
ความจำหาย–ปัญหาคนรุ่นใหม่
....หนูดี
–วนิษา เรซ“
ความจำที่ดี” เป็นสิ่งที่คนจำนวนมากใฝ่หาและต้องการ แต่คนจำนวนน้อยเท่านั้นที่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ และทำอย่างไรเราจึงจะมีความจำที่ดีถูกใจตัวเองได้ วันนี้หนูดีจะชวนมาฝึกฝนความจำให้ทำงานดีขึ้นกันค่ะหนูดีได้ยินคนบ่นบ่อยมาก ยิ่งช่วงปลายปีเป็นช่วงงานเร่งและงานหนักในหลายๆ ที่ ความจำที่เคยทำท่าว่าดีช่วงที่ผ่านมา ตอนนี้ก็ดูอ่อนแอลงไป ยิ่งเราอดนอนยิ่งส่งผลชัดเลยค่ะ ความจำเป็นผลโดยตรงของการพักผ่อนและสมาธิของเราด้วย ยิ่งเรานอนน้อย สมาธิก็ลด ความจำก็ถดถอยตามกันไป
การทำงานของความจำ เป็นความลึกลับที่บางครั้งเราเองที่เป็นเจ้าของสมองก็ยังงงว่า ตกลงสมองเป็นคนเลือกจำให้เรา หรือเราเป็นคนเลือกกันแน่ เพราะบางเรื่องเราแสนจะอยากลืม แต่ทำไมสมองกลับจำให้เราแสนแม่น แต่ในขณะที่บางเรื่องเราอยากจะจำให้ได้แทบตาย แต่เผลอเมื่อไรเป็นลืมเมื่อนั้น
ถ้าเราสังเกตอย่างลึกซึ้งจะเห็นว่า ความจำบางประเภทเราจำได้ตลอดชีวิต เช่นสิ่งที่ต้องใช้ร่างกายฝึกฝน ตัวอย่างก็คือ การปั่นจักรยาน การว่ายน้ำ ความจำบางประเภทที่มาพร้อมอารมณ์แรง เช่น เสียใจ อกหัก ตกใจ ผิดหวังรุนแรง หรือดีใจอย่างมาก เรามักจะจำได้และความจำเหล่านี้มักจะผุดขึ้นมาบ่อยๆ เสียด้วย ความจำไหนก็ผูกมากับอารมณ์ละก็เรามักจำได้ยาวทีเดียวค่ะ ส่วนสิ่งที่เราต้องท่องจำ เช่นบทเรียน หรืองานที่ต้องทำเป็นรายงาน หรือข้อมูลที่ต้องเข้าที่ประชุมพวกนี้ เรามักลืมง่ายที่สุดค่ะ เพราะเราไม่ได้ใช้ร่างกายช่วยจำ และข้อมูลเท็จจริงแบบนี้ มักไม่ค่อยมีอารมณ์อะไรมาเกี่ยวข้อง ก็เลยหลุดไปจากระบบความจำง่ายๆ ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลที่เราอยากจำได้มากที่สุด
เพราะคงไม่มีใครอยากจำเรื่องอกหักเมื่อห้าปีก่อนได้ แต่ลืมข้อมูลที่ต้องนำไปสอบพรุ่งนี้
แล้วจะทำอย่างไรดี เมื่อพวกเราต้องใช้ระบบความจำที่มีจุดอ่อนมากขนาดนี้ ในการใช้ชีวิตทุกๆ วัน มีวิธีแก้ไขค่ะ และวิธีนี้ก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนทำได้ ไม่เกินความสามารถด้วย
อันดับแรก เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ความจำมีกี่แบบ และแต่ละแบบทำงานอย่างไร
1.ความจำสำหรับเรื่องราว (Episodic Memory)
– เป็นความจำประเภทที่เราใช้จำเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่เด็ก เรื่องไปเที่ยว เรื่องงานวันเกิด เรื่องเดตครั้งแรก ดูเหมือนความจำประเภทนี้จะทำงานได้ดี แต่รู้ไหมคะว่า ส่วนใหญ่แล้วคนเราถูกความจำประเภทนี้หลอกเสียเยอะเลยค่ะ เรามักหลุดพลาด ลืมรายละเอียดสำคัญๆ ไประหว่างทาง2.ความจำเกี่ยวกับรายละเอียดข้อมูลต่างๆ ในโลก (Semantic Memory)
– เป็นความจำที่ช่วยให้เราจำสิ่งของสสาร องค์ประกอบต่างๆ ในโลกนี้ได้ในขั้นรายละเอียดและชื่อเรียก เช่นเราจำแมวของเราได้ เราจำได้ว่าร้านอาหารโปรดของเราชื่ออะไร เราจำได้ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ความรู้ความจำส่วนใหญ่ ก็ใช้ระบบความจำนี้ค่ะ3.ความจำผ่านการทำตามขั้นตอน (Procedural Memory)
– นี่เป็นความจำที่เรียนรู้หนเดียว แต่จำได้แทบจะจนวันตาย เพราะว่าเราใช้ “ร่างกาย” ในการช่วยจำด้วยค่ะ การจำประเภทนี้ก็เช่น การปั่นจักรยาน การถักนิตติง การขับรถ หรือการว่ายน้ำสิ่งที่มีผลโดยตรงกับความจำ มีอยู่ไม่กี่อย่าง แต่แค่ไม่กี่อย่างนี้ก็ส่งผลให้คนเก่งๆ ตกม้าตายมามากแล้วค่ะ มาดูกันนะคะว่า มีอะไรบ้าง
อารมณ์
– ถ้าเรื่องราวไหน เกี่ยวข้องกับอารมณ์โดยเฉพาะอารมณ์รุนแรง รับรองว่า เราจำได้ดีแน่นอน เพราะสมองจัดเตรียมที่ทางพิเศษให้อารมณ์โดยเฉพาะ ดังนั้นใครอยากให้จำดี ก็เลือกทำอารมณ์ให้ดี มีความสุขขณะเรียนหรือต้องจำข้อมูลสำคัญๆ แต่อารมณ์ทุกข์ก็ช่วยให้เราจำแม่นมากนะคะ แต่ไม่จำเป็นก็ไม่เลือกอารมณ์นี้มาเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องเรียนไปจำไปดีกว่าค่ะสมาธิ
– สมองเราจะดีแค่ไหน แต่ถ้าสมาธิไม่ดีก็ไม่มีทางจำข้อมูลได้ ดังนั้นการเพ่งสมาธิอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ช่วยให้เราเพิ่มปริมาณความจำได้ โดยแทบไม่ต้องไปวุ่นวายเพิ่มทักษะอื่นๆ เลยแรงบันดาลใจ/เป้าหมาย
– นี่เป็นสิ่งที่คนมองข้ามกันมาก แต่คนที่จำได้แม่น มักเป็นคนที่เป้าหมายในการจำชัดเจน และมีการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองสูงมาก ลองถามตัวเราเองง่ายๆ ก็ได้คะว่า ถ้าเราจำเรื่องนี้ได้แม่นแล้วจะมีประโยชน์อะไรกับชีวิตเราบ้าง ถ้าคอยถามตอบตัวเองได้อย่างนี้เรื่อยๆ ก็มีผลกับความจำแล้วค่ะสภาพร่างกาย
– คนที่นอนหลับดี รับประทานอาหารที่ดีกับสมอง ย่อมมีสภาพร่างกายที่เหมาะกับการจำ มากกว่าคนที่ร่างกายขาดการพักผ่อน และรับประทานแป้งขัดขาวกับน้ำตาลขัดขาวเป็นหลักแน่นอนเครื่องมือช่วยจำ
สำหรับการจำเรื่องราว (Episodic Memory)
– ควรใช้การทำปฏิทินช่วยจำ เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เดือน ปี จะหล่นหายไปเร็วมากหากเราไม่บันทึก แม้กระทั่งอาหารที่เรารับประทานไปเมื่อ 3 วันที่แล้ว หากให้ถามตอบกันจริงๆ คงมีไม่กี่คนที่ตอบได้ การเขียนบันทึกไดอะรีก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยถนอมความจำนี้ไว้ได้ นอกจากนั้นการไปทัศนศึกษา การทำโปสเตอร์ การวาดภาพทวนความจำ ทั้งหมดนี้เป็นวิธีรักษาความจำเหตุการณ์ไว้ เพื่อให้เรากลับมาดูซ้ำได้สำหรับการจำรายละเอียดข้อมูล (Semantic Memory)
– ควรใช้ภาพและสีมาช่วยจำ เช่นวาดไมน์แมป วาดตารางเวลา ใช้กราฟฟิกและภาพประกอบที่เราวาดเองหรือหามาได้ ในการช่วยจำ ฝึกทำข้อสอบ และให้เพื่อนช่วยสอน ที่สำคัญความจำประเภทนี้ ไปได้ดีกับการฝึกฝนและทำซ้ำๆสำหรับการจำแบบใช้ร่างกาย (Procedural Memory)
– ควรใช้การฝึกฝนบ่อย ฝึกจนร่างกายทำได้เองอัตโนมัติ โดยผ่านเพลง ผ่านการเต้นรำ การฝึกกับอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานจริง เช่น คอมพิวเตอร์ จักรยาน คู่เต้น ริบบิ้น ลูกบอล การฝึกแบบนี้ ถ้าลองทำดูแล้วจะพบด้วยความมหัศจรรย์ใจว่า เมื่อทำได้แล้ว ต่อให้หยุดไปกี่ปีๆ ร่างกายของเราก็ไม่มีวันลืมเลยค่ะการจำเรื่องราวต่างๆ ให้ได้ เป็นหน้าที่หลักๆ ของมนุษย์ทุกคน และที่ชีวิตของเราดำเนินไป ทั้งเรียนและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เพราะว่าความจำของเรายังทำงานได้ดีพอสมควร ยังไม่หักหลังเจ้าของบ่อยจนเกินไป แม้จะมีบางครั้งที่ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ 100% แต่ความจำก็เป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้ และต้องฝึกฝนด้วย เพราะถ้าเราสังเกตให้ดี คนที่ความจำดี ก็คือคนที่มีเวลาฝึกซ้ำๆ บ่อยกว่าคนอื่นเป็นหลัก
ตอนนี้ช่วงปลายปีแล้ว มาสละเวลาฝึกความจำกันสักนิด ก็น่าจะช่วยให้งานปลายปีนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้นนะคะ
วันพุธที่ 6 ต.ค.นี้ ใครไปเที่ยวงาน Woman Live ที่เมืองทองธานี พบกับหนูดีในหัวข้อเสวนา
“เคล็ดลับความสุขและความสำเร็จ” 1 ชั่วโมงเต็ม เวลา 17.0018.00 น. ค่ะ






