posttoday
"เทวดา" ผู้ปกปักรักษาประเทศไทย

"เทวดา" ผู้ปกปักรักษาประเทศไทย

22 ตุลาคม 2560

ทวี สุรฤทธิกุล

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

กราบส่งเสด็จรัชกาลที่ 9 ด้วยรักและอาลัยยิ่ง

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

สัปดาห์นี้คนไทยคงอยู่ในอารมณ์เดียวกัน คือความโศกเศร้าเนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระคุณเป็นล้นพ้น ขอพระองค์จงเสวยวิมุตติสุขในนิรวานสภาพ ณ เทพสถานชั้นสูงสุดตราบกาลนิรันดร์เทอญ

ตั้งแต่ที่เรายังเป็นเด็กจนถึงเข้ามหาวิทยาลัย วิชาการอย่างหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้มาทุกระดับชั้นก็คือเรื่องความเป็นประเทศไทย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ชาติไทยมาจนถึงการเมืองการปกครองไทย อย่างตัวผู้เขียนที่เป็นอาจารย์สอนในคณะรัฐศาสตร์นับเข้ามาปีนี้ก็เป็นปีที่ 30 เมื่อมองย้อนไปตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียนชั้นประถม (ขออภัยจำความตอนที่เรียนชั้นอนุบาลไม่ได้ ซึ่งในสมัยของผู้เขียนเรียกว่าชั้นเตรียมประถม) ก็ได้ท่องได้จำมาว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ปกครองประเทศมาเป็นร้อยๆ ปี และที่เรายังคงเป็นประเทศไทยมาถึงทุกวันนี้ก็ด้วยพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์

ครั้นเติบโตมาในชั้นมัธยม ระบบการศึกษาที่สูงขึ้นก็ทำให้มีการคิดวิเคราะห์มากขึ้น รวมถึงที่ได้เกิดเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ก็ยิ่งทำให้ “เข้าใจ” ในความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้แจ่มแจ้งชัดเจนมากขึ้น เพราะ “ในหลวง” หรือพระมหากษัตริย์ของไทยมิได้เป็นพระมหากษัตริย์แต่เฉพาะในตำแหน่งในฐานะอันสูงสุดในทุกๆ ทางเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทที่สำคัญมากมายในบ้านนี้เมืองนี้ ที่ไม่เฉพาะเป็นความอยู่รอดของบ้านเมือง แต่ยังเป็น “ศูนย์รวมจิตใจ” ที่ไม่ได้มีความหมายแค่รวมจิตใจคนไทยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ยังหมายถึงทรงเป็น “ผู้นำทางจิตใจ” ที่นำพาประเทศไทยให้วัฒนาถาวรเจริญรุ่งเรืองไปในทุกๆ ด้าน โดยเริ่มจากที่ทรงนำความสงบสุขร่มเย็นมาสู่บ้านเมือง ด้วยการขจัดความขัดแย้งและสร้างความสามัคคีและความมั่นคงให้แก่คนในชาติ

ในตอนที่มาเรียนในมหาวิทยาลัยและบังเอิญต้องมาเรียนทางด้านรัฐศาสตร์ (ที่ว่า “บังเอิญ” ก็เพราะไม่ได้คิดที่จะมาเรียนในคณะนี้มาก่อน เพียงแค่พยายามจะเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้จึงเลือกเอนทรานซ์ในคณะที่คะแนนพอจะสอบเข้าได้) ยิ่งต้องมาทำความเข้าใจกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะในขณะนั้นก็มีกระแสของการ “คิดใหม่” เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์นี้รุนแรงมาก เนื่องด้วยกระแสของแนวคิดฝ่ายซ้ายที่คนไทยเชื่อว่าต่อต้านการดำรงอยู่ของสถาบันนี้ ที่พวกฝ่ายซ้ายว่าเป็นแนวคิดที่ “ล้าหลัง

แต่ภายหลังเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 พวกฝ่ายซ้ายนั้นเองกลับต้องมายอมรับถึงความสำคัญ “เหนือชีวิต” ที่พวกเขาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์ให้ยังคงกลับมาร่วมอยู่กับคนไทยทั้งหลายได้อย่างมีความสุข ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แนวคิดคอมมิวนิสต์ต้องสิ้นสลายไปก็ด้วย “พระบรมเดชานุภาพ” ที่ปกแผ่แก่คนไทยทุกหมู่เหล่า ไม่เว้นแม้แต่ “ผู้หลงผิด” หรือผู้ที่คิดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์เอง

ครั้งที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปเปิดสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน (ที่คนไทยเรียกว่าจีนแดงหรือจีนคอมมิวนิสต์) โดยไปจับมือกับเหมาเจ๋อตง และขอคำแนะนำที่จะขอให้จีนลดความช่วยเหลือแก่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยเพื่อความเป็นมิตรดังกล่าว

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนภายหลังที่เปิดสัมพันธไมตรีกับจีนสำเร็จแล้วว่า ท่านประธานเหมาเจ๋อตงได้ให้ข้อคิดแก่ท่านว่า การปราบคอมมิวนิสต์นั้นไม่ยากหรอก ประการแรก “อย่าไปฆ่ามัน” เพราะพวกนี้มันอยากดัง ยิ่งฆ่ามันยิ่งชอบ แบบตายสิบเกิดแสน มันจะเอาไปโฆษณาหาพรรคพวกมาเพิ่มได้อีกเรื่อยๆ (เรื่องนี้เป็นความจริงเพราะคอมมิวนิสต์ไทยใช้เรื่องการที่ถูกข้าราชการกดขี่และทำลายล้างไปสร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชน ทำให้คนที่ถูกข้าราชการรังแกนั้นเข้าเป็นพวกกับคอมมิวนิสต์เป็นจำนวนมาก

ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์ในระยะต่อมารัฐบาลไทยจึงได้ใช้ “แผนการุณยเทพ” คือให้อภัยและให้โอกาสออกจากป่ามาเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” จึงสามารถแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ในไทยได้อย่างรวดเร็ว)

อีกประการหนึ่ง “ลื้อไปทำอย่างไรก็ได้ให้คนไทยอยู่ดีกินดี แล้วคอมมิวนิสต์ก็จะหมดไปเอง” อันเป็นนโยบายประชานิยมของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในยุคนั้น ที่ชื่อว่า “เงินผัน” นั่นเอง เพราะเงินผันนั้นนอกจากจะทำให้คนในชนบทมีเงินทองไปจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าพวกตนมีความสำคัญ พวกตนเริ่มได้รับ “การเห็นหัว” จากรัฐบาล นี่คือวิธีลดการเหลื่อมล้ำอันเป็นประเด็นที่คอมมิวนิสต์ใช้โฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของระบอบประชาธิปไตยของไทยอีกด้วย นั่นก็คือคนไทยสนใจที่จะเข้ามามีสิทธิมีเสียงในทางการเมืองไทยมากขึ้น อย่างน้อยนักการเมืองทั้งหลายก็ต้องมา “เอาใจ” พวกเขามากขึ้น

ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน (เพราะอาจจะไม่บังควร) แต่ได้มาบอกแก่คนใกล้ชิดในภายหลังก็คือที่เหมาเจ๋อตงพูดว่า “ประเทศไทยไม่เป็นอะไรหรอก ประเทศไทยมีเทวดาคอยดูแลอยู่” ผู้เขียนเองเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ยินมาจึงอยากจะนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้

ใครเล่าที่เป็น “เทวดา” ปกปักรักษาประเทศไทย?

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน