posttoday
แด่... นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

แด่... นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

08 กุมภาพันธ์ 2560

20 ปีที่ผ่านมามี “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ที่ถูกสังหารและบังคับสูญหาย (การอุ้มหาย) ในประเทศไทยจำนวนกว่า 59 คน

โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ  ลุค ดักเกิลบี, กิจจา อภิชนรจเรข

20 ปีที่ผ่านมามี “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ที่ถูกสังหารและบังคับสูญหาย (การอุ้มหาย) ในประเทศไทยจำนวนกว่า 59 คน และเมื่อรวบรวมข้อมูลย้อนหลังไปอีก 35 ปี ยิ่งพบตัวเลขที่น่าตกใจว่าประเทศไทยมีการบังคับสูญหายอีกกว่า 90 กรณี โดยกว่า 81 กรณียังไม่ได้รับการแก้ไข ยกตัวอย่างกรณีของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2557 และกรณีของ นายเด่น คำแหล้ ประธานโฉนดชุมชนโคกยาว นักต่อสู้เพื่อโฉนดชุมชนที่ดินทำกินซึ่งหายตัวไปหลังเดินทางเข้าป่าเพื่อหาเก็บหน่อไม้ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2559 เป็นต้น

ทว่าผู้ที่ถูกสังหารและบังคับสูญหายไม่เคยหายสาบสูญไปจากใจนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ อันเป็นแรงบันดาลใจทำให้เกิดนิทรรศการภาพถ่าย “แด่นักสู้ผู้จากไป” (For Those Who Died Trying) เพื่ออุทิศให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวน 37 คน โดยทุกภาพถูกบันทึกไว้โดย ลุค ดักเกิลบี (Luke Duggleby) ช่างภาพชาวอังกฤษที่ได้เดินทางไปยังสถานที่จริงที่นักต่อสู้ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายได้จากไป

แด่... นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

นิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 ม.ค.-5 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (PROTECTION International) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สถานทูตแคนาดา โครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) และภาคีเครือข่าย

ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพในการเป็นเจ้าของในที่ดินทำกินของตนเอง ในการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง การจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมในชุมชนของตน หรือต่อสู้เพื่อต่อต้านการทุจริตในโครงการของรัฐเองถูกข่มขู่ คุกคาม บังคับให้สูญหายและตายไปเป็นจำนวนมาก

แด่... นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

“จากการเก็บข้อมูลขององค์กรเรา พบว่า ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเรียกร้องการเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพในกระบวนการขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนและสิทธิทางเศรษฐกิจ ถูกบังคับให้สูญหายและตายไปกว่า 59 ชีวิต โดยข้อมูลที่น่าสนใจจากการเก็บสถิติยังพบว่า ภาคอีสานและภาคใต้มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายมากที่สุดเท่าที่เราทราบตอนนี้”

เธอยังจุดประเด็นกระบวนการยุติธรรมที่ “ล้มเหลว” ว่า ปัจจุบันชื่อของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายเริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา รวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องมาดูแลและปกป้องนักสิทธิมนุษยชนก็ยังรางเลือนและไม่มีความชัดเจนด้วย

แด่... นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

 

“นักต่อสู้ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายนั้นมีจำนวนที่มากแต่มีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่มีการสอบสวนและคดีขึ้นสู่ชั้นศาล ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐและกระบวนการยุติธรรมในบ้านเรานั้นล้มเหลว” ปรานมกล่าวต่อ

“เพราะมีหลายคดีที่ผู้กระทำความผิดยังลอยนวลจนทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด (aculture of impunity) หรือการที่ผู้กระทำผิดละเมิดสิทธิของผู้อื่นแล้วไม่ต้องรับผิด (accountability) ซึ่งปัญหานี้ที่ฝังรากลึกอยู่กับสังคมและการเมืองไทยมายาวนาน และหากวัฒนธรรมนี้ยังคงอยู่ก็จะสร้างสภาวะที่อันตรายอย่างถาวรต่อการปกป้องสิทธิมนุษยชนด้วย ที่สำคัญมันจะส่งผลที่ร้ายแรงต่อสังคมโดยรวม เพราะผู้มีอำนาจเชื่อว่าเครือข่ายอำนาจอุปถัมภ์จะสามารถทำให้พวกเขาลอยนวลพ้นผิดได้อย่างง่ายดาย การตัดสินใจใช้ความรุนแรงจึงไม่ใช่เรื่องต้องคิดมาก วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดจึงเป็นภาวะอัปลักษณ์ของสังคมไทยที่เราต้องช่วยกันแก้ เริ่มจากการปกป้องคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ แก้ไขความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและความยุติธรรม”

แด่... นักปกป้องสิทธิมนุษยชน อังคณา นีละไพจิตร

 

นอกจากนี้ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ภรรยาของ สมชาย นีละไพจิตร) เผยว่า การอุ้มหายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแม้ในหลายปีที่ผ่านมามีจำนวนน้อยลง แต่ในทางตรงกันข้าม การฟ้องร้องเรื่องคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลับมีมากขึ้น

“การฟ้องร้องคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีจำนวนมากขึ้นนั้นส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ เช่น เรื่องที่ทำกิน สิ่งแวดล้อม หนำซ้ำยังพบว่ามีการถูกคุกคามทางเพศร่วมด้วย โดยเฉพาะการข่มขู่ว่าระวังจะโดนข่มขืน ถือเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทำให้นักต่อสู้หญิงเกิดความหวาดกลัว บางคนถึงขั้นไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ แล้วการฟ้องร้องยังลุกลามไปถึงกลุ่มเยาวชนที่จะหยุดหรือห้ามในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเมื่อมีการฟ้องร้องแล้วส่วนใหญ่มักเป็นผู้แพ้คดี”

แด่... นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

 

กรณีของ สมชาย นีละไพจิตร นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของการถูกบังคับให้สูญหาย ที่ท้ายสุดแล้วไม่สามารถนำตัวคนกระทำผิดมารับโทษได้ เธอกล่าวต่อว่า ในครั้งแรกเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเหมือนจะมีความจริงจัง คดีถึงชั้นศาล แต่สุดท้ายหลักฐานไม่เพียงพอ โดยให้เหตุผลว่า ไม่พบศพจึงไม่สามารถทำอะไรได้ รวมถึงกรณีของ เจริญ วัดอักษร ผู้คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประจวบคีรีขันธ์ ที่พบว่ามีการตัดตอนพยาน มือปืนเสียชีวิตทำให้ขาดพยานหลักฐาน สุดท้ายก็ไม่สามารถนำตัวคนกระทำผิดมาลงโทษได้เช่นกัน

“สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายบ้านเรามีช่องโหว่ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเมื่อเทียบเท่ากับความเป็นสากล ที่อย่างน้อยญาติผู้ตายต้องได้รับรู้ความจริง ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. ... ที่นำเข้าสู่สภาเพื่อมาปกป้องในเรื่องนี้ ในส่วนของเนื้อหาก็ยังไม่สอดคล้องกับหลักสากล โดยเฉพาะตัวคณะกรรมการพิจารณาการออกกฎหมายส่วนใหญ่มักเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีความหลากหลาย แทนที่จะนำผู้สูญเสียหรือผู้มีประสบการณ์ตรงเข้าไปร่วมพิจารณาด้วย จึงจะทำให้กฎหมายทำการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้มากขึ้น”

แด่... นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

 

เธอยังกล่าวถึงเรื่องการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์ความสูญเสียด้วยว่า “การเยียวยาของเรายังไม่เป็นสากล มีแค่เพียงการเยียวยาผ่านตัวเงิน และการให้ความช่วยเหลือด้านทนายความเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริงญาติผู้สูญเสียต้องได้รับความจริงด้วย โดยเฉพาะผู้ก่อเหตุเป็นใคร และผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำขึ้น เรื่องการอุ้มหายเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก แต่ที่ผ่านมากลับไม่ใช่ ส่วนใหญ่เมื่อคดีเกิด มักลงท้ายด้วยหาผู้กระทำผิดไม่ได้”

หรือกรณีของ ผู้ใหญ่ประจบ เนาวโอภาส แกนนำชาวบ้านที่ถูกลอบสังหารจากการออกมาต่อต้านการลักลอบทิ้งกากสารเคมีอุตสาหกรรมและขยะมีพิษในเขตพื้นที่ ต.หนองแหน จ.ฉะเชิงเทรา ที่ศาลได้ยกฟ้องผู้ถูกกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่า การพูดคุยทางโทรศัพท์เกี่ยวกับการจ้างวานไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ “ถามว่าใครเป็นผู้กระทำผิด ตรงนี้เรารู้อยู่ในใจตั้งแต่วินาทีแรกที่สามีถูกลอบสังหารแล้ว” ณัฎฐกานต์ เนาวโอภาส ภรรยาของผู้ใหญ่ประจบ ได้ร่วมสะท้อนถึงความจริงที่เกิดขึ้น

แด่... นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ลุค ดักเกิลบี

“ตั้งแต่สามีเสียชีวิตทำให้การใช้ชีวิตในปัจจุบันมีความยากลำบากเป็นอย่างมาก จากเดิมที่มีเสาหลักของครอบครัว ตอนนี้ดิฉันต้องรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวเพียงคนเดียว ทุกวันนี้ต้องทยอยขายรถเพื่อจ่ายค่าเทอมลูก ขณะที่การเยียวยาได้เงินหนึ่งแสนบาทจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ดิฉันไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องได้เท่านั้นเท่านี้ แต่น้อยใจตรงที่สังคมไม่มองถึงความสำคัญเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อให้ได้มาถึงสิทธิ ทั้งที่ตัวสามีต่อสู้เพื่อทุกคน แต่สังคมกลับมองข้าม”

ประเทศไทยยังขาดกรอบกฎหมายเพื่อการรับผิดในคดีการบังคับให้สูญหาย เพราะข้อจำกัดทางกฎหมายของไทยยังไม่ได้กำหนดให้การบังคับสูญหายเป็นความผิดทางอาญา รวมถึงกระบวนการสืบสวนสอบสวนค้นหาความจริงยังขาดความเป็นอิสระหรืออาจไม่ใส่ใจที่จะสืบสวนสอบสวนโดยทันที ตัวแทนจากองค์กร PROTECTION International จึงเสนอว่า รัฐบาลควรกําหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญาและกําหนดกลไกสืบสวนสอบสวนที่เหมาะสม มีการประกันสิทธิอย่างเต็มที่ของผู้เสียหายและญาติ ควรมีการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เกี่ยวกับการคุ้มครองพยาน การควบคุมตัว ข้อกําหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและการทําลายพยานหลักฐาน ควรมีการปรับปรุงขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนและการฟ้องคดี ขั้นตอนการแจ้งความ การสืบสวน สอบสวนในเบื้องต้นและการส่งต่อคดีอย่างรวดเร็วให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงควรกําหนดให้มีการคุ้มครองพยานและการเคารพสิทธิของญาติด้วย

นิทรรศการแสดงภาพถ่าย “แด่นักสู้ผู้จากไป” จะจัดแสดงอีกครั้งทั่วประเทศไทย โดยในวันที่ 4-12 ก.พ. จะจัดแสดงที่เชียงใหม่ วันที่ 7-12 ก.พ. จัดที่สงขลา และวันที่ 21-17 ก.พ. จัดเป็นครั้งสุดท้ายที่มหาสารคาม

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน