จุดชนวน ม.112
ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงนี้มีความพยายามจากทั้งในประเทศและนอกประเทศเอาประเด็นมาตรา 112 มาเคลื่อนไหวอีก โดยนำเอาการกระทำผิดกฎหมายไปปนเปกับเรื่องสิทธิมนุษยชน เราไม่แน่ใจว่าคนที่เคลื่อนไหวมีเจตนาอย่างไร
มีการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์โดยทำเป็นเรื่องใหญ่โตทำนองว่าสหประชาชาติประกาศให้การดำเนินคดีข้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมายถึงกับมาตรา 112 ว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติบ้าง เป็นอาชญากรรรมต่อต้านสันติภาพบ้าง เป็นอาชญากรรมสงครามบ้าง เรียกร้องให้ศาลอาญาพิเศษสหประชาชาติและศาลทหารพิเศษคล้ายกับศาลนูเรมเบิร์กดำเนินคดีกับรัฐบาล คสช.
เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของ “สหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” ที่อ้างว่าเป็นหน่วยงานหนึ่งของสหประชาชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พอสืบสาวลึกไปก็พบว่าเป็นฝีมือของคณะทำงานเล็กๆ ที่หยิบเอาคดีของ พงษ์ศักดิ์ ศรีบุญเพ็ง มาเล่น พงษ์ศักดิ์ซึ่งถูกศาลทหารตัดสินตามความผิดข้อหามาตรา 112 เมื่อปี 2558 ให้จำคุก 60 ปี เพราะมีความผิด 6 กระทง กระทงละ 10 ปี แต่ศาลเมตตาลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 30 ปี หลังการตัดสินมีนักวิชาการหลายคนออกมาโจมตีคำตัดสินของศาล แต่ศาลก็ได้ชี้แจงรายละเอียดจนกระจ่างชัดไปแล้ว เรื่องเงียบหายไปนาน แต่เวลานี้กลับมีต่างชาติและเอ็นจีโอไทยหยิบเรื่องนี้มาเล่นอีกโดยเรียกร้องให้ปล่อยตัวพงษ์ศักดิ์ทันทีและชดเชยค่าเสียหายให้ด้วย กลุ่มต่อต้านสถาบันที่หลบหนีไปอยู่ในลาวก็ถือโอกาสเรียกร้องให้ปล่อยตัวเพื่อนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ด้วย
ส่วนในประเทศก็มีนักวิชาการบางคนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือที่รู้จักกันในนาม “ไผ่ ดาวดิน” นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่โดนคดีมาตรา 112 และถูกคุมขังอยู่โดยศาลไม่ให้ประกันตัว มีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวจตุภัทร์ โดยอ้างว่าเพื่อให้โอกาสสอบวิชาสุดท้ายก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาตรี แม้กรมราชทัณฑ์พร้อมที่จะจัดให้สอบในสถานที่ที่กำหนด โดยมหาวิทยาลัยจะส่งข้อสอบมาให้ แต่คนที่เคลื่อนไหวอยู่ก็ไม่ยอมโดยอ้างสิทธิมนุษยชนต่างๆ นานา และยื่นเงื่อนไขเรียกร้องให้ทางการปล่อยตัวจตุภัทร์ให้ออกมาสอบข้างนอก
ทำไมคนพวกนี้ถึงฉวยโอกาสออกมาเคลื่อนไหวในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยไม่เกรงใจคนไทยทั่วประเทศยังอยู่ในภาวะเศร้าโศก หรือต้องการจะท้าทายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทย
โดยทั่วไปสหประชาชาติมีกฎอยู่ประการหนึ่ง คือ จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความคิดเห็นของคณะทำงานเล็กๆ ด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่พระมหากษัตริย์ไทยในฐานะประมุขของรัฐ คล้ายกับกฎหมายหมิ่นประมาท คนธรรมดาเมื่อถูกดูหมิ่น หมิ่นประมาท ก็สามารถฟ้องร้องต่อศาลได้ แต่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถฟ้องร้องศาลหรือมีคดีความกับคนอื่นได้ ดังนั้นจึงต้องมีกฎหมายให้ความคุ้มครองแก่พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนธรรมดาแค่ใช้สามัญสำนึกก็เข้าใจได้
ไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้น แม้แต่ประเทศต่างๆ ก็มีกฎหมายให้ความคุ้มครองประมุขของรัฐ ซึ่งเราจะได้ยินข่าวเสมอที่มีการจับกุมลงโทษคนที่หมิ่นประมาทประมุขของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง
สำหรับประเทศไทยนั้นไม่เพียงแต่มีกฎหมายอาญา มาตรา 112 ห้าม “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” แล้ว ยังคุ้มครองประมุขของประเทศอื่นด้วย “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ” (ม.133) ใครจะมาพูด หรือกระทำการหมิ่นประมาทประมุขของรัฐอื่นในประเทศไทยไม่ได้ นอกจากนั้นกฎหมายไทยยังคุ้มครองทูตหรือตัวแทนรัฐต่างประเทศในไทยด้วย
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศที่ได้รับแต่งตั้งมาสู่พระราชสำนัก” (ม.134) เพราะถือว่าทูตเป็นตัวแทนของประมุขรัฐนั้นมาประจำในไทย ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นคู่สัญญา
หลายคนอดคิดไม่ได้ว่าพงษ์ศักดิ์และจตุภัทร์ เป็นเพียง “เหยื่อ” หรือ “หมาก” ทางการเมืองที่ถูกหยิบมาเล่น นอกจากมองไปที่นักการเมืองไทยแล้ว หลายคนยังอดมองไปยังฝรั่งหัวแดงที่ไปวุ่นวายอยู่แถวมหาวิทยาลัยขอนแก่นไม่ได้
แต่ละประเทศต่างมี“บริบท” ของตนเอง มี “ประวัติศาสตร์” ของตัวเอง ซึ่งอาจเหมือนหรือไม่เหมือนกับประเทศอื่น ไทยมีประวัติศาสตร์ของตนเอง เรามีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศที่ปกป้อง คุ้มครองประเทศชาติให้ดำรงเอกราชและประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุขตลอดมาหลายร้อยปี พระมหากษัตริย์กับคนไทยมีความใกล้ชิดและผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก บางคนกล่าวว่าที่ประเทศไทยเป็นเอกราชมาจนถึงปัจจุบันนี้เพราะพระมหากษัตริย์ ทหาร และประชาชนร่วมกันต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ไม่ใช่ลัทธิประชาธิปไตยหรือลัทธิอะไรก็ตามที่ทำให้คนไทยเป็นไทยอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ คนไทยร้อยละ 99 ไม่ได้เดือดร้อนกับมาตรา 112 แต่อย่างใด มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวเท่านั้นที่เดือดร้อน เพราะคิดไม่ดีกับสถาบันสูงสุดของประเทศ
เรามีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงงานเพื่อพสกนิกรของพระองค์มาตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก เมื่อพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต โลกก็แสดงความอาลัยร่วมกับประชาชนชาวไทย แต่กระนั้นก็ยังมีคนไทยกลุ่มเล็กๆ ที่มีการกระทำอันเป็นการจาบจ้วง ดูถูก ดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์จนอยู่เมืองไทยไม่ได้ ต้องหลบหนีคดีมาตรา 112 ไปอยู่ต่างประเทศ และบ่อนทำลายสถาบันสูงสุดจากประเทศที่ไปอาศัยอยู่ พวกนี้ประกาศอย่างเปิดเผยว่า ต้องการ “ล้มระบอบ” ซึ่งเราไม่ทราบว่าพวกนี้เดือดร้อนอะไรกันนักหนากับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรืออยากได้ประชาธิปไตยที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข
ที่สำคัญคือเขาถามคนไทยทั้งประเทศหรือยัง







