
พระพุทธศาสนากับการแก้ไขปัญหาทุจริต (ตอน๕)
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส
โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส
การประชุมนานานาชาติทางวิชาการว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตครั้งที่ ๑๔ เมื่อวันที่ ๑๐๑๓ พ.ย. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ มีบุคคลสำคัญหลายๆ ท่านจากหลายประเทศ ตลอดจนถึงจากประเทศไทยเข้าร่วมประชุม ดังเช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์ตอนหนึ่งว่า “ปัญหาคอร์รัปชันนั้น ไม่จำกัดประเทศ ไม่จำกัดเชื้อชาติ นับเป็นปัญหาสากลที่ทุกที่ในโลกกำลังเผชิญ และต้องรวมพลังกันแก้ไข ที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจว่า “There is no such thing as good corruption” สะท้อนความจริงชัดเจนว่าโลกนี้ คอร์รัปชันไม่มีวันเป็นสิ่งที่ดี คอร์รัปชันทุกประเภท ทุกชนิด มีต้นทุนต่อสังคมเสมอ...” ผู้เข้าร่วมประชุมชาวต่างชาติท่านหนึ่ง ได้มีคำถามทิ้งท้ายไว้ในที่ประชุมว่า “ถ้าการวิปัสสนาเป็นทางออกแล้ว ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีหลักฐานอะไรบ้างหรือไม่ที่เป็นบทพิสูจน์ว่าเป็นวิธีที่สัมฤทธิผลจริงๆ...”
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง
ศรัทธาธรรมส่องโลก
วิสัชนา : ต่อมาทรงมีพระอนุบัญญัติเพิ่มเติม เมื่อมีกรณีพระฉัพพัคคีย์ ไปลักห่อผ้าของช่างย้อม ที่ลานตากผ้าของช่างย้อมผ้าแล้วนำไปแบ่งปันกัน มีความว่า
“อนึ่ง ภิกษุใดถือเอาทรัพย์เจ้าของมิได้ให้ ด้วยส่วนแห่งความเป็นโจรขโมย จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว ประหารเสียบ้าง จองจำเสียบ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นขโมย ดังนี้ เพราะถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนั้นก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้” (หาสังวาสมิได้ : สังวาส แปลว่า กรรมที่พึงทำร่วมกัน...)
จากเรื่องพระธนิยะที่ยกขึ้นมากล่าว ซึ่งปรากฏอยู่ใน ปาราชิก ๔ ว่าด้วยสิกขาบทที่ ๒ นั้น มีโทษร้ายแรงถึงขั้นสูงสุดของสงฆ์ เพราะเป็นผู้ถึงความพ่ายแพ้จากพระศาสนา (ปาราชิก แปลว่า ถือความพ่ายแพ้แล้ว) จึงย่อมเป็นผู้ไม่ใช่สมณะ ไม่ใช่เหล่ากอศากยบุตร ปิดสวรรค์ ปิดนิพพาน เหมือนตาลยอดด้วน ภิกษุผู้ต้องโทษปาราชิก จะต้องสละเพศหรือลาสิกขาออกไป ไม่สามารถกลับเข้ามาบวชเป็นพระสงฆ์ในศาสนาได้อีกต่อไป...ซึ่งจากที่กล่าวมาโดยสรุป ย่อมเห็นความจริงจัง ถึงความเอาใจใส่ต่อการดูแลความเรียบร้อยในหมู่สงฆ์เป็นอย่างยิ่ง จึงได้เห็นการวางโทษของการลักทรัพย์ อันมีมูลค่าเท่ากับหรือมากกว่า ๕ มาสก ไว้ถึงขั้นปาราชิก เปรียบเทียบกับทางโลกเท่ากับประหารชีวิต ทั้งนี้ก็คงเป็นเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคำนึงถึง เพื่อความผาสุกของพระสงฆ์ เพื่อประโยชน์แห่งการอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เพื่อข่มคนผู้เก้อยาก เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน เพื่อกำจัดอาสวะอันจะบังเกิดในอนาคต เพื่อความเลื่อมใสของบุคคลผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของบุคคลที่เลื่อมใสแล้ว เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม และเพื่อถือตามพระวินัย...จึงได้ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยอาศัยประโยชน์ ๑๐ ประการ ตามที่กล่าวมา
ตามเนื้อเรื่องที่ปรากฏในปาราชิกข้อที่ ๒ ว่าด้วยการลักทรัพย์ ซึ่งปฐมบัญญัติเกิดขึ้นโดยพระธนิยะ ณ พระนครราชคฤห์ กรณีลักไม้ของหลวงด้วยวิธีฉ้อฉล ยกคำกล่าวอ้างอย่างมีเลศนัย โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีเจ้าของ เจ้าของยังมิได้มอบให้ แต่ด้วยไถยจิตอันกำเริบมาจากโลภจิต จึงสำแดงให้กระทำความผิด คิดเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่ไม่ให้ไปโดยเจตนามาเป็นของตน จึงกลายเป็นปฐมบัญญัติในความผิดฐานดังกล่าว ที่กล่าวโทษสูงสุดถึงขั้นปาราชิก เมื่อมูลค่าทรัพย์ถึง ๕ มาสก หรือหนึ่งบาท หรือมากกว่านั้น หากมูลค่าทรัพย์น้อยกว่า ๕ มาสก ก็ปรับอาบัติลดระดับลงมา เหลือขั้นถุลลัจจัย หรือทุกกฎ...
ที่กล่าวมาจึงพอจะพิจารณาเห็นความจริงในพระพุทธศาสนาได้ว่า การอบรมสั่งสอนให้เห็นความเป็นประโยชน์และความเป็นโทษนั้น เป็นเรื่องสำคัญ จะไม่ปล่อยปละละเลยให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านไป
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







