
ศิลปะยิ่งใหญ่จากศิลปินรุ่นเล็ก
นับเป็นปีที่ 22 แล้ว สำหรับการประกวดศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ซึ่งจำนวนปีที่ยาวนานและจัดได้ต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ยังเปิดพื้นที่ โอกาส ให้แก่เหล่าเยาวชนได้แสดงออก ได้สร้างสรรค์ผลงาน และศิลปะเองก็ยังดำรงอยู่ ยังมีค่า มีความสำคัญต่อเยาวชนของชาติที่จะสร้างสรรค์กันต่อไป เมื่อเวลาผ่านไปเขาเหล่านั้นอาจเติบโตขึ้นในสัมมาชีพอื่น ไม่ว่าจะเป็น หมอ ครู วิศวกร หรืออื่นๆ ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนจะได้รับจากศิลปะนั้นก็คือ การเป็นคนที่มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์
โดย....มัลลิกา
นับเป็นปีที่ 22 แล้ว สำหรับการประกวดศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ซึ่งจำนวนปีที่ยาวนานและจัดได้ต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ยังเปิดพื้นที่ โอกาส ให้แก่เหล่าเยาวชนได้แสดงออก ได้สร้างสรรค์ผลงาน และศิลปะเองก็ยังดำรงอยู่ ยังมีค่า มีความสำคัญต่อเยาวชนของชาติที่จะสร้างสรรค์กันต่อไป เมื่อเวลาผ่านไปเขาเหล่านั้นอาจเติบโตขึ้นในสัมมาชีพอื่น ไม่ว่าจะเป็น หมอ ครู วิศวกร หรืออื่นๆ ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนจะได้รับจากศิลปะนั้นก็คือ การเป็นคนที่มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์
การประกวดในปีนี้ก็ได้รับความสนใจจากเยาวชน ประชาชนเช่นทุกๆ ปี และได้กรรมการตัดสินล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและคร่ำหวอดในวงการศิลปะมาอย่างยาวนาน อาทิ ศ.กำจร สุนพงษ์ศรี ศ.ปรีชา เถาทอง ผ.ศ.ถาวร โกอุดมวิทย์ ร.ศ.สน สีมาตรัง ธงชัย รักประทุม สังคม ทองมี เทพศิริ สุขโสภา และ สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ เป็นต้น
สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ระดับอนุบาล 1 – ประถมศึกษาปีที่ 3 ผลงานชื่อ “นำสิ่งที่ดี สู่ชีวิต” ศิลปินตัวน้อยชื่อ “ด.ญ.ดวงดารา งามสุขเจริญ” ได้แสดงแนวความคิดกับภาพวาดชิ้นนี้ว่า “เป็นครั้งแรกที่พ่อกับแม่พาหนูไปเที่ยวทะเล หนูมีความสุขและรู้สึกประทับใจมาก”
ด้าน “ธงชัย รักปทุม” ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพนี้ว่า “ผลงานชิ้นนี้ชนะรางวัลยอดเยี่ยมเพราะความงามของรูปสอดคล้องให้เห็นสภาวะบรรยากาศชายทะเลยามเย็น ซึ่งกระทบแสงสีเหลือง สีชมพู สีส้ม และเสื้อผ้าโทนสีน้ำเงินเป็นสีโทนร้อน สีสันและบรรยากาศทำให้รู้ถึงการเขียนภาพเป็น โดยใช้สีเป็นสื่อ มากกว่าตัวนำเรื่องของเส้น”
ผลงานยอดเยี่ยมในระดับประถมศึกษาปีที่ 4–6 ตกเป็นของ “ด.ช.ชานนท์ พิทักษ์” ชื่อผลงาน “ควายโง่” โดยสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง อ.เทพศิริ สุขโสภา ได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า “รูปนี้มองภายนอกอาจจะดูดุดัน เพราะเป็นรูปของการต่อสู้ แต่ถ้าเราเปิดใจแล้วมองรูปนี้ในแง่บวกจะเห็นว่าการที่เราเผชิญหน้ากัน ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นการเผชิญระหว่างความถูกต้องกับความผิด เราจะทำอย่างไรถึงจะยอมรับความต่างเหล่านั้น”
ผลงานยอดเยี่ยมในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 เป็นผลงานของ “ด.ญ.ชนินาถ เนื้อหอม” ชื่อผลงาน “สังคมไทยอยู่ได้ด้วยความสามัคคี” ซึ่ง “สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ” ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “ภาพนี้สื่อถึงสังคมในยุคปัจจุบันที่มีความแตกแยก แต่ว่าทุกคนพร้อมที่จะมาเป็นเสา เป็นที่ค้ำยัน ให้ประชาธิปไตย ให้ชาติ ให้วัฒนธรรม ให้บ้านเมืองมันอยู่ต่อไป”
ผลงานยอดเยี่ยมในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 และอาชีวศึกษา เป็นผลงานของ “ณัฐฐินันท์ ภูขะมา” ที่แสดงให้เห็นถึงค่านิยมของเด็กและวัยรุ่นไทยในปัจจุบันที่เน้นไปที่วัตถุอย่างมากผ่านตัวแทนอย่างตุ๊กตาบลายธ์ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนผลงานในระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไปตกเป็นของ “อนุสรณ์ ทองรวย” เจ้าของผลงานประติมากรรม “ความสมบูรณ์ผลผลิตจากธรรมชาติ” ซึ่งศิลปินได้เสนอแนวความคิดไว้ว่า “ความสมบูรณ์รูปทรงของผลพืช ซึ่งการเจริญเติบโตของพืชนั้นต้องอาศัยแหล่งแร่ธาตุความสมบูรณ์ของแต่ละพื้นที่ ถ้าพื้นที่นั้นมีความสมบูรณ์ผลพืชก็จะมีการเติบโตอย่างเต็มที่ และอาจจะส่งผลกระทบทำให้ลำต้น กิ่ง ใบ มีการโค้งงอเพื่อรับน้ำหนักผลที่มีขนาดใหญ่” โดยผลงานประติมากรรมชิ้นนี้ใช้วัสดุทองเหลืองมาสื่อให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณ สร้างความชื่นชมให้กับกรรมการเป็นอย่างยิ่ง โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่างก็ให้ทัศนะต่อผลงานชิ้นนี้ไปในทิศทางเดียวกันว่างดงาม และสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ตามแนวคิดได้อย่างไม่มีที่ติ
สามารถชมผลงาน จิตรกรรมและประติมากรรมรวมกว่า 190 ชิ้น ซึ่งจัดแสดงในงานนิทรรศการศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ครั้งที่ 22 ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หอศิลป์ ถนนเจ้าฟ้า (หยุดทุกวันจันทร์อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตลอดเดือน พ.ย. ในการณ์นี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาทรงเปิดงานแสดงและพระราชทานรางวัลให้ศิลปินผู้ชนะการแข่งขันในวันที่ 4 พ.ย. 2553 เวลา 15.00 น.







