
‘ฟอร์ดมัสแตง’ ร้อนแรงสไตล์ เกริกฤทธิ์
รถสปอร์ตถือเป็นความฝันของเด็กผู้ชายแทบทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ “ก้อง” เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์
โดย...ชมณัฐ รัตตะสุข
รถสปอร์ตถือเป็นความฝันของเด็กผู้ชายแทบทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ “ก้อง” เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ แนวรุกทีมชาติไทยที่เลือกนำเงินที่หาได้จากน้ำพักน้ำแรงตัวเองมาปันใจให้กับ “ฟอร์ด มัสแตง” ซูเปอร์คาร์สุดหรูที่มีสไตล์ร้อนแรงเฉกเช่นฝีเท้าในสนาม
ฟอร์ด มัสแตง 2016 อีโคบูสต์ 2.3 สนนราคา 4.2 ล้านบาท คือรถคู่ใจคันล่าสุดของเกริกฤทธิ์ ที่ตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ แม้จะมี ฮอนด้า ซิตี้ และเรนจ์โรเวอร์อยู่ในครอบครองแล้วก็ตาม
“ผมไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแล้วเห็นรถคันนี้นำมาจัดแสดง รู้สึกชอบมากตั้งแต่ได้เห็น เพราะผมชอบตั้งแต่รุ่นเก่าอยู่แล้ว ด้วยความที่เป็นรถสปอร์ตดีไซน์สวย และยังมีสัญลักษณ์เป็นม้าซึ่งตรงกับปีเกิดผมคือ ปีมะเมีย แต่ก็ยังไม่ได้ซื้อทันที ใช้เวลาตัดสินใจอยู่ 1 สัปดาห์ พร้อมคำนวณดูแล้วว่าถ้าขายเรนจ์โรเวอร์ ซึ่งผมซื้อมามือ 2 เมื่อปีที่แล้วก็จะได้ราคาดาวน์รถใหม่พอดี จึงตัดสินใจทันที ยอมกัดฟันเอาป้ายแดงดีกว่า” เจ้าก้องย้อนความ
ปีกซ้ายจากชลบุรี เอฟซี เผยต่อว่าหลงใหลในความคลาสสิกของเจ้า “มัสแตง” คันนี้มากกว่าแบรนด์ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ที่นักบอลทีมชาติไทยหลายรายเลือกใช้บริการ
“ผมว่าเด็กผู้ชายทุกคนชอบรถสปอร์ตอยู่แล้ว เพราะขับแล้วดูเท่มีสไตล์ ส่วนมากนักฟุตบอลจะขับเบนซ์กันเยอะ ผมเลยมองว่าถ้าซื้อมามันก็ซ้ำกัน แต่คันนี้มันเป็นรถอเมริกันกึ่งซูเปอร์คาร์ ทรงใหญ่ ท้ายใหญ่ ภายในทำผสมผสานระหว่างออโต้เมติกกับแมนวล มีความคลาสสิกผสมอยู่ เช่น ที่เปิดปิดช่องแอร์ หรือเบาะนั่งที่เลือกปรับได้ทั้งระบบไฟฟ้า หรือใช้มือเลื่อนเอง”
แม้รถคันเก่งจะมีพละกำลังถึง 317 แรงม้า และสลับโหมดเพื่อเร่งความเร็วได้เต็มพิกัด แต่ “เจ้าก้อง” ยอมรับว่า ไม่เคยลองเพราะกลัวเป็นอันตราย
“ขับแล้วโอเคดีมาก นิ่มแต่หนัก ช่วงล่างสมรรถนะดีมาก เกาะถนนเวลาขับเร็ว เหมือนเป็นการช่วยเซฟเรา ขณะที่พวงมาลัยก็ตามสไตล์รถซูเปอร์คาร์จะมีความหนักเล็กน้อยในการควบคุมรถให้อยู่ รวมถึงมีโหมดที่จะปรับให้เหมือนกับอยู่ในสนามแข่งเลยก็ได้ รถคันนี้แรงต้นดี ปรับพวงมาลัยให้เบา-หนักได้ แต่ผมไม่เอา กลัวจะเป็นอันตราย ปกติผมไม่ใช่คนขับรถเร็วมากอยู่แล้ว เพราะเรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเป็นนักกีฬา ถ้าเกิดมีอะไรขึ้นมามันไม่คุ้มกับงานที่เราทำ”
แข้งวัย 26 ปี เผยต่อว่ายังไม่คิดที่จะรีบตกแต่งรถคันงามเพิ่มเติม เพราะกลัวว่าหากเปลี่ยนแปลงเยอะจะทำให้คลาสสิกลดลง โดยที่ผ่านมาเปลี่ยนแค่เพียงท่อกับสปอยเลอร์ด้านหลังเท่านั้น ซึ่งมีรุ่นพี่ที่สนิทและเซลส์ที่ขายรถคอยให้คำปรึกษา อีกทั้งยังไม่คิดที่จะเข้าร่วมกลุ่มซิ่งที่ไหน แม้จะมีกลุ่มคนรักรถซูเปอร์คาร์ใน จ.ชลบุรี ทาบทามไปร่วมแก๊งเนื่องจากไม่มีเวลา
ขณะที่การดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่เช็ดล้างนานๆ ครั้ง โดยสตาร์ทีมชาติไทยมักเลือกที่จะนำรถไปทิ้งไว้ที่ร้าน “คารินา” คาร์แคร์ครบวงจรที่ตัวเองเป็นหุ้นส่วนเปิดร่วมกับเพื่อนพ้องฉลามชล
“ผมซื้อรถคันนี้มา 4 เดือน แต่ไม่ค่อยได้ขับไปไหน เพราะปกติผมชอบอยู่บ้าน ตื่นมาออกไปกินข้าว กินกาแฟ แล้วก็กลับมาบ้านรอซ้อมบอลตอนเย็น จะมีก็แค่ขับเข้ากรุงเทพฯ หรือขับไปซ้อมบอลบ้างบางครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่พี่ประกิต ดีพร้อม ก็จะขับรถมารับถึงบ้าน ผมยังไม่ค่อยได้ขับไปเจอใครเลย เพื่อนๆ ในทีมบางคนก็ยังไม่รู้ บางทีผมจอดไว้ผมก็ไม่บอกว่าเป็นรถผม”
เกริกฤทธิ์ ยังเผยด้วยว่า แม้จะต้องแบกภาระผ่อนรถคันนี้อีก 2 ปี แต่ก็สุขใจและตัดสินใจไม่ผิดที่ซื้อมาครอบครอง
“ถ้าเราชอบมันจริงๆ และเราพอจะมีกำลังซื้อไหว ก็ซื้อเลย ดีกว่ามาคิดว่าทำไมตอนนั้นไม่เอาแล้วมาเสียดายทีหลัง อีกอย่างคือเราซื้อมาแล้วไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เราซื้อมาด้วยกำลังตัวเอง เหมือนเป็นของขวัญให้กับตัวเองที่เราทำงานหนักกับฟุตบอลมา” เจ้า ก้อง ทิ้งท้าย







