
เงินไทยแข็งจริง...สิงโตน้ำเงินอ้ารับ
“บอลไทยจะไปบอลโลก” เป็นจริงได้อ๊ะป่าว อย่าเพิ่งไปสนมันเลย เก็บไว้ในฝันก่อนก็แล้วกัน แต่ที่รู้ๆ ตอนนี้ ทุนไทยเราบุกสโมสรลูกหนังอังกฤษเป็นว่าเล่นเลย
“บอลไทยจะไปบอลโลก” เป็นจริงได้อ๊ะป่าว อย่าเพิ่งไปสนมันเลย เก็บไว้ในฝันก่อนก็แล้วกัน แต่ที่รู้ๆ ตอนนี้ ทุนไทยเราบุกสโมสรลูกหนังอังกฤษเป็นว่าเล่นเลย
เอาแค่ปีนี้โดยไม่ขอย้อนไปในอดีตก็แล้วกัน หลังจากล่าสุด กลุ่มคิงเพาเวอร์ เจ้าพ่อสินค้าปลอดภาษีของเมืองไทย เข้าไปเทคโอเวอร์สโมสร “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี ทีมในระดับเดอะ แชมเปียนชิพ เมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ก็มีข่าวของ สิงห์ คอร์ปอเรชั่น ตามมาติดๆ ทันที ซึ่งคราวนี้ไม่ได้เป็นการบุกไปฮุบกิจการของสโมสรฟุตบอลในถิ่นผู้ดี แต่มาในรูปแบบใหม่ แถมทำทีเดียวถึง 2 สโมสร แต่ไม่ได้ทำพร้อมกันในคราเดียว โดยค่อยๆ ทำทีละทีม
นั่นคือ การเข้าไปเป็น “โกลบอล พาร์ตเนอร์” หรือ “พันธมิตรทางธุรกิจ” กับทีมดังระดับท็อปพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว โดยเซ็นสัญญา 3 ปีกับ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อน แล้วต่อด้วยเซ็นเซ็น 4 ปีกับ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี
ไหนๆ จะทำทั้งที....เล็กๆ ไม่ เอามันใหญ่ๆ เลยดีกว่า
เราต่างรู้ดีกันอยู่แล้วว่า 2 ทีมบิ๊กเนมนี้มีแฟนบอลทั่วโลกมากมายมหาศาลขนาดไหน แล้ว สิงห์ หวังอะไรกันแน่ เพิ่มยอดขายขยายแบรนด์? หรือ หวังช่วยพัฒนาวงการบอลไทย? หรือ ทั้ง 2 อย่าง?
แต่แล้วหลังจากเพิ่งได้ร่วมทริปกับ สิงห์ ไปเยือน เชลซี ถึง สแตมมฟอร์ด บริดจ์ ทำให้รู้เลยว่า ได้มากกว่านั้นเยอะ
และที่แน่ๆ เชื่อแล้วล่ะว่า ช่วงนี้ เงินไทยแข็งโป๊กจริงๆ จนทำเอาฝรั่งยอมซูฮก เปิดประตูต้อนรับทุนไทย “เวลคัม ทู อิงแลนด์” อย่างแขกอาคันตุกะชั้นดีเลยทีเดียว จนบรรดากลุ่มทุนจากชาติอื่นๆ เริ่มมองค้อน และชักเคืองรึป่าวก็ไม่รู้
ครั้งหนึ่งกับ สิงห์ ในถิ่น สิงห์บลู
ก่อนหน้านี้ไม่นาน สิงห์ คอร์ปอเรชั่น เพิ่งพาคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทยร่วมเดินทางไปเยือนถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ณ เมืองแมนเชสเตอร์ ของยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษอย่าง “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาแล้ว หลังจาก สิงห์ คอร์ป เซ็นสัญญา 3 ปีเป็น “โกลบอล พาร์ตเนอร์” กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยเงินสนับสนุน 6 ล้านปอนด์ (ราว 288 ล้านบาท) เรียบร้อยแล้ว
ครั้งนี้ก็ถึงคราวที่ สิงห์ พาสื่อไทยอีกคณะบุกถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ณ กรุงลอนดอน ของ “สิงห์บลู” เชลซี แชมป์พรีเมียร์ลีกล่าสุดกันบ้าง หลังจากได้เซ็นสัญญาเป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” กับ เชลซี ต่อจาก แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วเช่นกัน โดยให้เงินสนับสนุนปีละ 2 ล้านปอนด์ เป็นเวลา 4 ปี รวมแล้วเท่ากับ 8 ล้านปอนด์ (ราว 384 ล้านบาท) โดยวางโปรแกรมระหว่างวันที่ 14-21 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งผมโชคดีที่มีโอกาสได้ร่วมอยู่ในก๊วนทัวร์นี้ด้วย
การเดินทางของคณะบุกเยือนเชลซีเริ่มต้นในวันอังคารที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งแยกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกนัดรวมตัวกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 7 โมงเช้า ก่อนจะออกเดินทางด้วยสายการบิน กาตาร์ แอร์เวย์ส ในเวลา 9.15 น. เพื่อไปเปลี่ยนเครื่องที่กรุงโดฮา เมืองหลวงของประเทศกาตาร์ โดยรอกลุ่มหลังที่ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 20.30 น.มาสมทบ แล้วยกพลทั้งหมดขึ้นเครื่อง กาตาร์ แอร์เวย์ส ลำเดียวกัน มุ่งสู่สนามบินแกตวิก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เกือบลืมบอกไปว่า สิงห์ ตีตั๋วให้ทุกคนในทัวร์ได้นั่งชั้นธุรกิจ (Business class) กันหมด จนทำเอาหลายคนบ่น ไม่ใช่ไม่ชอบนะ แต่กลัวคันก้น เพราะนั่งดีเกิน เนื่องจากปกติเคยนั่งแต่ชั้นประหยัด (Economy class)
ผมอยู่ในกลุ่มแรก ทำให้มีเวลาเที่ยวชมเมืองโดฮา ที่เพิ่งเป็นเจ้าภาพ เอเชียนเกมส์ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ทำให้ได้เห็นหอคบเพลิงที่ยังคงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเมือง แต่บอกตามตรง ออกมากลางแจ้งแล้วสะท้านเลย เมืองอะไรฟะ ร้อนฉิ..หายเลย
เท่าที่รู้มา ธรรมดาๆ ก็อุณหภูมิประมาณ 40-45 บางทีเคยพุ่งสูงถึง 51 องศา เซลเซียส ก็เคย สงสัยพวกคนพื้นที่คงชินกับอากาศ แต่พวกเราเหมือนอยู่ในห้องเซานาอย่างไงอย่างงั้น เมืองก็ดูไฮเทคดีออก แต่มองไปรอบๆ มีแต่ดินกับทราย หาต้นไม้สีเขียวไม่ค่อยได้ ส่วนที่เห็นอยู่บ้าง ก็เป็นเพราะไปล้อมต้นไม้จากที่อื่นแล้วเอามาปลุก แหม! มันช่างแห้งแล้งดีจริงๆ
แต่พอทุกคนมาถึงลอนดอนก็เจออากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิราว 9-10 องศา ไปไหนมาไหนไร้เหงื่อสบายตัว โดยคณะทั้งหมดเข้าพักที่ มิลเลนเนียม & คอปธอร์น โอเต็ล ซึ่งอยู่ภายในสโมสรเชลซีเลยทีเดียว ทำให้สะดวกในการเคลื่อนย้ายกำลังพลร่วมครึ่งร้อย
ส่วนเรื่องตระเวณเที่ยวในลอนดอนนั้น คงไม่ขอลงรายละเอียดมากนัก เดี๋ยวจะกลายเป็นประเด็นท่องเที่ยวมากกว่ากีฬาหรือธุรกิจกีฬา เอาแค่พอสังเขปก็แล้วกัน โดยไปที่หลักๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เขาไปกัน อาทิ ลอนดอน บริดจ์ (สะพานข้ามแม่น้ำเทมส์แห่งแรก), ลอนดอน อาย (ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ นั่ง 1 รอบกินเวลาถึงครึ่งชั่วโมง), บริติช มิวเซียม (พิพิธภัณฑ์ใหญ่และเก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก), พระราชวังบักกิงแฮม (ที่ประทับของพระราชินีอลิซาเบธ), พระราชวังเวสต์มินสเตอร์, มหาวิหารเซนต์ปอล, ศาลากลางเทศบาลนครลอนดอน, ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง “แฮร์รอดส์” อันลือชื่อ รวมทั้งเดินเที่ยวช้อปปิงสินค้าแบรนด์เนมบนถนนอ๊อกซ์ฟอร์ด
และที่ขาดไม่ได้คือ การเดินเที่ยวดูไนต์ไลฟ์ของผู้คนในย่านโซโห ซึ่งเป็นแหล่งโลกีย์ของชาวลอนดอนด้วย ซึ่งมีครบเครื่องจริงๆ แถมก่อนกลับที่จะไปขึ้นเครื่อง ณ สนามบินฮีทโธรว์ เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ย. ยังพาแวะชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ส่งท้ายอีกด้วย
งานนี้ต้องขอขอบคุณ สิงห์ คอร์ปอเรชั่น โดยเฉพาะ “บิ๊กตุ่ม” สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด พร้อมลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “ต๊อด” ปิติ ภิรมย์ภักดี ผู้จัดการกลุ่มการตลาด สิงห์คอร์ป, “บอย” ฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการสายการตลาด สิงห์คอร์ป และกลุ่มผู้บริหารอย่าง จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี, รังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่ให้ความเป็นกันเองกับคณะสื่อมวลชนทุกคน
และที่ลืมไม่ได้คือ “กอล์ฟ” รวินทร์ ชมพูนุชธานินทร์ พร้อมทีมผู้บริหารงานประชาสัมพันธ์ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ที่ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี ขอบคุณหลายๆ จากใจจริง
หวังพึ่งบอลผู้ดีฉุดแบรนด์-ช่วยบอลไทย
ย้อนไปเมื่อปี 2004 เครื่องดื่มตราช้าง ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ได้เซ็นสัญญาเข้าเป็นสปอนเซอร์หลักของสโมสร “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน พร้อมกับนำน้ำดื่มและเบียร์ช้างเข้าไปจำหน่าย ณ กูดิสัน พาร์ค ของ เอฟเวอร์ตัน แล้วต่อด้วยเซ็นสัญญาเป็นผู้สนับสนุนเสื้อแข่ง 3 ปี เมื่อปี 2008 คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 8 ล้านปอนด์ (ราว 384 ล้านบาท) โดยมีตราโลโก้ “ช้าง” อยู่บนหน้าอกเสื้อแข่ง รวมทั้งมีโครงการก่อตั้งสถาบันฝึกสอนฟุตบอลในเมืองไทยด้วย
ต่อมาในเดือนก.ค.ปีนี้ บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มตราสิงห์ ก็เซ็นสัญญาเข้าไปเป็น พันธมิตรทางธุรกิจ กับทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ เชลซี ด้วยระยะเวลา 3 และ 4 ปี ตามลำดับ ทำให้ผลิตภัณฑ์ตราสิงห์ได้เข้าไปปักหลักจำหน่ายระหว่างที่มีการแข่งขันทั้งในสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด และ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ของ 2 ทีมระดับท็อปของพรีเมียร์ลีกไปโดยปริยาย รวมทั้งยังได้โอกาสออกสื่อโฆษณาตามป้ายข้างสนามและตามสื่อต่างๆ ของสโมสรอีกด้วย
สำหรับ เชลซี นั้น สิงห์ ค่อนข้างแฮปปี้มาก เพราะเขามาทีหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด จึงยอมให้ทุกอย่างที่เป็นแบรนด์สิงห์พ่วงเข้าขายได้หมด ไม่เว้นแม้แต่เบียร์ ลีโอเท่ากับว่า นักธุรกิจไทยกำลังพยายามก้าวจากยี่ห้อท้องถิ่น “โลคอล แบรนด์” (Local brand) ไปสู่ระดับโลก “โกลบอล แบรนด์” (Global brand)
และก็ได้ผลทันตาเห็น เมื่อ สิงห์ คอร์ป สามารถนำเบียร์สิงห์เข้าไปวางจำหน่ายตามผับและร้านอาหารในเกาหลีใต้ได้มากกว่า 100 แห่ง ในระยะเวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ จากการเริ่มเป็นพาร์ตเนอร์กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะในทีมปีศาจแดงมี ปาร์คจีซอง นักเตะขวัญใจชาวโสมสังกัดอยู่ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ ชาวกิมจิกล้าเปิดใจรับ สิงห์ ได้ง่ายและเร็วขึ้น
ส่วนตลาดในอังกฤษนั้น สิงห์ ก็เล็งยอดขายเพิ่มเป็นเท่าตัว หลังจากได้นำผลิตภัณฑ์เบียร์สิงห์ไปวางจำหน่ายด้วยระบบค้าปลีกตามเมืองใหญ่ๆ เรียบร้อยแล้ว ด้วยอนิสงส์จากการจับมือกับ แมนฯ ยูไนเต็ด และ เชลซี ทำให้คนที่ติดใจในรสชาติเมื่อได้ดื่มเวลาเข้าไปชมบอลในสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด และ สแตมฟอร์ด บริดจ์ สามารถไปหาซื้อได้ง่ายขึ้นตามซูเปอร์มาร์เกตหรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้น หากอยากดื่มสิงห์ต้องไปตามร้านอาหารไทยเท่านั้น
พอนำเรื่อง สิงห์ กับ ช้าง บุกอังกฤษ ไปรวมกับกรณีที่ วิชัย รักศรีอักษร ประธานบริหารกลุ่ม คิงเพาเวอร์ เข้าไปเทคโอเวอร์สโมสร เลสเตอร์ ซิตี เมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ภาพกลุ่มทุนไทยดูจะเป็นที่สนใจของสื่อท้องถิ่นผู้ดีอยู่ตลอด เรียกว่าผลงานเข้าตาไม่น้อยหน้ากลุ่มทุนจีนและพวกตะวันออกกลางเลยทีเดียว
แต่ต้องยอมรับงานนี้ เหมือนเป็นการกำลังกอบกู้ชื่อเสียงของนักธุรกิจไทยกลับคืนมา หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เคยสร้างความฮือฮาไปทั่วเกาะอังกฤษ ก่อนจะทำเสียชื่อทุนไทยในที่สุด โดย ทักษิณ เข้าไปซื้อกิจการสโมสร “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี พร้อมประกาศดัน 3 นักเตะไทย คือ สุรีย์ สุขะ, เกียรติประวุฒิ สายแวว และ ธีรศิลป์ แดงดา เข้าสู่ทีมชุดใหญ่ทีมเรือใบ แต่แล้วก็แค่ขอประชาสัมพันธ์ตัวเอง เพื่อกลบข่าวเหม็นฉึ่งในเมืองไทย เพราะจัดการเร่ขาย แมนฯ ซิตี ให้กับกลุ่มทุนจากดูไบ แถมฟันกำไรก้อนโตเข้ากระเป๋า ส่วนแข้งไทยก็กินแห้วไปตามระเบียบ เพราะไม่ได้เวิร์กเพอร์มิต (ใบอนุญาตทำงาน)
ที่สำคัญ ทักษิณ ยังถูก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ขึ้นบัญชีดำเป็นบุคคลอันตรายสำหรับวงการฟุตบอลอังกฤษ หลังได้เข้าไปตรวจสอบการเงินย้อนหลังอีกด้วย
“ผมไม่ใช่ ทักษิณ ไม่เคยมีความคิดที่จะทำงานกับทีมเป็นเวลาสั้นๆ แล้วขายทีมเลย ผมหวังว่าเราจะได้อยู่ในระดับเดียวกับ ญี่ปุ่น และ เกาหลี” วิชัย กล่าว พร้อมยืนยันกำไรไม่ใช่เหตุผลหลัก แต่อยากช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทยให้ไปถึงมาตรฐานระดับสากล
ขยายฐานบุกถึงถิ่นกำเนิดเบียร์
ล่าสุด สิงห์ ได้เจรจาเข้าไปเป็น โกลบอล พาร์ตเนอร์ กับสโมสร ฮันโนเวอร์ ทีมในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ซึ่งถือเป็นดินแดนถิ่นกำเนิดเบียร์เลยทีเดียว รวมทั้ง มิลล์ วอลล์ ในลีกแชมเปียนชิพ อังกฤษ ด้วย
“สำหรับนโยบายของบริษัทตอนนี้ เราจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยจะเข้าไปสนับสนุนสโมสรฟุตบอลอีก 2 ทีม ที่ชัวร์แล้วคือ ฮันโนเวอร์ ในบุนเดสลีกา และ มิลล์วอลล์ ในลีกแชมเปียนชิพ เราจะพยายามเปิดเกมรุกไปยังทีมต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นทีมใหญ่ หรือมีชื่อเสียงมากมาย นอกจากนี้ จะมีการเจรจากับทีมในกัลโช ซีเรีย อา อิตาลี และ ลีกเอิง ฝรั่งเศส ด้วย แต่จะไม่มีการนำโลโก้สิงห์ไปโชว์หราบนหน้าอกเสื้ออย่างแน่นอน” สันติ กล่าวหลังร่วมรับประทานอาหารกับสื่อไทย ณ ร้านอาหารไทย เพ็พเพอร์ เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจบแมตช์ที่ เชลซี เปิดบ้านต้อน แบล็กพูล 4-0
ทั้งนี้ ในแมตช์ดังกล่าว ระหว่างพักครึ่งนั้น เชลซี ได้ให้เกียรติทาง สิงห์ โดยให้ “ต๊อด” ปิติ สามีสุดหล่อของ “นุ่น” วรนุช ภิรมย์ภักดี (วงษ์สวรรค์) ดารายอดฮิตทางช่อง 7 สี เดินนำลูกฟุตบอลที่จะใช้เตะในครึ่งหลังไปวางที่กลางสนาม โดยมี เดนนิส ไวส์ ตำนานนักเตะเชลซีเดินคู่ไปด้วย แถมยังมีสาวถือธงสิงห์ลงไปโบกสะบัดโชว์ พร้อมกับมีเสียงประกาศจากโฆษกสนาม ทำเอาแฟนๆ ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ ปรบมือต้อนรับกึกก้องสนามเลยทีเดียว
แมตช์ประวัติศาสตร์ ‘ผี-สิงห์บลู’
แฟนบอลชาวไทยถือว่าโชคดีสุดๆ เพราะไม่เพียง เชลซี วางโปรแกรมมาทัวร์เอเชียในช่วงปิดฤดูกาลช่วงเดือนก.ค.ปีหน้า โดยจะมาโชว์แข้งแค่ 3 ประเทศเท่านั้น ได้แก่ จีน, มาเลเซีย และ ไทย
โดยวางคิวเล่นในไทยวันที่ 24 ก.ค. 2011 ซึ่ง “บอย” ฉัตรชัย ยืนยันว่า เชลซี จะขนดาวดังมาด้วยแน่ เพราะ สิงห์ กำลังเจรจาทาบทาม 4 แข้งซูเปอร์สตาร์มาถ่ายทำเป็นพรีเซ็นเตอร์ของสิงห์อย่างเป็นทางการ โดยน่าจะเป็น แฟรงค์ แลมพาร์ด กองกลางทีมชาติอังกฤษ และ ปีเตอร์ เช็ก นายทวารทีมชาติสาธารณรัฐเช็ก ส่วนอีก 2 คนกำลังรอเลือกตัดสินใจดูอีกที
“นอกจากการนำ เชลซี จะมาเตะในเมืองไทย และทางเราจะจัดการแข่งขันให้ยิ่งใหญ่แล้ว เรายังมีโปรเจคต์สำคัญกว่านั้นอีก นั่นคือ การนำ เชลซี และ แมนฯ ยูไนเต็ด มาดวลแข้งกันที่เมืองไทย ในปี 2013 เพื่อร่วมฉลอง 80 ปี บุญรอด บริวเวอรี่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก แต่เพื่อเป็นการจัดฉลองใหญ่ของบริษัท รวมถึงเอาใจแฟนฟุตบอลชาวไทย ทางสิงห์ก็พร้อมจะเจรจากับทั้งสองทีม ให้มาเตะช่วงปรี-ซีซั่น กันที่เมืองไทย” ฉัตรชัย กล่าว
คาดว่าแมตช์ประวัติศาสตร์นี้มีสิทธิ์เกิดขึ้นแน่ เนื่องจาก ฉัตรชัย บอกว่า หลัง เชลซี มาเยือนไทยในปีหน้า ก็จะต้องกลับมาเตะอีกครั้งในปี 2013 ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้มาไทยหลายปีแล้ว และหลังจากได้เช็คโปรแกรมทัวร์ช่วงก่อนเปิดซีซั่น 2013 ของทีมผีแดง ก็ยังไม่มีระบุเอาไว้
แฟนบอลไทยโชคดีอีกแล้ว ว่าแต่ว่า ขอให้บอลไทยได้มีโอกาสก้าวไกลไปสู่ระดับโลกจริงๆ ด้วยก็แล้วกัน







