![{สลับ[(สน+สับ)*เป] ปน}ซ้อน/ซับ {สลับ[(สน+สับ)*เป] ปน}ซ้อน/ซับ](https://image.posttoday.com/default.jpg?x-image-process=style/lg)
{สลับ[(สน+สับ)*เป] ปน}ซ้อน/ซับ
ในวันที่เครื่องมือสื่อสารช่วยย่อโลกไว้ในฝ่ามือนี้เอง เรากลับเริ่มสูญเสียการ “ปฏิสัมพันธ์” กับคนรอบตัวไปแบบไม่ทันคาดคิด....
ในวันที่เครื่องมือสื่อสารช่วยย่อโลกไว้ในฝ่ามือนี้เอง เรากลับเริ่มสูญเสียการ “ปฏิสัมพันธ์” กับคนรอบตัวไปแบบไม่ทันคาดคิด....
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ราวกับเป็น “คนนอก” ที่ถูกปล่อยทิ้งให้ห่างไกลสังคมออกไปทุกที
แค่สัญลักษณ์ “ชวนมึน” ทรงจัตุรัสที่ภายในยั้วเยี้ยไปด้วยจุดปะเส้นสายยุกยิกที่ไม่อาจเข้าใจด้วยตาเปล่า แต่เป็นช่องทางที่รับรู้กันดีในหมู่ “สาวก” คนใช้มือถือล้ำๆ
คลื่นไซเบอร์ถาโถมมาไม่กี่ลูก ไอ้เจ้าสัญลักษณ์ชวนมึนหรือในชื่อทางการว่า “Q R Code” ก็เบียดตัวเข้าไปปรากฏอยู่รอบตัวแบบเนียนๆ
การโฆษณาสินค้า บริการ ร้านอาหาร ต่างๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร เว็บไซต์ ที่ระยะหลังจะพ่วงเจ้าสัญลักษณ์ที่ว่ามาประกอบ จนออกแนวเกะกะสายตามวลชนคนอะนาล็อก
แต่คนในแวดวงนี่เป็นอีก “ประตู” สำหรับเปิดรับ “ใคร” หรือ “อะไร” เข้ามาอยู่ในเครือข่ายโลกไร้สายของตัวเอง พร้อมเกาะติดทุกความเคลื่อนไหวของกันและกันไหว ชนิดแทบจะเรียลไทม์
ฝนตก รถติด น้ำท่วมอุบัติเหตุ ตรงไหนต้องหลีกเลี่ยงไปเส้นทางใด เครื่องสำอางออกใหม่ ร้านขนมมีโปรโมชัน ห้างสรรพสินค้าลดกระหน่ำ ข้อมูลเหล่านี้ล้วนถูกส่งตรงไปถึงสมาชิกในเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ทั้งแง่ ความเร็ว กลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ
ทว่าต้องยอมแลกด้วย “ของแถม” เป็นข้อมูลที่ไม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนในเครือข่าย กำลังจะออกจากบ้าน ประชุมอยู่ กำลังกินเครียด ง่วง หิว
ความวิตกกังวลยังมองเลยไปถึงการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริงแบบตัวต่อตัวที่นับวันจะขาดหาย และถูกแทนที่ด้วยการสื่อสารผ่านข้อความทางมือถือ ถึงขั้นต้องพกห้อยคอเพื่อความสะดวกในการตอบโต้กับเครือข่าย ทั้งระหว่างเดิน กิน นั่งรถตู้ เรียน และทำงาน
จนหลายคนยังชั่งใจไม่ยอมกระโดดขึ้นรถไฟขบวนนี้ ยอมปล่อยตัวให้ถูกดันออกไปอยู่ชายขอบสังคมไซเบอร์ !!!
ทุกอย่างรอบตัว “สลับซับซ้อน” ด้วยบริบทใหม่ๆ นอกจากปัจจัยพื้นฐานเดิมๆ ที่เคยเดินมา ทั้งเทคโนโลยี วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง สังคม
สุดท้ายกลายเป็นการพันธนาการ|ที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความ “สับสน” จนยากจะหาต้นสายปลายเหตุของหลายๆ ปรากฏการณ์ในสังคมเวลานี้
หลายคนเลือกการส่งข้อความตอบโต้ผ่าน “มือถือ” ทั้งที่อยู่ในระยะพอจะพูดคุยกันได้ยิน
หลายคนเลือกขับรถไปซื้อของหน้าปากซอยที่ไกลเพียงแค่ไม่ถึง 1 กม. แต่กลับมาเดินออกกำลังกายบนสายพานคำนวณระยะทางแล้วตกหลาย กม.
หลายคนทุ่มเวลาค่อนชีวิตสร้างฐานะและชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักของสังคม เพื่อสุดท้ายจะปลีกตัวไปใช้ชีวิตสันโดษในบั้นปลาย
ปรากฏการณ์เหล่านี้ สะท้อนวิวัฒนาการที่เหตุผลสนับสนุนการกระทำถูกแทรกแซงด้วย “ปัจจัย” จนยากจะเอาตรรกะเดิมๆ ไปประเมินความถูกต้องเหมาะสมได้อีกต่อไป
บางเรื่องบางตอนในหลายปรากฏการณ์ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังตกอยู่ใน “กับดัก” ที่เราสร้างขึ้นมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก่อนที่สุดท้ายกลับพาตัวเองหลุดเข้าไปในกับดักนั้น
จากเดิมมนุษยชาติได้คิดค้นจนประดิษฐ์ “โทรศัพท์” ช่องทางการสื่อสารที่สามารถเอาชนะระยะและวิวัฒนาการอื่นๆ “โทรเลข” “โทรสาร” “มือถือ” จนก้าวสู่ยุคสังคมไร้พรมแดน การสื่อสารทั้งภาพเสียง ข้อมูล ถูกส่งไปทั่วทุกมุมโลกได้เพียงแค่อึดใจ
แต่ในวันที่เครื่องมือสื่อสารช่วยย่อโลกไว้ในฝ่ามือนี้เอง เรากลับเริ่มสูญเสียการ “ปฏิสัมพันธ์” กับคนรอบตัวไปแบบไม่ทันคาดคิด
ภาพกลุ่มเพื่อนที่เดินกันมาเป็นกลุ่ม แต่ละคนแทบจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรกัน เมื่อต่างคนต่างสาละวนกับการกดส่งข้อความผ่านมือถือไปยังปลายทางที่เป็นเครือข่ายของตัวเอง ซึ่งบางครั้งอาจจะรวมถึงคนที่เดินอยู่เคียงข้างกันด้วย ในร้านอาหาร หญิงชายคู่หนึ่งง่วนอยู่กับมือถือของตัวเอง จนแทบไม่แม้แต่มองหน้ากันก่อนจะแยกย้ายกันไป
หลายครั้งเมื่อเดินไปสู่เป้าหมายที่เคยตั้งใจไว้ เส้นทางไกลแสนไกลนั้นกลับพาเราวกกลับมาที่ปัญหาเดิมๆ
ไม่ต่างจากการเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องหา “ประชาธิปไตย” ในสังคมไทย ด้วยการตั้งเป้าสู่อุดมการณ์เรื่องสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค มุ่งหวังให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
การต่อสู้ดิ้นรนผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ยังไปหลงวนเวียนอยู่แค่ปัญหา การเลือกตั้ง เรื่องรัฐธรรมนูญ จนไปไม่ถึงอุดมการณ์เป้าหมายที่แท้จริงเสียที
ยิ่งระยะหลังเริ่มเลยเถิดไปกันขนานใหญ่ทุกฝ่ายต่างอ้าง “ประชาธิปไตย” เป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนทางการเมืองของฝ่ายตัวเอง ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เสื้อเหลือง เสื้อแดง แม้แต่คณะปฏิวัติยังอ้าง “ประชาธิปไตย” ในการทำรัฐประหาร
น่าเป็นห่วงแต่เพียงว่ากระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ผ่านๆ มา กลับไม่ได้เป็นไปตามกรอบกติกาของประชาธิปไตย ยึดโยงกับสิทธิหน้าที่ กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนน ปิดสนามบิน ยึดทำเนียบฯ ยึดย่านธุรกิจ การเผาบ้านเผาเมือง ฯลฯ
หนำซ้ำกลับสร้างปัญหาด้วยบริบทใหม่เพิ่มเติมเข้าไป ด้วยวาทกรรมใหม่ ทั้งอำมาตย์ ไพร่ ความเหลื่อมล้ำ สองมาตรฐาน ไปจนถึงเหตุการณ์ปลุกเร้าต่างๆ ทั้งระเบิดรายวัน ทั้งกลไกสำคัญอย่าง “รัฐธรรมนูญ” ที่ตั้งแง่ว่ามาจากต้นไม้พิษไม่ยึดโยงประชาชน หลายฝ่ายต้องหาทางแก้ไข สุดท้ายทำไปทำมากลับจ้องจะแก้ไขเรื่องเขตเลือกตั้ง เรื่องยุบพรรค เรื่องอำนาจหน้าที่ สส. และ สว. ไม่มีเรื่องไหนเฉียดเข้าไปใกล้กับผลประโยชน์ของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ยิ่งในวันที่สังคมแตกแยกแบบฝังรากลึก ท่ามกลางบรรยากาศที่เสียงระเบิดดังไม่มีที่สิ้นสุด
การหวังจะฟื้นฟูแผนประเทศเร่งสร้างแผนปรองดองสร้างสมานฉันท์ ด้วยกลุ่มการเมืองที่ไม่มีวี่แววจะปรองดองกันได้ ยิ่งทำให้เส้นทางไปสู่เป้าหมายดูจะวกวนจนไม่อาจไปถึงจุดหมายได้
การใช้เส้นทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเดินไปสู่เป้าหมายประชาธิปไตย การใช้กลุ่มคนที่ไม่มีวี่แววจะปรองดอง มาทำเรื่องสมานฉันท์
ยิ่งทำให้อนาคตที่ยิ่งดูยิ่งมั่ว ทุกสิ่งอันสลับซับซ้อน สับสน สะเปะสะปะ ไร้ทิศไร้ทาง ไร้อนาคต
บนเส้นทางสายนี้... ที่ยิ่งเดินยิ่งไกลจากเป้าหมายทุกย่างก้าว!!!!







