posttoday
ศูนย์รวมบริหารหนี้ เรื่องเก่ามาเล่าใหม่

ศูนย์รวมบริหารหนี้ เรื่องเก่ามาเล่าใหม่

20 เมษายน 2560

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ในปี 2559 ไทยมีหนี้ครัวเรือน อยู่ที่ 11.47 ล้านล้านบาท คิดเป็น 79.9% ของจีดีพี โดยมีหนี้สินเฉลี่ย 1.56 แสนบาท/ครัวเรือนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้น จึงมีแนวความคิดจะร่วมกับสถาบันการเงินจัดตั้งศูนย์รวมบริหารหนี้และติดตามทวงถามหนี้ภาคครัวเรือนรายย่อย ประเภทสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ทั้งสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต โดยได้มอบหมายให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (บสส.) เข้ามาบริหารจัดการหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย โดย บสส.จะได้ค่าธรรมเนียมการติดตามทวงหนี้จากสถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินก็จะไปเรียกเก็บกับลูกหนี้อยู่แล้วประเด็นปัญหาหนี้ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือ ลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายราย โดยเฉพาะบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลส่วนใหญ่จะมีบัตรเครดิตหลายใบ หรือมีบัญชีเงินกู้อยู่กับหลายๆ ธนาคาร และเมื่อเกิดปัญหาผ่อนไม่ไหว สถาบันการเงินแต่ละแห่งก็จะว่าจ้างบริษัทติดตามทวงหนี้โดยต่างคนต่างทวง และบริษัทติดตามทวงหนี้ก็จะต้องทำทุกทางเพื่อที่จะตามหนี้คืนให้ได้ เพราะนั้นหมายถึงรายได้ของบริษัททวงหนี้ ส่วนลูกหนี้ไม่สามารถหาเงินมาผ่อนชำระเจ้าหนี้ได้ ในที่สุดก็จะเบี

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

ในปี 2559 ไทยมีหนี้ครัวเรือน อยู่ที่ 11.47 ล้านล้านบาท คิดเป็น 79.9% ของจีดีพี โดยมีหนี้สินเฉลี่ย 1.56 แสนบาท/ครัวเรือน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้น จึงมีแนวความคิดจะร่วมกับสถาบันการเงินจัดตั้งศูนย์รวมบริหารหนี้และติดตามทวงถามหนี้ภาคครัวเรือนรายย่อย ประเภทสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ทั้งสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต โดยได้มอบหมายให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (บสส.) เข้ามาบริหารจัดการหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย โดย บสส.จะได้ค่าธรรมเนียมการติดตามทวงหนี้จากสถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินก็จะไปเรียกเก็บกับลูกหนี้อยู่แล้ว

ประเด็นปัญหาหนี้ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือ ลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายราย โดยเฉพาะบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลส่วนใหญ่จะมีบัตรเครดิตหลายใบ หรือมีบัญชีเงินกู้อยู่กับหลายๆ ธนาคาร และเมื่อเกิดปัญหาผ่อนไม่ไหว สถาบันการเงินแต่ละแห่งก็จะว่าจ้างบริษัทติดตามทวงหนี้โดยต่างคนต่างทวง และบริษัทติดตามทวงหนี้ก็จะต้องทำทุกทางเพื่อที่จะตามหนี้คืนให้ได้ เพราะนั้นหมายถึงรายได้ของบริษัททวงหนี้

ส่วนลูกหนี้ไม่สามารถหาเงินมาผ่อนชำระเจ้าหนี้ได้ ในที่สุดก็จะเบี้ยวหนี้ทั้งหมด และต้องรอรับชะตากรรมที่จะถูกเจ้าหนี้รุมฟ้องดำเนินคดี หรือลูกหนี้บางคนจะใช้วิธีเวียนเทียนหมุนเงิน ด้วยการกดบัตรนั้นมาใช้โปะหนี้บัตรนี้ และแล้วในที่สุดจะกลายเป็น “กับดักหนี้” ขว้างไม่พ้นคอ หนีไม่พ้น

ดังนั้น ธปท.จึงมีแนวคิดให้นำข้อมูลของลูกหนี้รายย่อยมาแชร์แบ่งปัน เพื่อแก้ไขทั้งระบบไปพร้อมๆ กันทีเดียว โดยมีหน่วยงานกลาง คือ บสส.ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเข้ามาทำหน้าที่ช่วยบริหารหนี้ และปรับปรุงโครงสร้างให้โดยหลักการเบื้องต้นจะไม่ใช่การโอนหรือขายลูกหนี้มายัง บสส. โดยกรรมสิทธิ์เรียกร้องของลูกหนี้ยังเป็นของธนาคารเจ้าหนี้เหมือนเดิม เพียงแต่ บสส.จะเข้าไปช่วยรับบริหารติดตามแก้ไขให้ และได้รับเพียงค่าธรรมเนียมเท่านั้น

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่เข้าร่วมจะใช้วิธีสมัครใจไม่ได้มีการบังคับแต่อย่างใด อาจจะสมัครทางออนไลน์และ บสส.เป็นตัวกลางเชิญเจ้าหนี้มาเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้

อย่างไรก็ตาม แนวความคิดการจัดตั้งศูนยรวมบริหารหนี้รายย่อยแบบเบ็ดเสร็จนี้ไม่ใชเรื่องใหม่ ซึ่งเกือบทุกรัฐบาลพยายามที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นโครงการแก้ไขหนี้ภาคประชาชน โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ การจัดตั้งศูนย์แก้ไขหนี้แบบเบ็ดเสร็จ (วันสต็อปเซอร์วิส) ซึ่งได้ทดลองมาทุกรูปแบบแล้ว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ตัวอย่างการใช้ธนาคารของรัฐเป็นเครื่องมือการรับรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต โดยรวมหนี้ไว้ที่เดียวกันและปล่อยเงินกู้ให้กับลูกหนี้เพื่อไปชำระหนี้คืนกับเจ้าหนี้รายอื่น ซึ่งหลักการดีมากที่จะรวมหนี้บัตรเครคิต สินเชื่อส่วนบุคคลที่คิดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 20-28% มาใช้บริหารรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตของธนาคารรัฐคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 15% หรือลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง

รวมถึงมีการขยายระยะเวลาการผ่อนชำระให้ยาวขึ้น เพื่อให้มีภาระการผ่อนต่องวดลดลงก็ตาม แต่ก็ไปไม่รอด ซึ่งธนาคารของรัฐที่ดำเนินการต่างก็ยอมรับว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และยังเป็นหอกทิ่มตำให้ยอดหนี้เอ็นพีแอลกลุ่มลูกหนี้ที่รีไฟแนนซ์ไปแล้วกลายกับเป็นเอ็นพีแอลซ้ำรอยวงเวียนอีก

ย้อนกลับไปตั้งคำถามว่าเมื่อรวมหนี้แล้ว วิเคราะห์ความสามารถลูกหนี้ มีรายได้ หรือความสามารถผ่อนชำระหนี้ ไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ทั้งหมดจะทำอย่างไร และจะมีสถาบันการเงินรายใดที่จะรับเป็นเจ้าภาพที่จะมาปล่อยเงินกู้ให้ลูกหนี้เพื่อนำไปชำระหนี้ต่างๆ ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนปัญหาจะซ้ำรอยเดิม

อีกคำถามหนึ่งว่าสถาบันการเงินยอมที่จะลดหนี้ หรือตัดยอดหนี้ (แฮร์คัต) เพื่อที่ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้หรือไม่นั้น มีคำตอบได้เลยว่าสถาบันการเงินคงจะไม่ยอมที่จะเชือดเนื้อตัวเอง อย่างมากก็ยอมแค่การลดดอกเบี้ย ซึ่งในที่สุดหากเจรจาตกลงกันไม่ได้ ก็เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ปัญหาหนี้นั้น ทั้งๆ ที่ปัจจุบันมีระบบตรวจสอบประวัติสินเชื่อจากเครดิตบูโรที่จะตรวจสอบว่าลูกหนี้มีบัญชีสินเชื่อกี่บัญชี แต่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) ก็ยังแห่
ที่จะประเคนบัตรเครดิต หรือนำเสนอให้กู้ ดังนั้นสถาบันการเงินก็ต้องแบกรับความเสี่ยงด้วย

ในขณะเดียวกันปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นลูกหนี้ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบหนี้ที่ตัวเองก่อขึ้นมา เมื่อเป็นหนี้แล้วจะมาร้องโวยวายให้รัฐบาลช่วยปลดหนี้ หรือหาแหล่งเงินดอกเบี้ยถูกๆ เพื่อให้ไปปลดหนี้นั้นก็ไม่ถูกต้อง สิ่งสำคัญที่สุดตัวเองก็จะต้องไม่ใช้จ่ายเกินตัว และไม่พ้นเป็นหนี้ก็ต้องชำระหนี้

โจทย์การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ก็คล้ายๆ กับการแก้ไขหนี้นอกระบบของรัฐบาล ที่มีการสนับสนุนให้มีคู่แข่งหนี้นอกระบบ คือ การจัดตั้งนาโนไฟแนนซ์ และพิโกไฟแนนซ์ ปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ย 36% เพื่อดึงลูกหนี้นอกระบบที่ถูกโขกสับคิดอัตราดอกเบี้ยเดือนละ 5-10% หรือปีละ 60-120% ต่อปี

แต่ตอนนี้เริ่มเป็นปัญหาย้อนศร ลูกหนี้สถาบันการเงินหมุนเงินไม่ทันจากเดิมที่เคยใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลกดบัตรเงินสด หรือบัตรเครดิตอัตราดอกเบี้ย 20-28% ก็เริ่มที่จะหันไปหาเงินกู้นาโนไฟแนนซ์อัตราดอกเบี้ย 36% เพื่อนำมาชำระหนี้บัตรเครดิตอีก

ปัญหาหนี้สินวนเวียน เมื่อไรที่จะตัดวงจรอุบาทว์หนี้สินนี้ออกไป ก็ต้องย้อนถามตั้งแต่ต้นตอคือลูกหนี้เอง อย่าเป็นหนี้เกินตัว และ “เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้” รวมทั้งต้องปลูกฝังจิตสำนึกวินัยทางการเงินด้วย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน