posttoday
100 ปี แห่งวิวัฒนาการเครื่องใช้ไฟฟ้า สู่ยุคปฏิวัติเพื่อชีวิตสีเขียว

100 ปี แห่งวิวัฒนาการเครื่องใช้ไฟฟ้า สู่ยุคปฏิวัติเพื่อชีวิตสีเขียว

12 พฤศจิกายน 2553

 

โดย – อาทิตย์ เคนมี

การพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่น ทันสมัย และล้ำหน้าเหนือคู่แข่งอยู่เสมอ อาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเพียงประการเดียวที่จะตัดสินได้ว่าธุรกิจนั้นๆ จะไปรอดหรือไม่ เพราะในยุคปัจจุบันสิ่งที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมจะต้องคำนึงถึงเป็นลำดับต้นๆ ก็คือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง ควบคู่ไปกับ “ความอยู่รอด” ของมวลมนุษยชาติ โดยไม่เป็นการ “บ่อนทำลาย” ความมั่นคงของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก

สาเหตุไม่ใช่เพราะ “เทรนด์” ของโลกที่ต่างก็มุ่งไปสู่ทิศทางเดียวกันนี้เท่านั้น แต่เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะพิบัติภัยจากธรรมชาติหลายต่อหลายครั้งในระยะหลังๆ ได้สอนบทเรียนแก่มนุษย์ให้ต้องฉุกคิดขึ้นมาว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รูปแบบการใช้ชีวิต รวมถึงกระบวนการผลิตสินค้าทั้งหลายให้สอดคล้องและสมดุลกับธรรมชาติมากขึ้นเพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์

หากทุกหน่วยของสังคมยังคงก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตอยู่อย่างสิ้นเปลืองและตักตวงช่วงชิงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจนเกินพอดี เมื่อถึงเวลานั้น...อาจสายเกินเยียวยา

ปรัชญาการดำเนินธุรกิจในยุคนี้ จึงจำเป็นต้องพลิกวิธีคิดใหม่ไปสู่อีกมิติหนึ่งที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อโลกใบนี้เป็นประการสำคัญ

หนึ่งในผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากแดนอาทิตย์อุทัย ภายใต้ชื่อแบรนด์ “พานาโซนิค” นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ชั้นนำที่ตระหนักถึงปัญหาที่ว่านี้มาโดยตลอด หากย้อนกลับไปดูถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจจะพบข้อมูลอันน่าทึ่งว่า พานาโซนิคได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการผลิตสินค้าเพื่อโลกสีเขียวมาก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการก่อตั้งบริษัทก็ว่าได้

ค.ศ. 1918 หรือเกือบ 100 ปีที่แล้ว ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของพานาโซนิคถือกำเนิดขึ้น โดยผลิตเบ้าหลอดไฟขั้วเกลียวสำหรับใช้งานภายในบ้าน สร้างความฮือฮาสำหรับชาวญี่ปุ่นยุคนั้นอย่างมาก ส่งผลให้ชื่อเสียงของบริษัทเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

โคโนสุเกะ มัตซึชิตะ ผู้บุกเบิกก่อตั้งบริษัท พานาโซนิค ได้ประกาศปณิธานในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้พนักงานทุกคนยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ ดังปรากฏเป็นปรัชญา 7 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ “การช่วยเหลือสังคม” โดยมุ่งผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีเพื่อเสริมสร้างให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น ที่สำคัญคือการอุทิศตนในการทำงานด้วยความซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อสังคม

จวบถึงทุกวันนี้พนักงานพานาโซนิคแทบทุกสาขาทั่วโลก ต่างจดจำบัญญัติทั้ง 7 ประการของโคโนสุเกะจนขึ้นใจ และเป็นดั่งคัมภีร์ที่ทุกคนต้องนำไปปฏิบัติ ทำให้แบรนด์พานาโซนิคสามารถครองใจทั้งคนญี่ปุ่นและคนทั่วโลกได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ด้วยปรัชญาในการดำเนินธุรกิจที่ตั้งอยู่พื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์ สิ่งนี้เองที่ได้พัฒนาขึ้นเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัทที่มุ่งเน้นในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นที่มาของคอนเซปต์ “อีโคไอเดีย” ในเวลาต่อมา

@ กรีนแพลน 2018

คำแถลงของฟูมิโอะ โอซึโบะ ประธานบริษัทคนปัจจุบัน ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพานาโซนิค และตอกย้ำถึงทิศทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อโลกสีเขียวว่า วันนี้พานาโซนิคขอประกาศแผนปฏิบัติการ “กรีนแพลน 2018” เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี พานาโซนิค โดยมีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำแห่งนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอันดับ 1 ของวงการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ภายในปี 2018

พานาโซนิคได้กำหนดให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนทุกๆ กิจกรรมของบริษัท โดยมีพันธกิจสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่

“กรีนไลฟ์” คือการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและตอบสนองชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับธรรมชาติมากที่สุด ช่วยให้การใช้ชีวิตมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องมีความปลอดภัยด้วยเช่นกัน

การก้าวไปสู่รูปแบบการใช้ชีวิตสมัยใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะเกิดขึ้นได้ก็โดยอาศัยนวัตกรรมในการจัดการพลังงานอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่กระบวนการสร้างพลังงาน การจัดเก็บพลังงานไว้ใช้ภายในบ้านและอาคาร และการใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ทั้ง 3 ปัจจัยนี้คือหัวใจสำคัญที่พานาโซนิคพยายามคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ขึ้นมารองรับเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วนพันธกิจอีกด้านคือ “กรีนบิสซิเนส” หมายถึง การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการดำเนินธุรกิจให้น้อยที่สุด ซึ่งทางบริษัทจะต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองเพื่อให้เป็นองค์กรต้นแบบและจุดประกายความคิดให้แก่สาธารณชน โดยการใช้ทรัพยากรและพลังงานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มุ่งผลิตสินค้าให้มีต้นทุนต่ำที่สุด ใช้เวลาน้อยที่สุด สินค้าคงคลังน้อยที่สุด การนำวัตถุดิบหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งการปล่อยมลพิษต่ำที่สุด

กุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้ยุทธศาสตร์กรีนแพลน 2018 ประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อันเกิดจากกระบวนการผลิตและการใช้ผลิตภัณฑ์ โดยตั้งเป้าจะลดลงให้ได้ 120 ล้านตันต่อปี หรือเทียบเท่าปี 2006

นอกจากนี้ จะเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลให้ได้อย่างน้อย 16% ลดการปล่อยของเสียจากโรงงานโดยการรีไซเคิลของเสียให้ได้ 99.5% ลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มการขายสินค้าประหยัดพลังงานเป็น 2 เท่าของปี 2010 หรือคิดเป็น 30% ของยอดขายทั้งหมด รวมทั้งส่งเสริมให้มีการวิจัยและคิดค้นนวัตกรรมสีเขียวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้จะเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่า พานาโซนิคจะสามารถผงาดขึ้นเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวอันดับหนึ่งตามที่ประกาศพันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมไว้ได้หรือไม่ เวลาที่เหลืออีก 8 ปี นับจากนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์

@ ฝันถึงชุมชนในอุดมคติ

ในงานมหกรรม Combined Exhibition of Advanced Technologies หรือ CEATEC ที่เมืองชิบะ ใกล้กรุงโตเกียว เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พานาโซนิคได้ตอกย้ำความชัดเจนของยุทธศาสตร์กรีนแพลน 2018 โดยมีการเผยโฉมนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมชิ้นใหม่ล่าสุด ในรูปของชุดอุปกรณ์เพื่อการบริหารจัดการระบบพลังงานอย่างครบวงจร ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์สร้างพลังงาน (Create Energy) อุปกรณ์เก็บพลังงาน (Store Energy) และเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน (Save Energy)

กล่าวโดยสรุปคือ แหล่งพลังงานหลักจากแสงอาทิตย์จะถูกดูดซับไว้ด้วยแผงโซลาร์เซลล์ จากนั้นจะถูกนำมาเก็บกักไว้ภายในแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่มีประสิทธิภาพในการเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ก่อนที่จะส่งผ่านไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและอาคาร โดยมีกลไกควบคุมการทำงานอีกขั้นหนึ่งด้วยระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งระบบนี้เรียกว่า “ECO NAVI”

ระบบ ECO NAVI จะช่วยควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านให้ประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น เช่น หากภายนอกบ้านมีแสงสว่างมากพอ ระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะจะช่วยหรี่แสงไฟในบ้านลงโดยอัตโนมัติ หรือหากไม่มีคนอยู่ในห้อง ระบบก็จะตัดการทำงานเครื่องปรับอากาศลง

พานาโซนิค มองว่า หากบ้านทุกบ้าน อาคารทุกหลัง ช่วยกันเติมเต็มแนวคิดนี้ ในไม่ช้าก็จะสามารถขยายเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางทั่วทั้งสังคม ตั้งแต่ร้านค้า อาคาร บ้านเรือน สำนักงาน สถานที่สาธารณะ กระทั่งก้าวสู่การเป็น “ชุมชนในอุดมคติ” ที่เต็มไปด้วยความทันสมัยและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

ลองหลับตานึกภาพชุมชนสีเขียวรูปแบบนี้ว่า ในทุกซอกมุมของถนนจะมีไฟส่องสว่างและกล้องวงจรปิดที่รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ ควบคุมการเปิดปิดด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับชีวิตในเมือง ผู้คนเดินทางสัญจรด้วยรถยนต์ไฮบริดหรือจักรยานไฟฟ้า สามารถเติมพลังงานได้ที่จุดชาร์จแบตเตอรี่รถไฟฟ้าแทนปั๊มน้ำมัน ฯลฯ

ในอนาคตหากทุกชุมชนมีความเข้มแข็งด้านพลังงาน สามารถสร้างและจัดเก็บพลังไว้ใช้เองได้โดยที่ไม่ต้องลิดรอนทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป โลกใบนี้คงจะน่าอยู่น่าอาศัยยิ่งขึ้น

หากผู้คนยอมรับกันว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ก็คงจะไม่เกินเลยนักที่จะกล่าวพ่วงท้ายว่า “พานาโซนิคคือธุรกิจที่มีจินตนาการ” และเป็นที่ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้นเมื่อจินตนาการเหล่านั้นถูกนำมาสร้างให้เป็นจริงขึ้นแล้ว

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน