posttoday
เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์ บริหารสองบริษัทในคนเดียว

เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์ บริหารสองบริษัทในคนเดียว

01 พฤศจิกายน 2560

หนุ่มนักบริหารที่ดูแลธุรกิจถึง 2 บริษัทในเวลาเดียวกัน เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์

  

หนุ่มนักบริหารที่ดูแลธุรกิจถึง 2 บริษัทในเวลาเดียวกัน เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์ วัย 33 ปี กับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามมิตซุย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท อิงกู (ไทยแลนด์) ซึ่งล้วนเป็นหน้าที่และงานที่ท้าทายเพราะนอกเหนือจากงานบริหาร เขายังเป็นผู้บุกเบิกของทั้งสองบริษัทด้วย

ต้องเล่าโดยสังเขปว่า สยามมิตซุย เป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ “มิตซุย” เป็นเครื่องปรับอากาศแบรนด์ไทยที่ได้รับความนิยมในกลุ่มที่พักอาศัย อาคารขนาดใหญ่ และโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยครอบครัวทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศมานาน 35 ปี แต่เพิ่งเปิดบริษัท สยามมิตซุย ขึ้นเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา

“จากธุรกิจของครอบครัวที่เป็นดีลเลอร์เครื่องปรับอากาศหลายยี่ห้อ มีขายส่งอะไหล่ งานออกแบบ ติดตั้ง และบริการ แต่ที่เปิดบริษัทนี้ขึ้นมาเพื่อขายแต่มิตซุยอย่างเดียว ทำให้ชัดเจนขึ้น เน้นการตลาดมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ท้าทายน่าจะเป็นด้านการตลาด เพราะเราไม่ใช่แบรนด์ใหญ่ แต่เราคลุกคลีด้านนี้มานานทำให้เรามีความเชี่ยวชาญเป็นข้อได้เปรียบ

รวมถึงความท้าทายในด้านการบริหาร เพราะเมื่อสามปีที่แล้ว ผมอายุสามสิบแต่ต้องเข้ามาดูแลบริษัทที่มีคนเก่าคนแก่ที่อยู่มานาน ซึ่งยังทำงานตามระบบระเบียบเดิมอยู่ ทำให้เวลาเราอยากทำอะไรใหม่ๆ หรือจัดการการทำงานให้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพดีขึ้น ก็จะมีแรงเสียดทาน ความไม่เข้าใจ หรือไม่เห็นด้วย ดังนั้นเราจึงต้องใช้สแตนดาร์ด เพราะตอนนี้บริษัทกำลังมุ่งไปที่ไอเอสโอ 9001 ทำให้ทุกคนต้องปรับตัวร่วมกันเพื่อให้บริษัทไปถึงเป้าหมายได้”

มิตซุยเป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของกว่า 20 ร้านค้า เพื่อนำแบรนด์ไปต่อรองกับโรงงานและบริหารร่วมกัน จากนั้นเกิดปัญหาภายในทำให้หุ้นส่วนทุกคนทิ้งไป เหลือไว้เพียงคุณพ่อของเขา ซึ่งหากนับย้อนกลับไป แบรนด์มิตซุยกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 25 ปีก่อน และถูกรับช่วงต่อโดยลูกชายหรือเขาเอง

“เราต้องเน้นการตลาดอย่างจริงจัง คือ เน้นการขายส่งและขายปลีก เพราะก่อนหน้านี้เราเน้นขายโปรเจกต์อย่างเดียว แต่ตอนนี้เราอยากขายปลีกมากขึ้น จึงได้ร่วมงานกับทางเคทีซีและพาร์ตเนอร์ต่างๆ เพื่อหาช่องทางการขายที่หลากหลาย”

ถามต่อว่า เริ่มต้นรุกตลาดคนไทยทั้งที่คนส่วนใหญ่ยึดติดยี่ห้อเครื่องปรับอากาศอื่นอยู่แล้ว ต้องทำอย่างไร “ต้องเน้นการเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น” เขาตอบ “ออกแคมเปญและทำโรดโชว์ไปตามจุดต่างๆ ให้คนได้รู้จัก ใช้โปรโมชั่น และเน้นเซอร์วิส โดยเรามีตัวแทนจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศที่สามารถบริการได้ ซึ่งถามว่าเป็นงานที่ยากไหม คงต้องตอบไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย เพราะทุกอย่างสามารถเป็นไปได้หากเจาะให้ถูกจุด ถูกเวลา และไม่หยุดพัฒนาแบรนด์ของเราเอง”

จุดแข็งอย่างการบริการและการรับประกันสินค้าอาจทำให้แบรนด์คนไทยได้เปรียบกว่า นอกเหนือจากนั้นเครื่องปรับอากาศยังต้องแข่งขันกันด้วยเรื่องเทคโนโลยี ผู้บริหารหนุ่มกล่าวต่อว่า ระบบเครื่องปรับอากาศในอาคารส่วนใหญ่จะใช้ระบบชิลลิ่งหรือระบบน้ำ แต่สำหรับมิตซุยจะใช้ระบบวีอาร์เอฟ (VRF-Variable Refrigerant Flow) หรือระบบน้ำยา ซึ่งดูแลง่ายกว่า ไม่ต้องดูแลระบบน้ำที่ค่อนข้างลำบาก สามารถติดตั้งได้ในอาคารที่มีพื้นที่จำกัดหรือต้องการความสวยงามของภายนอกอาคาร และสามารถประหยัดพลังงานลงได้ 30 เปอร์เซ็นต์ 

“ต้องยอมรับเรายังไม่ได้เป็นที่หนึ่งในตลาด แต่เรากำลังไต่ระดับขึ้นไปสู่ด้านบน ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 5 ปี และเป้าหมายระยะยาวคือ อยากต่อยอดธุรกิจไปสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างอื่น และอยากให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

 

เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์ บริหารสองบริษัทในคนเดียว

 

 

ด้านตลาดค้าปลีก ตอนนี้สยามมิตซุยกำลังรุกตลาดต่างจังหวัดก่อนกรุงเทพฯ เนื่องจากใช้ต้นทุนน้อยกว่า รวมถึงได้เพิ่มวิธีการขายไปสู่ออนไลน์คือ สามารถสั่งซื้อผ่านแอพพลิเคชั่นออนไลน์ช็อปปิ้งได้ทันที

“ตอนนี้เราทำกลยุทธ์แบบป่าล้อมเมืองก่อน เน้นไปที่ข้าราชการต่างจังหวัดที่อาจเห็นแบรนด์เราจากแอร์ในโรงเรียนหรือสถานที่ราชการต่างๆ ซึ่งการควบคุมต้นทุนด้านการตลาดทำให้ราคาขายของเราต่ำกว่าท้องตลาดประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตลาดต่างจังหวัดเป็นตลาดที่ใหญ่ มีศักยภาพ และสามารถสร้างกำไรให้บริษัทได้”

เชาวนนท์ยังกล่าวด้วยว่า เมื่อนึกถึงเครื่องปรับอากาศคนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่ช่างแอร์ แต่แท้จริงแล้วงานที่เขาทำคือ การแก้ปัญหาให้ลูกค้า “อย่าไปมองว่าเขามองเรายังไง แต่ให้มองว่าเราให้อะไรเขาไป” เขากล่าวเช่นนั้น

“ทุกวันนี้วงการเครื่องปรับอากาศแข่งขันกันเรื่องราคา แต่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับมากกว่า แน่นอนว่าราคาของเราอยู่ในระดับที่ไม่สูงไม่ต่ำ แต่สิ่งที่ลูกค้าจะได้มากกว่านั้นคือ เราจะเป็นเหมือนคนที่เข้าไปดูแล เสมือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในบ้านเขา ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์สำคัญที่เรากำลังอยากสื่อสารอยู่ในขณะนี้”

สำหรับบริษัท อิงกู (ไทยแลนด์) ที่เขานั่งแท่นเป็นกรรมการผู้จัดการ เป็นธุรกิจการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์แบบตัวต่อตัวกับครูต่างชาติ ซึ่งได้เปิดตัวในประเทศไทยเข้าสู่ปีที่ 3 ปัจจุบันมีผู้เรียนประมาณ 3,000 คน และมีครูกว่า 6,000 คนจาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยการเรียนภาษาอังกฤษรูปแบบนี้จะเป็นออนไลน์ทั้งหมด ทำให้เรียนได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง มีกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือ พนักงานบริษัทที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อนำไปใช้ในการทำงาน

“แพลตฟอร์มการเรียนลักษณะนี้ได้รับความสนใจจากคนไทย มีคนลงทะเบียนในเว็บไซต์จำนวนครึ่งแสนแล้ว ถือว่าเป็นการตอบรับที่ดีมาก โดยส่วนใหญ่คนจะชอบเพราะได้ฝึกพูดภาษาอังกฤษ สร้างโอกาสให้ได้พูดภาษาอังกฤษบ่อยขึ้นกับครูฝรั่งแบบตัวต่อตัว ทำให้ไม่ต้องอายถ้าพูดผิด และครูจะแก้ไขคำผิดให้ทำให้เรารู้สึกมั่นใจในการสนทนาครั้งต่อไป สำหรับคนไทยที่ไม่มีพื้นฐานเลยก็สามารถเรียนได้เพราะเราจะมีคู่มือภาษาไทยอธิบาย มีเอกสารการเรียน และสามารถใช้ตัวช่วยแปลได้ขณะพูดคุย”

อิงกูมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเขาเป็นผู้บุกเบิกนำธุรกิจนี้เข้ามา หลังเห็นว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์คนยุคสมัยนี้ ทว่าก็พบกับความท้าทายเพราะการเริ่มต้นใหม่ต้องสร้างความรับรู้ แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปเพราะการเรียนออนไลน์กำลังเป็นเทรนด์ไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม หลักการทำงานของผู้บริหารรุ่นใหม่คนนี้ เขาเผยว่า คือการวางเป้าหมายและทำไปให้ถึงจุดนั้นบนหนทางที่ดีที่สุด “การทำงานทุกอย่างเราต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไร ทำเพื่ออะไร และวางความสำคัญของแต่ละเป้าหมาย ถ้าอันไหนสำคัญมากให้ทำอันนั้นก่อน ติดปัญหาอะไรก็ไม่แก้ที่ปัญหา แต่หาสาเหตุของปัญหาไม่เจอก็ต้องไปค้นหาให้เจอว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ทุกอย่างต้องมีเหตุและผลของมัน บางอย่างเราอาจมองไม่เห็นมันเองว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ทุกอย่างแก้ไขได้หมด ขอแค่เราไปเจอรากของมันจริงๆ ไม่ใช่แก้ไขที่ปลายเหตุแล้วมีปัญหาใหม่ต่อไปไม่สิ้นสุด

การทำงานต้องใช้เหตุผล ไม่ใช่ใช้อารมณ์และความรู้สึกในการทำงาน อาจจะมีบ้างที่ใช้ความรู้สึกบิ๊วคนในทีม แต่เมื่อถึงการทำงานทุกอย่างแล้วต้องมีเหตุและผล เพราะมันคือสัจธรรม นอกจากนี้ ผมยังมองว่าการจะโตไปข้างหน้าหรือสร้างอะไรขึ้นมาแล้วโตขึ้นไป จะมาจากการที่คนเราแฮปปี้ที่จะทำงานนั้น เห็นเป้าหมายแล้วรู้ว่าทำงานเพื่ออะไร สิ่งเหล่านี้จะทำให้คนทำงานได้เต็มที่ ทำให้งานออกมาดี และสุดท้ายบริษัทก็เติบโต ดังนั้นกำลังคนจึงสำคัญแต่ที่สำคัญกว่าคือกำลังใจของคนทำงานที่เราต้องสร้างตลอดเวลาเพื่อการทำงานที่ดี”

จากหนุ่มวัย 30 ปีที่เริ่มต้นบริหารธุรกิจ 2 บริษัท กระทั่ง 3 ปีผ่านไปเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเพียร มุมานะ และธรรมะ สามารถบริหารงานและบริหารคนได้อย่างประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะถูกกดดันจากคำว่าทายาทและความเป็นเด็ก แต่ความไม่ย่อท้อทำให้เขาเปิดประตูไปสู่อีกก้าวของชีวิตได้

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน