
การเป็นแม่ คือสิ่งสากล
ผมอยากเป็นแม่ครับ! อย่าคิดว่าผมเพี้ยนไปแล้ว หรืออย่างอื่นอย่างใด ผมคิดอย่างนี้จริงๆ และคิดอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว
โดย...ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : เอพี
ผมอยากเป็นแม่ครับ! อย่าคิดว่าผมเพี้ยนไปแล้ว หรืออย่างอื่นอย่างใด
ผมคิดอย่างนี้จริงๆ และคิดอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว รวมทั้งผมก็ไม่ได้คิดว่าการเป็นแม่นั้นเหนือกว่า หรือดีกว่าการเป็นพ่อแต่อย่างใด จนทำให้ไม่อยากเป็นพ่อตามเพศสภาพของตนเอง
หากมองให้พ้นจากเพศสภาพ ที่ว่าผู้ชายต้องเป็นพ่อ หรือผู้หญิงต้องเป็นแม่ เราจะค้นพบว่า ผู้ชายก็สามารถเป็นแม่ได้ ผู้หญิงก็สามารถเป็นพ่อได้ หรือทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็สามารถเป็นทั้งพ่อและแม่ได้ในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่ที่ว่า เรามองเห็น “ความงดงาม” ของสิ่งที่เราอยากเป็นมากน้อยแค่ไหนอย่างไรมากกว่า
สำหรับผม ผมคิดว่า “การเป็นแม่คือสิ่งสากล” คนทุกคนสามารถเป็นแม่ได้ เพราะการเป็นแม่คือโรงเรียนโรงเล็กๆ ที่สอน “การใช้ชีวิต” อันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่ไม่ได้ถูกใช้เพื่อตัวเราเองคนเดียว แต่มันคือชีวิตที่ถูกใช้เพื่อคนที่เรารัก เมื่อเราใช้ชีวิตเพื่อคนที่เรารัก เราจะได้เรียนรู้จักคำว่า “รักแท้” ได้รู้จักคำว่า “ให้” (แม้จะได้รับคืนกลับมาหรือไม่ก็ตาม) รู้จักคำว่า “ยอม” “อดทน” ได้เรียนรู้ที่จะมี “ความอ่อนโยน” “ห่วงใย” “ใส่ใจ” ได้มองเห็นการเติบโตของคนที่เรารัก ซึ่งมันเป็นการเติบโตที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของการเป็นแม่ให้เติบโตตามไปด้วย
อย่างที่ผมบอกไปว่า การเป็นแม่คือสิ่งสากล ความเป็นสากลจึงทำให้เราไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบหรือแนวคิดใด เราสามารถเรียนรู้ที่จะเป็นแม่ได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา แม้ว่าจะมีลูก ไม่มีลูก หรือเป็นผู้ชายก็ตามที การเป็นแม่จะช่วยทำให้มนุษย์อย่างเราๆ ได้ตระหนักรู้และเตรียมตัวต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวัน การเป็นแม่จะช่วยทำให้มนุษย์มีความงดงามในแบบที่ตัวเองเป็น และการเป็นแม่จะช่วยทำให้มนุษย์ได้หลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัวด้วยเช่นเดียวกัน
มีนิทานเรื่องหนึ่ง อยากเล่าสู่กันฟัง เรื่องมีอยู่ว่า มีลูกชายคนหนึ่งซึ่งรู้สึกรำคาญใจแม่ผู้แก่เฒ่าและเดินไม่ได้ของตนเอง จะเอาไปฝากใครเลี้ยงก็ไม่มีใครรับเลี้ยง วันหนึ่งเขาตัดสินใจแบกแม่ของตนเองเพื่อจะเอาไปปล่อยป่า ผู้เป็นแม่เมื่อเห็นลูกทำอย่างนั้นก็ไม่โวยวาย ไม่วอนขอ ไม่ร้องถามแต่อย่างใด สิ่งที่ทำได้คือ ระหว่างที่อยู่บนหลังของลูกชาย ก็พยายามหักกิ่งไม้ที่อยู่ข้างทางไปเรื่อยๆ
เมื่อเข้าไปในป่าลึกมากขึ้นเรื่อยๆ จนไกลพอที่ลูกชายจะวางแม่ลง แล้วปล่อยไปตามยถากรรม เขาจึงตัดสินใจหยุดพักและวางแม่ลง เมื่อวางแม่ลงแล้ว และหันหลังกลับ แม่ก็ตะโกนตามหลังลูกชายไปว่า “ลูกเอ๋ย...เดินตามรอยกิ่งไม้ที่แม่หักไว้นะ ลูกจะได้ไม่หลงทาง”
หากการเป็นแม่ คือหนทางหนึ่งซึ่งนำพาให้เราได้หลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัวดังเช่นนิทานเรื่องดังกล่าว มันก็เป็นหนทางที่ดีทั้งต่อตัวเราเองและคนที่เรารักมิใช่หรือ?
เราจะได้เห็นมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด ต่างได้ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น (รวมทั้งคนที่ตัวเองรัก) มากขึ้น ได้รู้จักให้ โดยไม่คิดร้องขอการได้รับกลับคืน (ถึงแม้จะได้รับกลับคืน ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้) มากขึ้น สามารถยอมและอดทนต่ออุปสรรคปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้เป็นอย่างดีมากขึ้น รวมทั้งมีจิตใจที่อ่อนโยน รู้จักห่วงใยและใส่ใจต่อทุกสิ่งรอบตัว โดยไม่ยึดถือเอาตัวเองเป็นที่ตั้งมากขึ้น
ที่สำคัญที่สุด โลกใบนี้จะสวยงามน่าอยู่มากยิ่งขึ้น หากมนุษย์มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง ทั้งกับคนที่ตัวเองรัก และคนที่ตัวเองไม่ได้รัก ยิ่งกับคนที่ตัวเองไม่ได้รัก ยิ่งต้องเห็นแก่ตัวให้น้อยลงมากที่สุด แล้วความรักจะก่อเกิด เหมือนดอกเห็ดที่ผุดขึ้นมา เพื่อที่จะได้งอกเงยและเติบโตอยู่บนขอนไม้ ที่ซึ่งชีวิตของขอนไม้จะไม่ดูว่างเปล่าจนเกินไป เมื่อมีความรัก!
ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์
อดีตผู้สื่อข่าวแห่งหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ รวมทั้งนักเขียนแห่งสำนักพิมพ์ใยไหมและโพสต์บุ๊กส์ ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้างานสื่อสารองค์กร ที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล พูดคุยทักทาย รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ แก่กันได้ที่ www.facebook.com/thanaroht







