
‘ความแก่’ รักษาได้จริงหรือ
.....พญ.นันทภัทร สุภาพรรณชาติ
ปัจจุบันคนเรามีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้นมาก แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าเขาเหล่านั้นต้องอยู่ในสภาพช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็นตั้งแต่อายุ 40 ปี และสมองเสื่อมตั้งแต่อายุ 50 ปี ด้วยเหตุนี้แนวคิดทางการแพทย์สมัยใหม่ ที่เรียกว่า Antiaging จึงมองว่าความชรานั้นเป็นโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถรักษาหรือชะลอได้ และได้คิดค้นวิธีการต่างๆ นานา เพื่อให้คนเรามีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพและมีความสุขที่ยาวนานที่สุด
แตกต่างกับการแพทย์ปัจจุบัน ซึ่งเน้นที่การตรวจวินิจฉัยหาอาการป่วยเพื่อให้การรักษา ซึ่งนั่นก็หมายถึงเราต้องเจ็บป่วยเสียก่อนจึงจะทำการรักษา ขณะที่การแพทย์ชะลอวัย หรือ Antiaging จะให้ความสำคัญกับการตรวจเช็กระดับลึกที่เกี่ยวข้องถึงการทำงานของอวัยวะต่างๆ ตลอดจนฮอร์โมนต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมกลไกการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และให้การดูแลกลไกการทำงานของอวัยวะต่างๆ เป็นปกติเสมือนเมื่อตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือเน้นการดูแลกลไกต่างๆ ภายใน ตั้งแต่ที่ยังไม่เป็นโรคนั่นเอง จึงให้ความสำคัญกับเรื่องการตรวจเช็ก ป้องกัน และการปรับสมดุลฮอร์โมน เพราะถือเป็นหัวใจในการควบคุมการทำงานระบบต่างๆ
แพทย์ชะลอวัย
ท เน้นการให้ความรู้เพื่อป้องกันโรคร้ายจากพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่ผิด หาปัจจัยเสี่ยง และแนวทางป้องกันโรคจากต้นเหตุ
ท ให้ความรู้เพื่อเพิ่มคุณภาพให้ชีวิต ให้มีอายุยืนยาวอย่างมีความสุข
ท เน้นการดูแลรักษาโรคในระยะยาว รวมถึงการวางแผนการดูแลในโรคที่ไม่อาจหายขาด
ท รักษาโรคตั้งแต่คุณยังไม่ป่วย และทางเลือกในการรักษาเพื่อลดผลข้างเคียง
ท เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เอื้อต่อการซ่อมแซมร่างกาย และเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค
หากคุณป้องกันโรคภัยต่างๆ ได้ อายุจะยืนยาวขึ้นเท่าไร
ท หากกำจัดโรคหัวใจออกไปได้ คุณจะมีอายุยืนยาวขึ้น 13.9 ปี
ท หากกำจัดโรคมะเร็งออกไปได้ คุณจะมีอายุยืนยาวขึ้น 8 ปี
ท หากกำจัดโรคเบาหวานออกไปได้ คุณจะมีอายุยืนยาวขึ้น 6.2 ปี
ผลที่ได้คือ คุณจะมีเวลามีความสุขกับชีวิตที่แข็งแรงของคุณเพิ่มขึ้น 28.1 ปี
สมดุลแห่งฮอร์โมน กุญแจไขปัญหา AntiAging
มีหลายสาเหตุที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความชราภาพ แต่แพทย์ชะลอวัยส่วนใหญ่เชื่อว่า ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัยเป็นสาเหตุหลักสำคัญที่สุดของความชรา ฮอร์โมนคืออะไร?
ร่างกายของคนเราจำเป็นอย่างยิ่งต้องคงไว้ซึ่งสมดุลแห่งชีวิต การจะดูแลสมดุลให้คงอยู่ตลอดเวลาร่างกายจำเป็นต้องหลั่งสารจากศูนย์ควบคุมต่างๆ ซึ่งจะผ่านกระแสการไหลเวียนเลือด ออกฤทธิ์กระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของระบบต่างๆ ให้เข้าสู่สมดุล สารที่ร่างกายเราหลั่งมาเพื่อควบคุมการทำงานอวัยวะต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย โดยผ่านทางกระแสเลือดเรียกว่า ฮอร์โมน
หากฮอร์โมนอยู่ในระดับสมดุล ย่อมหมายถึงสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ความอ่อนเยาว์ ฮอร์โมนสำคัญในศาสตร์การแพทย์ชะลอวัย ได้แก่ DHEA, Pregnenolone, Melatonin, Thyroid, Testosterone, Estrogen, Progesterone, Growth Hormone
งานวิจัยพบว่าการเสริมฮอร์โมนอาจช่วยลดความเสื่อม เพิ่มความอ่อนเยาว์ต่อร่างกาย ซึ่งรวมถึงการช่วยให้คุณมีชีวิตยืนยาวขึ้น
การจะให้เกิดผลเช่นนี้ได้จำเป็นต้องรักษาให้ฮอร์โมนทุกตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสมและได้สมดุลกัน หมายความว่าหากคุณมีระดับฮอร์โมนสูงเกินไปก็ทำให้เกิดปัญหาต่อร่างกายเช่นกัน
การจะปรับสมดุลฮอร์โมนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจวัดระดับสารฮอร์โมนในร่างกายเพื่อวางแผนให้ฮอร์โมนทดแทนให้อยู่ในระดับเท่ากับคนปกติในช่วงวัยเยาว์ ไม่ใช่การให้ฮอร์โมนจนสูงเกินระดับปกติของร่างกายเรา การขาดสมดุล หรือการเริ่มทดแทนเมื่ออายุมากเกินไป ก็ไม่อาจป้องกันโรคจากความเสื่อมได้เช่นกัน จึงควรปรึกษากับแพทย์ชะลอวัยตั้งแต่เริ่มมีอาการที่ฮอร์โมนไม่สมดุล
เราสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่บ่งบอกถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกายได้อย่างง่ายๆ เช่น อ้วนง่าย น้ำหนักขึ้นเร็ว ทั้งที่กินอาหารเท่าเดิม หรือพยายามควบคุมอาหารด้วยซ้ำ ลงพุง ผิวแห้งหย่อนคล้อย ผมร่วง ผมหงอก กล้ามเนื้อหายไป เป็นต้น ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ ก็หมายถึงฮอร์โมนในร่างกายเริ่มไม่สมดุล และเป็นสิ่งบ่งบอกถึงโรค
“ความแก่” กำลังมาเยือน แต่อย่าลืมนะคะว่า แพทย์ชะลอวัยมองว่าความแก่รักษาได้ ชะลอได้ค่ะ อย่าปล่อยให้ “ความแก่” คืบคลานเข้ามาโดยไม่ทำอะไรนะคะ เรารับมือกับ “ความแก่” ได้ค่ะ






