
เปิดใจคุย เพื่อค้นหาความเป็น "ป๊อด โมเดิร์นด็อก
เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งใหญ่ที่สุดของวง “โมเดิร์นด็อก” ในวาระครบรอบ 22 ปี ของไอคอนยุค 90
โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งใหญ่ที่สุดของวง “โมเดิร์นด็อก” ในวาระครบรอบ 22 ปี ของไอคอนยุค 90 ผู้จุดประกายดนตรีทางเลือกหรืออัลเทอร์เนทีฟร็อกให้ได้รับความนิยมอย่างสูง และด้วยความพิถีพิถันในการผลิตผลงานและพัฒนาการที่เห็นได้ชัดทั้ง 6 อัลบั้ม ส่งผลให้โมเดิร์นด็อกโด่งดังถึงขีดสุดจากวงดนตรีขวัญใจนักศึกษาสู่มหาชนชาวไทยในเวลาไม่นาน
หนึ่งในสมาชิกผู้เป็นแบรนด์ของวงอย่าง ป๊อด-ธนชัย อุชชิน ได้ทำหน้าที่เป็นนักร้องนำร้องเพลงที่เขาแต่งเองทั้งหมด (ยกเว้นเพลงเดียวคือเพลง ก่อน) ซึ่งระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะรักษาตัวตน ชื่อเสียง และบทเพลงให้ยังมีชีวิตอยู่ข้ามกาลเวลา ทว่านี่คือคำตอบของคำถามทั้งหมดที่ทุกคนอยากรู้
อะไรที่ทำให้คุณอยู่ในวงการดนตรีมา 22 ปี
เพราะแพสชั่น (Passion) ที่เรามีกับงาน งานดนตรีเป็นสิ่งที่เราเลือกอยู่แล้ว เรามีแพสชั่นกับดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเราได้ทำมันเป็นอาชีพ เพราะฉะนั้นเราเลยเอนจอยทุกครั้งที่เข้าห้องอัด ทุกครั้งที่เราแต่งเพลงใหม่ๆ จนถึงการเล่นคอนเสิร์ตที่เรายังได้รับความสนุกอยู่ มันก็เลยทำให้เรายังอยู่กับมันต่อไปได้เรื่อยๆ
มีแพสชั่นตั้งแต่เด็กๆ แปลว่ารู้ตัวเองเร็ว
ผมจำได้ว่าตอนอยู่ ป.3 ผมไปห้องสมุดที่โรงเรียนแล้วได้ยินเสียงจากห้องข้างๆ เป็นเสียงเตร๊งๆๆๆ (เสียงดนตรี) ผมไปเกาะกระจกดูรุ่นพี่เขาซ้อมดนตรีกัน แล้วเกิดอะไรขึ้นไม่รู้ อยู่ๆ ผมก็เข้าไปอยู่ในนั้นแล้ว แล้วครูก็จับเล่นฆ้องวงเล็กตั้งแต่ ป.3 ผมจึงได้สังเกตตัวเองว่า ผมชอบเสียงเพลง ในขณะเดียวกันเราก็ชอบเรื่องของศิลปะด้วย
คิดว่ามันคือพรสวรรค์หรือพรแสวง
ผมไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นพรสวรรค์ เพราะมนุษย์ทุกคนจะมีความถนัดบางอย่างเฉพาะตัว บางคนมีความคล่องตัวในการใช้ร่างกายก็สามารถเล่นกีฬาได้ดี หรือบางคนมีเซนส์เรื่องการทำอาหารก็จะทำอาหารได้อร่อย แต่อย่างไรก็ตามพรแสวงนั้นสำคัญมาก เพราะมันทำให้เราพัฒนาขึ้นไปได้จริงๆ ดังนั้น เราควรจะหาให้เจอว่าเรามีของในเรื่องอะไร และมุ่งมั่นในเรื่องนั้น มันก็จะยิ่งพาสิ่งนั้นไปให้ไกลที่สุดได้
ยังไม่หมดความสนุกกับอาชีพนี้เลยใช่ไหม
มันอาจจะมีช่วงเวลาที่รู้สึกอิ่มตัว เวลาที่รู้สึกว่ามันซ้ำ มันวนเวียนก็มี ไม่ใช่ว่าทุกวันจะเป็นวันที่สดใหม่ตลอดเวลา แต่การเรียนรู้ที่จะอยู่กับความซ้ำให้ได้ หรือการหลุดออกมาจากวงจรของความน่าเบื่อให้ได้ ผมว่ามันเป็นศิลปะอีกอย่างหนึ่ง ผมเชื่อว่าคนที่ทำงานทุกอาชีพก็คงจะเป็นเหมือนกัน
แล้วคุณใช้วิธีไหนให้หลุดออกจากกรอบเหล่านั้น
ผมเลือกการบาลานซ์ สำหรับส่วนตัวผม แรกเริ่มผมเรียนมาทางศิลปะ แต่ผมมีแพสชั่นในดนตรี ความชอบศิลปะของผมมันจึงอยู่ในส่วนลึก เวลาช่วงเช้าที่เขียนเพลงไม่ออก แต่ผมไม่อยากที่จะทิ้งวันนั้นไปเปล่าๆ ผมก็จะกลับมาทำงานศิลปะ ผมเริ่มไปซื้อแคนวาส (ผ้าใบ) ผมเริ่มไปขนสี และก็เริ่มเพนต์ มันทำให้ผมอยู่กับตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ได้คุยกับตัวเอง และได้ทำความรู้จักตัวเองอีกหน
หรือแม้กระทั่งการเดินทางก็ช่วยผมไว้มาก ผมจำได้ว่าในปี 2543 ก่อนที่ผมจะทำอัลบั้มชุดที่ 3 ผมไม่รู้ว่าผมจะแต่งเพลงอะไรต่อ เลยตัดสินใจไปนิวยอร์ก ตอนแรกตั้งใจจะไป 1 เดือน ได้ไปทำงานเป็นผู้ช่วยศิลปินในสตูดิโอ มีหน้าที่ระบายสีตามสั่ง ซึ่งมันทำให้ผมหลุดออกจากวิถีวงจรเดิมๆ ทำให้ได้ไปเปิดโลกใหม่ ซึ่งการไปอยู่ในที่ในเมืองที่หลุดออกจากวงโคจรเดิม มันทำให้ผมเกิดการเรียนรู้ ทำให้รู้สึกตื่นเต้น
ผมจำได้ว่า ผมไปยืนดูคอนเสิร์ตของวงสแมชชิง พัมป์กินส์ (Smashing Pumpkins) ตั้งใจดูนักร้องคนนั้นมากๆ และก็คิดว่า นั่นคือที่ที่เรายืน ความรู้สึกตอนนั้นคล้ายๆ กับว่าไฟมันมา หลังจากนั้นผมซื้อกีตาร์เก่ามาตัวหนึ่งและผมก็แต่งเพลงได้เลยในวันนั้น เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้ม 3 ชื่อว่าเพลง เบดรูม และตามมาด้วยเพลง สิ่งที่ไม่เคยบอก
ในวัย 46 ปี คิดว่ามีคำว่าแก่เกินไปในวงการดนตรีไหม
ในมุมมองผม คือ ไม่มี เพราะผมมองในมุมสากล โดยเฉพาะต่างประเทศเราจะเห็นว่าศิลปินที่อยู่มานานก็ยังมีผลงานอย่างต่อเนื่อง เช่น เดวิด โบวี ออกอัลบั้มสุดท้ายก่อนตาย 2 วันตอนอายุ 69 และงานของเขายังโมเดิร์นมาก หรือลีโอนาร์ด โคเฮน ที่อายุ 80 กว่า ก็ยังออกผลงานสุดท้ายก่อนเสียชีวิต
ผมคิดว่าในฐานะของคนฟังหรือแม้กระทั่งคนทำก็ตาม เราอยากได้ยินทัศนะของคนที่มีอายุที่เปลี่ยนไป เราอาจจะออกเพลงตอนอายุ 23 ซึ่งมันเป็นมุมมองของคน 23 แต่เราอยากจะรู้จังเลยว่าตอนที่เขาอายุ 33 เขาคิดอะไรอยู่ เขารู้สึกยังไง ซึ่งผมว่ามันน่าสนใจมาก
ไม่ใช่อายุเท่านั้นที่เปลี่ยน คนทำเพลงก็ต้องปรับตัวด้วยหรือเปล่า
เราปรับเพื่ออยู่และอยู่รอด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องชอบงานเราก่อน อย่างน้อยเราจะรู้ว่าเราอิ่มใจในผลงานตัวเอง และเราพร้อมที่จะให้คนฟัง แต่เรื่องการที่จะอยู่ให้รอด ผมว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จ จนถึงวันนี้ผมเองก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกันว่าต้องทำยังไง
นอกจากนี้ ผมว่าจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าอาชีพไหนจิตตกเราก็ตกตามจิต เพราะทุกคนเจอความทุกข์ในชีวิต ถ้าฟื้นฟูจิตไม่ได้หรือบริหารจิตไม่ได้ มันก็จะทำให้ทุกอย่างตกลงไป เพราะฉะนั้นงานที่สำคัญของเรา อาจจะเป็นการทำงานที่จิตก็ได้
คุณ โป้ง และเมธี เป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้ว
เราสามคนเริ่มล่มหัวจมท้ายมาด้วยกันตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งสำหรับผม วงดนตรีเป็นเหมือนคู่ชีวิต เพราะมันเป็นทั้งเรื่องของเป้าหมายที่ต้องตรงกัน ยังฝันเดียวกันอยู่หรือเปล่า เป็นเรื่องของการประนีประนอม การหาจุดที่พอดีซึ่งกันและกัน การฟังความเห็นที่แตกต่าง และที่สำคัญคือการกลับมาที่จิต เพราะคุณจะใช้แต่อารมณ์ไม่ได้ อาจจะมีบ้างที่พลั้ง มีเหวี่ยง มีหงุดหงิด แต่ทุกอย่างจะกลับมาที่จิตอีกว่า เราจะจัดการกับความสัมพันธ์และงานให้มันไปด้วยกันได้ยังไง เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนมาก
นอกจากเป็นเบื้องหน้า คุณยังเคยเป็นเบื้องหลังให้ใครไหม
ผมเคยโปรดิวซ์วงดนตรีวงหนึ่งชื่อ ซาไลวา บาสตาร์ดส์ (Saliva Bastards) แปลเป็นไทยคือ ปีศาจน้ำลาย เป็นวงที่ผมภูมิใจชิ้นหนึ่งและเป็นงานโปรดิวซ์ชิ้นเดียวที่เคยทำ
6 อัลบั้มใน 22 ปี เป็นตัวเลขที่น่าพอใจหรือเปล่า
ผมว่ากำลังพอดี ทุกคนอาจจะบอกว่าน้อย แต่ผมเขียนเองทุกเพลง ยกเว้นเพลงที่ดังที่สุดคือ เพลง ก่อน เพราะฉะนั้นแต่ละเพลง แต่ละชุด ผมเอาชีวิต เอาแต่ละขั้นของชีวิต เอาแต่ละความเข้าใจในแต่ละช่วงมาสร้างเป็นอัลบั้ม ผมเขียนทำนองและคำร้องเหล่านั้นให้ตัวเองร้อง ดังนั้น ผมจะเริ่มเขียนเมื่อเริ่มรู้สึกและเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
แต่ละอัลบั้มเหมือนเป็นบันทึกชีวิตของคุณ แล้วในอีก 10 ปีข้างหน้ามองว่าโมเดิร์นด็อกจะเป็นอย่างไร
ตอนนี้เราไม่ได้เล่นคอนเสิร์ตเหมือนตอนเด็กๆ ที่ขึ้นเหนือลงใต้กระหน่ำขนาดนั้น เราสามคนเริ่มมาจัดวางงานที่เป็นส่วนรวมและสิ่งที่เป็นส่วนตัว ซึ่งเราจะเคารพเรื่องเหล่านี้มาก อย่างโป้งเขาทำรายการจักรยาน เมธีเป็นเพนเตอร์ ส่วนผมก็เป็นเพนเตอร์ด้วย เป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วย สำคัญที่สุดเราต้องขอบคุณที่ทุกคนคอยคิดถึงและติดตามโมเดิร์นด็อกมา และไม่ต้องห่วงว่าพวกเราจะหายไปไหน เราสามคนก็ยังคงวนเวียนอยู่แถวนี้แหละไม่ว่าจะอีก 10 ปีก็ตาม







