
น้องพี...แม่นคาน ความเพียรอาวุธลับความสำเร็จ
โด่งดังเพียงข้ามคืนสำหรับ “น้องพี” ด.ช.สุวิน ไอ้หนูแข้งมอญ วัย 7 ขวบ หลังโชว์เตะบอลชนคานได้อย่างแม่นยำ
โดย...กษม จักรเครือ
โด่งดังเพียงข้ามคืนสำหรับ “น้องพี” ด.ช.สุวิน ไอ้หนูแข้งมอญ วัย 7 ขวบ หลังโชว์เตะบอลชนคานได้อย่างแม่นยำในรายการ “ซูเปอร์จิ๋ว ซูเปอร์ 10” ทำให้เด็กน้อยคนนี้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยผ่านไปไม่ถึง 1 สัปดาห์ ยอดวิวของผู้ที่เข้าไปชมในยูทูบพุ่งทะลุไปกว่า 8 ล้านวิว ความมีชื่อเสียงอาจเป็นสิ่งปรารถนาสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับ “น้องพีและครอบครัว” ไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขา
น้องพี เด็กธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย โดยมีพ่อวิน และแม่สุ เป็นชาวมอญ ทั้งคู่อพยพมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ปี 2550 หวังมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต้องทำงานหนักเพื่อแลกเงิน เพราะเป็นเพียงชาวต่างด้าว ได้ “ยายแดง” ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ก่อนให้กำเนิด “น้องพี” เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2552 จากนั้นถัดมาอีก 5 ปี ก็มี “น้องนนท์” อานนท์ บุตรชายวัย 2 ขวบ
แม่น้องพีเล่าว่า ชีวิตลำบากแต่ก็ต้องสู้ เพราะมีลูกถึง 2 คน ต้องทำงานหนัก ตื่นแต่เช้าไปซื้อของที่ตลาดเพื่อมาทำกับข้าว แต่ก็ยังดีมีงานทำ ทำให้มีรายได้ และดวงดีที่ได้ยายแดง และอาจารย์สมบัติ ลีกำเนิดไทย โค้ชของน้องพี ช่วยเหลือมาตลอด ถือว่าเป็นสองท่านที่มีพระคุณ
“ไม่คิดฝันว่าลูกจะมีชื่อเสียง เพราะเขายังเด็ก กลับมาจากซ้อมตอนเย็นก็หลับเพราะเหนื่อย ต้องไปเรียนตอนเช้า และกลับมาซ้อมฟุตบอลตอนเย็น หากถามว่าอยากให้ลูกเป็นอะไรในอนาคต บอกไม่ได้ แล้วแต่ตัวเขาเอง อยากให้เขาทำในสิ่งที่เขารัก แต่เหนืออื่นใดอยากให้น้องได้สัญชาติไทย แม้ตอนนี้จะได้เรียนที่โรงเรียนลำสาลี (ราษฎร์บำรุง) ซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐบาล ทำให้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายไปได้ส่วนหนึ่ง ส่วนค่าใช้จ่ายบางส่วนก็ได้ยายแดงผู้ดูแลชาวไทยคอยช่วยเหลือ ตอนนี้ถือว่าอยู่ตัวแล้ว ไม่ลำบากมาก”
แม่น้องพีซึ่งพูดไทยด้วยสำเนียงแปร่งๆ เล่าต่อว่า ก่อนหน้านี้น้องชอบมาบอกแม่ว่าอยากเตะฟุตบอล แม่ก็บอกว่าให้ลูกพยายามเพราะเขาตัวเล็กกว่าเพื่อน ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นนะ เขาก็กลับมาบ้าน เอากระเป๋าวางและไปยืนเกาะรั้วสนามฟุตบอล จนอาจารย์สมบัติสงสาร เมตตาและให้โอกาส บอกว่าหากอยากมาเรียนก็ต้องไปเตะฟุตบอลชนคานให้ได้ก่อน
“หลังจากนั้นทุกเย็น พีกลับมาถึงบ้านก็รีบทำการบ้านเสร็จและเปลี่ยนชุดฟุตบอลไปฝึกซ้อมเตะฟุตบอลอยู่คนเดียวจนทำสำเร็จ มีบางครั้งที่เขามาบ่นกับแม่เหมือนกัน แต่เขาก็ไม่ท้อ บอกว่าผมจะต้องทำให้ได้ พีเป็นเด็กที่มีความพยายามอย่างมาก เห็นลูกเหนื่อยก็สงสาร แต่เวลาเขาเตะบอลจะดูมีความสุขมาก จนกระทั่งอาจารย์สมบัติให้โอกาสได้เรียนฟุตบอลเหมือนพวกพี่ๆ น้องดีใจมาก เราเป็นแม่เห็นลูกดีใจเราก็อดปลื้มไม่ได้
อยากให้ลูกได้สัญชาติไทยเพื่อเป็นใบเบิกทาง ส่วนเรื่องของอนาคตก็แล้วแต่เขา อยากฝากให้ผู้ที่มีอำนาจเมตตาและรับเรื่องไว้พิจารณาด้วย” คุณแม่น้องพีกล่าวทิ้งท้าย
น้องพีไม่ได้พิเศษกว่าเด็กทั่วไป ยังควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เหนื่อยก็บอกเหนื่อย หิวก็บอกหิว ไม่ชอบอะไรก็บอกมาตรงๆ แต่สิ่งที่อยากได้เป็นอันดับหนึ่งตอนนี้คือต้องการอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอย่างถูกต้อง
“ผมอยากได้สัญชาติไทย ผมอยากให้พ่อแม่สบาย และผมอยากติดทีมชาติไทย” หนูน้อยกตัญญูเล่าถึงความต้องการ
สำหรับเรื่องตารางการฝึกซ้อม เจ้าหนูมอญเล่าต่อว่ากลับบ้านไม่มีโอกาสได้เล่นกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน ต้องรีบทำการบ้านและไปสนามเพื่อซ้อมฟุตบอล
“ผมต้องรีบกลับบ้าน และทำการบ้านให้เสร็จก่อนถึงจะมาสนามบอลจนถึง 1 ทุ่ม จันทร์-ศุกร์ และเสาร์-อาทิตย์ด้วย”
หลายคนสงสัยว่าเด็กตัวเล็กแค่นี้แต่ทำไมต้องรับผิดชอบเกินวัยชนิดที่ผู้ใหญ่บางคนยังทำไม่ได้ รู้สึกเหนื่อยและอยากเลิกเล่นฟุตบอลบ้างหรือเปล่า
“ผมไม่ท้อครับ แม้จะเหนื่อยแต่แม่และโค้ชสอนให้อดทนครับ หากอยากเก่งและติดทีมชาติต้องขยันและฝึกซ้อมให้หนัก ผมต้องทำให้ได้ครับ” น้องพีตอบด้วยแววตามุ่งมั่น
สำหรับความฝันของน้องพีก็เหมือนกับเด็กที่เล่นฟุตบอล คืออยากติดทีมชาติไทย โดยมีสองสตาร์ทีมชาติไทยเป็นไอดอลและเปรียบเสมือนแรงบันดาลใจ
“ผมชอบ ‘พี่อุ้ม’ (ธีราทร บุญมาทัน) กับ ‘พี่เจ’ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) เป็นนักฟุตบอลไทยสองคนที่ชื่นชอบ ส่วนต่างประเทศผมชอบ ลิโอเนล เมสซี ของบาร์เซโลนา อยากเก่งเหมือนพี่ๆ สักวันผมต้องเป็นแบบพี่ให้ได้”
เรื่องราวของเด็กน้อยวัยแค่ 7 ขวบ ที่มีเป้าหมายชัดเจน แน่นอนพรสวรรค์เป็นส่วนหนึ่ง แต่พรแสวงและการฝึกซ้อมดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า
สอดคล้องกับความคิดของอาจารย์สมบัติ ลีกำเนิดไทย เจ้าของ “Inter Thailand Academy” (อินเตอร์ ไทยแลนด์ อะคาเดมี) ย่านศรีนครินทร์ ที่ถือเป็นโค้ชคนแรก และให้โอกาสน้องพีได้เรียนรู้ศาสตร์ลูกหนังอย่างถูกต้อง
“ตอนแรกน้องก็มาเกาะรั้วดูการซ้อมของพี่ๆ ผมก็ยังไม่ให้เขาเรียน เพราะว่าเขาตัวเล็ก แต่ผมเห็นแววตาของความมุ่งมั่นแสดงถึงความตั้งใจจริง ผมก็บอกเขาว่าให้ไปฝึกเตะชนคานให้ได้ก่อน ถ้าได้แล้วค่อยมาคุยกัน เขาก็ฝึกมาจนเตะได้ ผมจึงให้โอกาสเขา ช่วงที่มาเรียนช่วงแรกมีร้องไห้ เห็นแม่บอกว่าเขากลับมาบ่นเหมือนกัน แต่เขาก็ไม่ท้อ จุดเด่นของพีคือเรื่องความอดทนและความพยายาม ส่วนเรื่องพรสวรรค์เป็นเรื่องรอง หากเด็กอยู่ในวินัยขยันฝึกซ้อม ดีกว่าพวกมีพรสวรรค์แต่ขี้เกียจ ช่วงนี้เขายังเด็กเกินที่จะไปเข้าอะคาเดมีที่ไหน ต้องให้เขาพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจมากกว่านี้ เชื่อว่าเด็กคนนี้มีอนาคตแน่นอนในเส้นทางฟุตบอล” อาจารย์สมบัติ กล่าวปิดท้าย







