
พรมแดนของมนุษย์งาน
ความฝันของมนุษย์งานหรือคนทำงานในเมืองใหญ่ ก็อยากมีอิสระในการทำงานโดยไม่ต้องมาที่ทำงานหรือออฟฟิศ
โดย...พรเทพ เฮง [email protected]
ความฝันของมนุษย์งานหรือคนทำงานในเมืองใหญ่ ก็อยากมีอิสระในการทำงานโดยไม่ต้องมาที่ทำงานหรือออฟฟิศกันแบบประจำไปเช้า-เย็นกลับอย่างเป็นกิจวัตร
โดยเฉพาะประเภทมนุษย์นอกกรอบที่ทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์และมีเดียต่างๆ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและโลกเฉพาะในการใช้สมาธิรีดเค้นผลงานออกมา
เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่อนาคตอย่างเร็วรี่ มนุษย์งานหรือคนทำงานสายพันธุ์ใหม่ๆ ได้มีไลฟ์สไตล์หรือวิถีชีวิตในการรองรับงานที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหรือจมปลักอยู่ภายในที่ทำงานอีกต่อไป หากเป็นเมื่อสัก 5-10 ปีที่แล้ว ยากที่จะเป็นไปได้
ดิจิทัล นอแมด (Digital Nomad) คือคนทำงานรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องกังวลหรือแคร์กับระบบออฟฟิศอีกต่อไป การออนไลน์ผ่านอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ ได้ช่วยลดทอนการส่งงานที่ต้องเข้ามาออฟฟิศ หรือต้องผจญกับภาวะการจราจรที่แสนสาหัสอีกต่อไป แม้แต่เมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดีแล้วอย่างในต่างประเทศ มนุษย์สายพันธุ์นี้ต่างเติบโตอย่างรวดเร็ว
nomadlist.com เว็บไซต์ชื่อดังได้รวบรวมข้อมูลจากผลโหวตของชาวดิจิทัล นอแมด จากโลก ซึ่งได้ร่วมให้คะแนนและแสดงความคิดเห็นว่าเมืองใดในโลกที่เหมาะสำหรับการอาศัยอยู่มากที่สุด คะแนนถูกวัดจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ความเร็วของอินเทอร์เน็ต ความปลอดภัย ความสนุก ค่าครองชีพ สภาพอากาศ คนท้องถิ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้ ฯลฯ ทางเว็บไซต์ได้ทำการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดแบบเรียลไทม์ โดย 10 อันดับแรกของเมืองที่ดีที่สุด ได้แก่ 1.จ.เชียงใหม่ (ไทย) 2.กรุงเทพมหานคร (ไทย) 3.อูบุด (เกาะบาหลี อินโดนีเซีย) 4.เบอร์ลิน (เยอรมนี) 5.นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) 6.ลาสปัลมาส เด แกรน คานาเรีย (สเปน) 7.อ.ปาย (จ.แม่ฮ่องสอน ไทย) 8.บูดาเปสต์ (ฮังการี) 9.ฮานอย (เวียดนาม) 10.เมเดยิน (โคลอมเบีย)
ไม่น่าเชื่อ เมืองขวัญใจมนุษย์งานที่เร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ ทั่วโลก พึงพอใจกับเมืองในประเทศไทยเอามากๆ ถึง 3 เมืองด้วยกัน จ.เชียงใหม่ ที่ติดอันดับดีที่สุดของการทำงานและพักผ่อนไปในตัว อ.ปาย เมืองที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศชอบ รวมถึงกรุงเทพฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในยุคดิจิทัล ซึ่งรองไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ ประเทศไทยก็ไม่แพ้ที่ใดในโลก
กลับมาที่เมืองไทย หลายที่ๆ ของบริษัทสตาร์ตอัพที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล ได้ขยับตัวจ้างพนักงานในแบบประจำแต่ไม่ต้องเข้าทำงานในออฟฟิศอยู่บ้างพอสมควร บ้างก็ผสมผสานระหว่างทำงานประจำในออฟฟิศกับดิจิทัล นอแมด แต่ถ้าคิดเป็นสัดส่วนยังน้อยอยู่มาก
จุดด้อยของคนทำงานในเมืองไทย ก็คือ ความรับผิดชอบ โดยเฉพาะฟรีแลนซ์แบบประจำที่ไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ขององค์กรสมัยใหม่ได้ แต่ก็มีการปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ และเข้าใจถึงวิถีทางของการทำงานแนวไม่ต้องมีออฟฟิศสามารถทำงานส่งได้จากทุกที่ตามโจทย์ที่รับไปมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะองค์กรสื่อยักษ์ใหญ่ที่เปิดรับแผนกเฉพาะเพื่อรองรับดิจิทัล นอแมด มาทำงานผลิตคอนเทนต์และงานในรูปแบบต่างๆ ให้องค์กรอย่างไม่มีขีดจำกัด ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการขับเคลื่อนเมืองไทย 4.0 ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทำงานแนวสร้างสรรค์ที่ต้องการความอิสรเสรีในการทำงานดังใจที่ตัวเองต้องการ
ยิ่งได้ทำงานในตัวเองรัก ในสถานที่ตัวเองชอบ งานก็ออกมาดีเลิศ โลกออนไลน์ทำให้ขอบเขตและขอบข่ายการทำงานไม่มีพรมแดนเรื่องออฟฟิศอีกต่อไป







