจใช้วิธีจัดประชุม และกลุ่มสัมพันธ์ เพื่อหล่อหลอมความรู้สึกเป็นทีมให้มีมากขึ้น และผู้เป็นหัวหน้าต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นพนักงานและให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอ
3.จัดการกับข่าวลือในองค์กร แน่นอนว่าหลังจากมีการลดขนาดหน่วยงาน ลดคน ย่อมสร้างความกังวลใจให้พนักงาน วิธีจัดการคือต้องมีระบบข้อมูลสำหรับการสื่อสาร ที่ให้หัวหน้างานได้ใช้ชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อสยบข่าวลือต่างๆ และรวบรวมจิตใจพนักงานให้พร้อมฝ่าฟันปัญหาไปด้วยกัน
4. บริหารดาวรุ่งกลุ่ม Talent ให้ดี องค์กรต้องพยายามรักษาคนเก่งเอาไว้ เพราะคนเหล่านี้มีโอกาสจะไปหางานทำใหม่ หัวหน้างานต้องใส่ใจหมั่นพูดคุยให้มากขึ้น และทำให้เห็นใจพร้อมจะมอบโอกาสให้อยู่เสมอ
เรียกได้ว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่เกิดจากการทำงานจริง ซึ่งจารุนันท์ก็ไม่ได้คิดว่านี่จะเป็นตำราขึ้นมาอีกเล่ม แต่ถ้าทำให้เกิดการต่อยอด หรือมีผลสะท้อนจริงกลับมาว่าบางอย่างก็เอาต์ไปแล้ว ใช้ไม่ได้จริงๆ มาบอกกล่าวกัน เธอก็ยินดีเสมอ







