posttoday

เที่ยวเวียดนามเหนือ เพลินชมดอกไม้ สัมผัสหลากวัฒนธรรม

25 สิงหาคม 2561

เวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย แม้จะมีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่โต คือโดยรวมแล้วน้อยกว่าประเทศไทย

เวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย แม้จะมีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่โต คือโดยรวมแล้วน้อยกว่าประเทศไทย แต่กลับมีความหลากหลาย ทั้งในด้านภูมิอากาศ และภูมิประเทศ มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมทั้งเหนือ กลาง ใต้ ทำให้เป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในแต่ละภาคแล้วจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป

เราสามารถไปเที่ยวภาคไหนของเวียดนามก็ได้ ถ้าอยากไปสัมผัสอากาศ 4 ฤดู ทางเหนือ ก็บินกรุงเทพฯ-ฮานอย

อยากไปดูเมืองมรดกโลกของเวียดนามกลาง ก็บินกรุงเทพฯ-ด่าหนัง

หรืออยากไปตระเวนเที่ยวเวียดนามใต้ ก็บินกรุงเทพฯ-โฮจิมินห์ซิตี้ เรียกง่ายๆ ว่า อยากรู้จักแง่มุมไหนของประเทศนี้ ก็มีเส้นทางไปได้หมด แถมราคาไม่แพง

ภูมิทัศน์ในประเทศเวียดนามสวยทุกฤดู แต่ละฤดูก็จะมีความสวยงามแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครที่ชอบดอกไม้ มาที่เวียดนาม รับรองไม่ผิดหวัง แต่ละฤดูก็จะมีดอกไม้ประจำฤดู ดอกไม้ประจำเดือนของเขา ที่สำคัญอีกอย่างคือ สังคมของคนที่นี่ผูกพันกับดอกไม้เป็นอย่างมาก เดินไปที่ไหนก็จะเห็นดอกไม้อยู่ตามสวน ไปในบ้านไปตามร้านอาหารก็จะมีดอกไม้เต็มไปหมด

ฮานอย คือเมืองหลวงที่มีอากาศคล้ายยุโรป แต่มีวัฒนธรรมแบบเอเชีย สามารถไปเที่ยวได้ทั้งปี แต่ถ้าอยากเห็นภาพวัฒนธรรมที่งดงามที่สุด แนะนำว่าต้องไปช่วงเทศกาล เต้ด หรือเทศกาลปีใหม่ เพียงแต่ช่วงนั้น ทัวร์จะไม่ค่อยจัดไป เพราะบริษัท ห้างร้านต่างๆ จะหยุดยาว ภัตตาคาร ร้านอาหารต่างๆ ก็หายาก ดังนั้น ถ้าจะไป ก็ต้องยอมรับความลำบากนี้สักหน่อย

หากสามารถเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองได้ ก็ยิ่งสนุก โดยเริ่มต้นจากการเที่ยวชมเทศกาลดอกไม้บานในกรุงฮานอย แล้วค่อยเดินทางขึ้นเหนือต่อไป

เที่ยวเวียดนามเหนือ เพลินชมดอกไม้ สัมผัสหลากวัฒนธรรม

คนเวียดนามเหนือ ค่อนข้างมีความสุนทรีย์ในการใช้ชีวิต คือ ชอบธรรมชาติ ชอบเสียงเพลงชอบดูละคร และชอบตกแต่งบ้านเรือนให้สวยงามด้วยดอกไม้ ไม่ว่ารวยหรือจนก็ตามที ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจเลย ถ้ามาฮานอยแล้ว จะเห็นมีร้านขายดอกไม้อยู่แทบทุกที่

ภาพของแม่ค้าใส่งอบ เดินจูงจักรยานเข็นดอกไม้เต็มท้ายรถ ถือเป็นทั้งสีสัน และเป็นเสน่ห์ของฮานอย

ถ้ามาเที่ยวฮานอยช่วงเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ แนะนำว่า อย่าเที่ยวเพลินอยู่แค่ในเมือง แต่ให้ออกไปนอกเมืองด้วย เพราะมีสวนดอกไม้สวยๆ อยู่หลายแห่ง

คนเวียดนามชอบดอกไม้มาก แล้วก็มีวิถีชีวิตมีความผูกพันกับดอกไม้มาตลอด ดังนั้นที่ผ่านมาในอดีต ช่วงเทศกาลดอกไม้บาน เป็นช่วงที่มีสีสันมาก คนแต่งตัวสวยๆ ใส่ชุดอ๋าวหย่าย (ชุดแต่งกายพื้นบ้านของสตรีเวียดนาม) ไปเที่ยวชมดอกไม้ ไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ต่อมาเมื่อเริ่มมีโซเชียลมีเดีย มีสังคมออนไลน์ มีการแบ่งปันข้อมูลแบ่งปันรูปภาพกันว่าที่นี่มีดอกไม้สวย ที่นี่มีบรรยากาศดี แต่สถานที่เหล่านั้นก็อยู่กระจัดกระจายกันออกไป จึงมีคนสร้างสถานที่ที่รวบรวมเอาดอกไม้สวยๆ มาไว้ที่เดียวกัน คนมาแล้วสามารถมาถ่ายรูปสวยๆ ได้ ถ้ามาฮานอยต้องแวะมาดูสถานที่แบบนี้ รับรองว่ามาที่เดียวเหมือนได้มาเที่ยวที่สวยๆ หลายๆ แห่งเลยทีเดียว

ค่าเข้าประมาณหนึ่งแสนสองหมื่น เวียดนามด่อง ก็ประมาณ 180 บาท

ที่นี่มีเทศกาลดอกไม้ตลอดทั้งปี ก็จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามฤดูกาลที่ดอกไม้บาน ช่วงที่เรามา เป็นช่วงเทศกาล “เล่ โฮ่ย ฮัว ซวน” ก็คือเทศกาลดอกไม้บานประจำฤดูใบไม้ผลิ

สิ่งที่เป็นของคู่กันเวลามาฮานอย ก็คือ ชุดอ๋าวหย่าย กับดอกไม้บาน คือไม่รู้ว่าอะไรสวยกว่ากัน แต่เมื่อสองสิ่งนี้มาอยู่ด้วยกันแล้ว มันจะทำให้ได้บรรยากาศแบบเวียดน้ามเวียดนาม

เที่ยวเวียดนามเหนือ เพลินชมดอกไม้ สัมผัสหลากวัฒนธรรม

ถ้าใครอยากมาเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด อากาศกำลังเย็นสบายๆ ไม่หนาวมาก ท้องฟ้าแจ่มใส จะมาเช่าชุดอ๋าวหย่ายใส่ถ่ายรูป ก็ไม่หนาวมาก

เราได้มีโอกาสเดินทางไปยังที่ราบสูง ที่ชื่อว่า หมกโจว์ ที่นั่นเป็นสถานที่ที่บรรยากาศดีมากๆ ก่อนจะเข้าถึงเมืองหมกโจว์ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะแวะที่เมืองนี้ก่อน ชื่อว่าไหม่โจว์ อยู่ห่างจากฮานอยประมาณ 120 กิโลเมตร

เมืองไหม่โจว์ อยู่ในเขตชนบทของประเทศเวียดนาม คนที่นี่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง เรียกว่าคนไท ก็คือชาวเผ่าในตระกูลไท-กะได (Tai-Kadai) ซึ่งก็มีหลายกลุ่มย่อยๆ ส่วนกลุ่มที่อยู่ไหม่โจว์นี้ เรียกว่า “ไทขาว” ภาษาพูดของพวกเขาก็ถูกจัดให้อยู่กลุ่มเดียวกับภาษาไทยของเราด้วย ก็เลยทำให้การสื่อสารกับคนที่นี่ สนุกสนานไปอีกแบบ

ภาษาพูดของเผ่าไท ก็เหมือนกับภาษาพูดของเรา เช่นคำว่า กินข้าว กินน้ำ หรือกินเหล้า ก็สามารถเข้าใจกันได้เลย หมู ผักกาด หน่อไม้ หรือคำว่า อร่อย ก็ให้พูดว่า เหจียบ เฉียบอะ อร่อยเฉียบ ส่วนนับเลขก็เหมือนกับภาษาไทย คือ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ ดังนั้นนักท่องเที่ยวคนไทยที่มา แล้วได้ลองสื่อสารกับคนที่นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกดีเหมือนกัน

หลังจากโบกมือร่ำลาเมืองไหม่โจว์แล้ว เราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปหมกโจว์กันต่อ

เมื่อเข้ามาสู่เขตหมกโจว์บรรยากาศสองข้างทางสวยงามมากดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแวะถ่ายรูปแวะเที่ยวชม ทุกจุดที่มีนักท่องเที่ยวแวะ ก็จะมีชาวบ้านหรือว่าชนเผ่าพื้นเมืองนำของมาขาย

โดยปกติถ้าขับรถไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นทุ่งคาโนล่าสีเหลืองๆ อยู่ตามเนินเขา เขาปลูกเอาไว้ทำอาหารรับประทาน แล้วก็นำมาสกัดเป็นน้ำมันได้ด้วย เมื่อมีนักท่องเที่ยว ชาวบ้านที่นี่ก็จัดการปลูกเป็นแปลง แล้วก็จัดพื้นที่สวยๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาถ่ายรูปได้ โดยจะขอเก็บเงินค่าธรรมเนียมนิดหน่อย

นอกจากจะมีดอกไม้สวยๆ แล้ว ที่หมกโจว์ยังเป็นแหล่งปลูกชาที่ขึ้นชื่ออีกด้วย

เที่ยวเวียดนามเหนือ เพลินชมดอกไม้ สัมผัสหลากวัฒนธรรม

ไร่ชานี้ ชื่อว่าไร่ “โด่ยแจ” (Đồi Chè) ที่นี่พัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีการตัดแต่งรูปทรงของไร่ชาให้มีความสวยงาม และจุดหนึ่งที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่ ก็คือ เขาตัดให้เป็นรูปทรงของหัวใจ ดังนั้นใครมาที่นี่ก็จะต้องมาถ่ายรูปกับไร่ชารูปหัวใจนี้

หนึ่งในกิจกรรมที่สาวๆ มักจะไม่พลาดกัน ก็คือการเช่าชุดม้งสีสันสดใส แล้วถ่ายรูปเล่นในไร่ชา บรรยากาศเขียวชอุ่มแบบนี้

แต่ถ้าใครไม่ได้พานางแบบมาด้วย ก็ไม่ต้องกังวล ที่นี่จะมีน้องใส่ชุดพื้นเมืองหรือใส่ชุดม้ง สะพายอุปกรณ์พร้อม มาอาสาเป็นแบบให้นักท่องเที่ยว โดยได้รับค่าขนมเป็นค่าตอบแทน

หากได้มาเที่ยวที่หมกโจว์ สิ่งที่ห้ามพลาด ก็คือ การไปชิมผลิตภัณฑ์นมเนยของเขา ประเทศเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีตลาดนมใหญ่มาก แล้วก็มีการแข่งขันสูง ความได้เปรียบของเขาก็คือว่าทางตอนเหนือ ฝั่งฮานอยขึ้นมา ภูมิอากาศดี ภูมิประเทศเอื้ออำนวย จึงทำให้ผลิตนมที่มีคุณภาพ ด้วยความที่ตลาดใหญ่ มีการแข่งขันที่สูง จึงมีการพัฒนาคุณภาพนมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเทียบกันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้แล้ว ผลิตภัณฑ์นมของเวียดนามยังนำหน้าอยู่เป็นอันดับต้น

ถ้าไปเที่ยวฮ่องกงต้องไม่พลาดดิสนีย์แลนด์ ไปเกาหลีก็ต้องไม่พลาดเนเวอร์แลนด์ แต่ถ้ามาหมกโจว์ต้องไม่พลาด Happy Land ซึ่งเป็นธีมพาร์คขนาดใหญ่ จัดแสดงสวนดอกไม้ มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูป ความพิเศษของที่นี่นอกจากมีดอกไม้สวยๆ ให้ถ่ายรูปแล้ว ก็คือที่นี่อากาศดีมาก เพราะตั้งอยู่ในหุบเขา อากาศก็เย็นสบายตลอดทั้งปี

จากหมกโชว์ พวกเราก็เดินทางต่อสู่ซาปา เพื่อมุ่งหน้าไปขึ้นเขาฟานซีปัน หลังคาแห่งอินโดจีน

ย้อนหลังกลับไปก่อนศตวรรษที่ 19 ซาปา ก็แค่หมู่บ้านเล็กๆ หลังเขา หมู่บ้านหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศ จนกระทั่งปี 1922 ฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาตั้งสถานีที่นี่ เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วติดใจ แล้วก็ไปบอกต่อๆ กัน ตามด้วยการเข้ามาของนักท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ร้านอาหารก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น ล่าสุด มีการตัดถนนเส้นใหม่ตรงมาจากกรุงฮานอย ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น ปัจจุบันซาปา คือปลายทางยอดนิยมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากทั่วโลก

โบสถ์คริสต์กลางเมืองนี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ที่ใครมาที่ซาปาก็จะต้องมาถ่ายรูปด้วย เป็นสถาปัตยกรรมที่ผิดแผกแปลกจากสถาปัตยกรรมอาคารอื่นๆ แถบนี้ ดังนั้นจึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเกือบทั้งมุมเมือง เราจะเห็นชนเผ่าที่เขาเอาของมาขาย มาเสนอบริการที่พัก ร้านอาหารให้กับนักท่องเที่ยวด้วย

แต่เดิมซาปาเป็นหมู่บ้านชาวเขาที่ทำเกษตรกรรม เหมือนหลายๆ ที่ แต่พอมีนักท่องเที่ยวมามากขึ้นเรื่อยๆ มากันทั้งปี เพราะว่าที่นี่มีความสวยงามแตกต่างกันไปตามฤดู ปัจจุบันเศรษฐกิจที่นี่จึงขับเคลื่อนไปด้วยภาคธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก

อีกอย่างที่จะลืมไม่ได้สำหรับการมาเที่ยวซาปาก็คือ การไปชิมปลาแซลมอน

ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,300 เมตร บวกกับอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปีน้ำมีคุณภาพใสสะอาด ทำให้ที่นี่สามารถเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนที่มีคุณภาพได้ เป็นสินค้าขึ้นชื่อ ใครที่มาซาปาต้องกินปลาแซลมอน แล้วก็ยังมีปลาสเตอร์เจียน และหมูหัน

เมื่อเดินทางไปถึงซาปาแล้ว ก็ต้องไปให้สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไปให้ถึงจุดที่สูงสุดของอินโดจีน นั้นก็คือยอดเขาฟานซีปัง

ขึ้นบันไดมาได้แค่ไม่กี่ขั้น ก็สัมผัสถึงอุณภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความหนาวเย็นมาสัมผัสผิวกาย เหมือนเราเดินคลำทางไปในทะเลหมอก ใครที่ขึ้นมาที่นี่ แนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาวมาให้ดี เพราะข้างบนนี้ อุณภูมิน่าจะลดต่ำลงเหลือเลขตัวเดียว

จากซาปา เราก็เดินทางต่อไปยังจังหวัดห่าซาง จังหวัดที่มีสีสันและมีความหลากหลายของชนเผ่ามากที่สุด

เมื่อเริ่มเข้าเขตห่าซาง เราก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความมีสีสันของผู้คน เพราะว่าช่วงนี้ ยังอยู่ในช่วงของการเฉลิมฉลองเทศกาลเต้ด เด็กๆ หรือว่าชาวบ้าน ที่อยู่บนเขา ก็จะลงมาในเมืองมาที่ศูนย์กลางของชุมชน มากินขนม มาพบปะกัน แต่งตัวชุดสวยๆ ชุดใหม่ๆ ดูท่าทางเขามีความสุขมาก

ตัวเมืองห่าซาง เป็นจุดแวะพัก และเตรียมตัวสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะถัดจากนี้ ถนนจะเริ่มแคบ และเส้นทางคดเคี้ยว ลัดเลาะไปตามเนินเขา ดังนั้น ใครที่เดินทางมาไกลๆ ก็จะพักที่นี่ก่อน และหากต้องการซื้อหาข้าวของที่จำเป็น ก็หาได้จากในเมืองนี้

สภาพเส้นทางที่คดเคี้ยว บอกให้รู้ได้ว่า เราออกจากตัวเมืองมาแล้ว และกำลังเข้าสู่เขตที่มีภูมิประเทศสวยงามที่สุดในเวียดนาม

เมื่อเดินทางออกจากตัวจังหวัดห่าซางมาเรื่อยๆ เรามาถึงช่องเขาตรงนี้ ด้านหลังทัศนียภาพสวยมาก เขาเรียกตรงนี้ว่า Heaven Gate ก็คือประตูสู่สรวงสวรรค์ ข้ามพ้นตรงนี้ไปก็จะเป็นเขตก่วนบ่ะ (Quan Ba) เป็นที่ที่เขาบอกว่ามีทัศนียภาพสวยมาก เหมือนว่าเราเดินเข้าไปในสรวงสวรรค์

หลังจากผ่านประตูสวรรค์มาแล้ว มองจากตรงนี้ลงไป เราก็จะเจอเนินเขาสองลูก เรียกว่าหนุยโด่ย (Nui Doi) หรือแปลว่าหน้าอกของนางฟ้า เพราะว่าภูเขาสองลูก มีลักษณะรูปทรงสมมาตร ตั้งอยู่กลางทัศนียภาพ ซึ่งเป็นแปลงปลูกผัก หมู่บ้าน แล้วก็ทิวเขา มีความสวยงาม ทำให้ที่นี่เป็นแลนด์มาร์คของก่วนบ่ะ มองลงไปข้างล่าง สวยงามมาก

เดินทางต่อมาอีกหน่อย ทัศนียภาพสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนไป จากทุ่งนาสู่ภูเขาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ เขียวชอุ่ม และเรื่อยมาจนเข้าเขตเขาหินปูน ที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่หิน หิน และหิน ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณบอกว่า เราเข้าสู่เขต “ด่งหวาน” แล้ว

เที่ยวเวียดนามเหนือ เพลินชมดอกไม้ สัมผัสหลากวัฒนธรรม

ความพิเศษทางธรณีวิทยาของด่งหว่าน ทำให้ที่นี่ขึ้นทะเบียนเป็น UNESCO Global Geo park ด้วยลักษณะภูมิประเทศสูงต่ำ เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว ทำให้ที่นี่มีทัศนียภาพที่แปลกตา แต่กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ได้ ก็ต้องใช้คนขับที่มีความชำนาญมาก ถนนลัดเลาะไปตามภูเขาสูงต่ำ สองข้างทางเกือบทั้งหมด เป็นหินทั้งนั้น แต่ก็ไม่เกินความพยายามของคนที่นี่ ซอกไหนมีดินอยู่นิดๆ หน่อย เขาก็ยังอุตส่าห์ไปเพาะปลูกได้ ดังเช่นที่ เมื่อมองลงไปข้างล่างก็จะเห็นผืนดินนิดเดียวที่สามารถเพาะปลูกได้ คนที่นี่เขาก็พยายามใช้พื้นที่ให้เต็มที่

ด่งหวาน เป็นเขตชายแดนทางเหนือสุดของเวียดนาม ชาวต่างชาติที่จะเข้าเมืองนี้ ต้องขึ้นทะเบียน และจ่ายค่าธรรมเนียม คนละ 220,000 เวียดนามดอง

อีกมุมหนึ่ง ของเมืองด่งหวาน ที่หุบเขานี้ มียอดเขาชื่อว่า โด่นเก๋า เป็นยอดเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,200 เมตร เมื่อขึ้นไปบนยอดนั้น จะสามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เคยเข้าใจว่าไปเที่ยวเวียดนามเหนือ จะได้เห็นแค่กรุงฮานอย และไปล่องเรือที่ฮาลองเบย์ คงต้องบอกว่าผิดถนัด เพราะสีสันของเวียดนามเหนือรออยู่นอกเมือง แต่อาจจะเดินทางลำบากนิดหน่อย เพราะต้องเดินทางไกล ลัดเลาะไปตามไหล่เขา ต้องใช้เวลาหลายวัน

นักท่องเที่ยวขาลุยจำนวนไม่น้อย ที่ชอบธรรมชาติ นิยมซื้อหรือเช่ารถมอเตอร์ไซค์จากกรุงฮานอย ขับไปถึงซาปา หรือห่าซาง จากนั้นก็ขาย หรือคืนมอเตอร์ไซค์ แล้วนั่งรถบัส หรือนั่งรถไฟกลับสู่ฮานอย แล้วค่อยบินกลับประเทศ

ประสบการณ์แบบนี้ ถือว่าเป็นสุดยอดการเดินทาง ถ้าสังขารไหว หัวใจสู้ ก็เก็บตังค์ แล้ววางแผนไปให้ได้สักครั้งในชีวิต รับรองว่าจะมีเรื่องราวมากมายเก็บไว้เล่า ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเลยทีเดียว

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์นี้ หลังเคารพธงชาติ ทางช่องไทยรัฐทีวี

ข่าวล่าสุด

ดร.ณัฏฐ์ ชำแหละคดีฮั้ว สว. ชี้ชะตา กกต. ชนสว.น้ำเงิน ใครชิงเกมก่อน