posttoday
ข้อมูล ‘ส่วนตัว’ ที่ไม่ส่วนตัวอีกต่อไป

ข้อมูล ‘ส่วนตัว’ ที่ไม่ส่วนตัวอีกต่อไป

24 มิถุนายน 2560

ในปัจจุบันมีธุรกิจที่เรียกว่า "DNA Genetic Testing & Analysis" ที่กำลังน่าจับตามอง มันแปลกใหม่และมีอะไรที่สามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคตอีกมากมาย

โดย...โสภณ ศุภมั่งมี  ภาพ : AP

 ในปัจจุบันมีธุรกิจที่เรียกว่า "DNA Genetic Testing & Analysis" ที่กำลังน่าจับตามอง มันแปลกใหม่และมีอะไรที่สามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคตอีกมากมาย

 ธุรกิจชนิดนี้แปลเป็นภาษามนุษย์ให้เข้าใจง่าย มันคือธุรกิจการตรวจสอบและวิเคราะห์ DNA ของบุคคลทั่วไปนั่นแหละ

 จะว่าไปแล้วทำไมเราถึงอยากตรวจสอบ DNA ของตัวเองด้วยล่ะ?

 เพราะปกติที่เราเห็นตามหน้าข่าวคือ คนที่ต้องถูกตรวจ DNA นั้นก็เป็นพวกผู้ต้องสงสัยในคดีต่างๆ ที่ต้องใช้หลักฐานทางชีววิทยายืนยันความถูกผิด หรือพวกคดีครอบครัวที่ต้องการค้นหาความจริงของความสัมพันธ์พ่อแม่กับลูกๆ มีแต่คนที่ไม่ค่อยเต็มใจจะตรวจสอบ DNA สักเท่าไหร่นี่นา

 ถ้าอยากตอบคำถามว่าทำไมเราถึงอยากตรวจสอบ DNA ของตัวเอง ต้องอธิบายว่า DNA นั้นเป็นเหมือนแหล่งสะสมข้อมูลที่จำเพาะเจาะจงของแต่ละบุคคลที่ตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงเราในตอนนี้ ซึ่งในข้อมูลเหล่านี้ก็มีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับว่าต้นตระกูลของเราเป็นใคร (ซึ่งบางทีอาจลากยาวไปถึงเจงกิสข่าน ซึ่งตามข้อมูลปัจจุบัน 1 ใน 200 คน สืบทอดเชื้อสายมาจากชายผู้นี้)

 แต่สำหรับผมสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการรู้ว่าพ่อแม่ต้นตระกูลสืบเชื้อสายมาจากราชวงค์ไหนของจีน คือเรื่องเกี่ยวกับโรคภัยที่ติดตัวมาทางสายพันธุกรรมซะมากกว่า (เบาหวาน ความดัน ดาวน์ซินโดรม ตาบอดสี ลูคีเมีย ฯลฯ)

 ในประเทศจีนตอนนี้มีบริการที่เรียกว่า “myBabyGenome” ที่ทำการวิเคราะห์จีโนม (ชุดของ DNA ทั้งหมดที่บรรจุอยู่ในนิวเคลียสของทุกๆ เซลล์) ของเด็กแรกเกิด เพื่อค้นหาโรคร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในร่างกาย

 มีหลายฝ่ายออกมาท้วงติงว่าเทคโนโลยีชนิดนี้เป็นเรื่องที่เกินขอบเขตมากจนเกินไป เพราะความเสี่ยงของอันตรายจากยีนที่เป็นต้นเหตุของโรคต่างๆ นั้นไม่ได้แน่นอนเสมอ หลายครั้งเมื่อเด็กโตขึ้นก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรกับการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงคล้ายกับว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นที่ต้องบอกพ่อแม่ของเด็กว่า “ลูกของคุณกำลังจะป่วย” ทั้งๆ ที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายคนที่ตัดสินใจก็คือพ่อแม่ของเด็กนั่นแหละครับ

 คำถามต่อมาคือ "เราจะรู้ไปทำไมกัน?"

 ที่ยุโรปเมื่อเดือนที่ผ่านมามีการใช้ "Gene Therapy" (การรักษาผู้ป่วยโดยการปรับเปลี่ยนยีนตัวเดิมโดยใช้เทคนิคทางการแพทย์) ที่เรียกว่า "Strimvelis" เพื่อรักษาโรคทางพันธุกรรมอย่าง ADA-SCID หรือที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ว่า "โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง" ซึ่งโดยปกติแล้วเด็กเกิดใหม่ที่ป่วยเป็นโรคนี้ร่างกายจะอ่อนแอมากเพราะความผิดปกติของยีน โอกาสป่วยและมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ

 ซึ่งวิธีการรักษาแต่ก่อนทางเลือกที่ดีที่สุดคือการปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant) หรือการใช้เอนไซม์ทดแทนที่มีราคาสูงมากตลอดชีวิต แต่ผู้ป่วยที่ใช้การรักษาแบบ Gene Therapy มีโอกาสที่จะหายด้วยการรักษาเพียงครั้งเดียว (แต่ราคาก็สูงมากเช่นเดียวกัน 6.5 แสนเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 22 ล้านบาท ในอนาคตค่ารักษาก็คงมีการปรับลดลงถ้ามีการใช้กันอย่างกว้างขวางมากพอ)

 นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งของการรักษาด้วยข้อมูลทาง DNA ในร่างกายของเราที่เห็นชัดๆ ตอนนี้มีบริษัทที่ชื่อ 23andMe ที่มีบริการส่งอุปกรณ์เก็บ DNA มาให้ถึงหน้าบ้าน ให้เราทำตามขั้นตอนที่เขาบอกบนเว็บไซต์แล้วส่งกลับ ทางบริษัทก็จะเอาข้อมูลตรงนั้นมาอธิบายให้เราฟังว่าบรรพบุรุษของเรามาจากไหน เป็นใคร มีความสัมพันธ์อะไรกับคนที่มีชื่อเสียงในอดีตรึเปล่า ฯลฯ

 และเราสามารถรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมต่างๆ ซึ่งอย่างที่บอกไปแล้วว่าอีกหน่อยเราอาจจะต้องอาศัยข้อมูลเหล่านี้ในการซื้อยารักษาโรคที่เฉพาะเจาะจงกับตัวเอง แม้ยังไม่ใช่อนาคตที่ใกล้มากสักเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนว่าการพัฒนาทางการแพทย์กำลังมุ่งหน้าไปทางนั้น

 ธุรกิจ "DNA Genetic Testing & Analysis" ยังใหม่มาก แต่ 23andMe ก็มีผู้ใช้บริการมากถึง 2 ล้านคนแล้ว ตอนนี้ยังมีการเก็บข้อมูลการทดลองจากอาสาสมัครด้วยการให้พวกเขาเอามือจุ่มลงไปในน้ำแข็งแล้วจับเวลาที่บ้าน แล้วทำแบบทดสอบเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง DNA กับอาการเจ็บปวดของร่างกายเพื่อนำไปใช้พัฒนายารักษาอาการปวดสำหรับกลุ่มคนแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะ (เชื้อชาติ เพศ อายุ ฯลฯ)

 อนาคตเราจะเริ่มเห็นการรักษาโรคที่ "เฉพาะเจาะจง" กับตัวผู้ป่วยที่ต้องการรับการรักษามากยิ่งขึ้น มีการผลิตยาที่สามารถออกฤทธิ์ได้ดีสำหรับร่างกายของเราโดยเฉพาะ เช่น ยารักษาอาการปวดเรื้อรังที่สามารถออกฤทธิ์ได้ดีสำหรับกลุ่มคนเอเชียที่เป็นผู้ชายโดยเฉพาะ แบบนี้ก็สามารถเป็นไปได้ ข้อมูล DNA เหล่านี้ช่วยให้นักวิจัยเข้าใจถึงข้อมูลทางร่างกายของกลุ่มคนที่เลือกที่จะแชร์ข้อมูลของตัวเองแก่บริษัทวิเคราะห์เหล่านี้

 แต่นั่นแหละ ปัญหามันอยู่ที่เราอยากจะแชร์ข้อมูล "ส่วนตัว" นี้รึเปล่า? เพราะบางทีก็รู้สึกว่าธุรกิจยังไงมันก็คือธุรกิจ แม้ว่าเรื่องการพัฒนายารักษาโรคเพื่อเราโดยเฉพาะฟังดูเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม แต่บริษัทเหล่านี้ก็ใช้ข้อมูลของเราเพื่อขายต่อให้กับบริษัทผลิตยาอีกรอบ

 เป็นธุรกิจที่ วิน-วิน อย่างแท้จริงเลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน