
สับสนไปหมด สามี ‘มีคนสนิทดูแล’
โดย...ราตรีแต่ง
โดย...ราตรีแต่ง
จําไม่ได้แล้วละว่า “คู่เรา” บอกรักกันครั้งสุดท้ายเมื่อไรกัน? ชีวิตซ้ำเดิมๆ อยู่ด้วยกันทุกๆ วัน นอนเตียงเดียวกันจนความชินชาก้าวไปสู่ความชืดชา ไม่เคยสัมผัสความโรแมนติกบอกรักกันนานมาแล้ว มันก็ทำให้ความรักมันดูจืดจางจนลืมไปแทบเด็ดขาด และแล้ววันหนึ่งก็มีข่าวแว่วๆ มาว่า ฝ่ายชายแอบมีเล็กมีน้อย จากนั้นอีกไม่นานข่าวนั้นก็ปรากฏสู่สาธารณะ และแล้วก็มีการชี้เป้าชัดๆ เจ็บจริงอะไรจริง
ผู้หญิงคนนี้แหละที่เป็นคนสนิท “ช่วยดูแล” ผู้เป็นสามีคู่ทุกข์คู่ยากที่ใช้ชีวิตร่วมกันมายาวนานหลายสิบปี
เกลียด เคียดแค้น ชิงชัง คือความรู้สึกของคนสับสนโดนทรยศ แล้วยังมีปัญหาเรื่องทรัพย์สมบัติตามมาอีกให้รำคาญใจ หย่าขาดจากกันก็ไม่ได้อีก นับเป็นความทุกข์ใจที่ใครไม่เจอด้วยตัวเองก็คงไม่รู้ว่ามันทรมานขนาดไหน หลากหลายคนเคยอยู่ในวงเวียนปัญหามือที่สามขอถ่ายทอดประสบการณ์ (ตรง) มีคำแนะนำ
ตอนนี้เศร้ามาก ทุกข์ใจ ยังทำใจรับไม่ได้ร้องไห้มาเกือบปีแล้ว จิตใจหดหู่ ขอความช่วยเหลือด้วย!!!
คำตอบเรื่องการปล่อยวางตามหลักพุทธศาสนานำมาใช้ได้ดีในเรื่องนี้ ถ้ารักก็ไปต่อ ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องทน ความรักที่ติดยึด ด้วยเยื่อใยแห่งความรักโลภโกรธหลงนั้น ย่อมนำแต่ความทุกข์มาสู่เสมอ เพราะความยึดถือว่า “นี่คือของเรา” เมื่อมี” ของเรา” ก็ตามมาด้วยความ “หวงแหน” คิดอยากให้สิ่งนั้นเป็นของ “เฉพาะตน” มั่นคงเที่ยงแท้ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น ความคิดเช่นนี้ย่อมสวนกระแสแห่งความจริงในธรรมชาติว่า ไม่มีอะไรเป็นของใคร เพราะธรรมทั้งหลายเป็น “อนัตตา” เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยปรุงแต่ง จึงแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เมื่อคิดผิดก็ย่อมได้รับทุกข์ เพราะความคิดกับความจริงไม่สอดคล้องต้องกัน ผลคือความโศกเศร้าโทมนัสย่อมตามมาเป็นธรรมดา
สองบ้านก็จะอิจฉากันว่าสมบัติจะเป็นของเราไหม จะเป็นของลูกฝ่ายนู้นไหม อันไหนบ้าง?!!
ทำใจเย็นๆ ไว้ ถ้ามีภาระเรื่องค่าใช้จ่ายดูแลลูก หากตกลงกันไม่ได้ แล้วจะเลือกแนวทาง ฟ้องหย่า สามารถฟ้องเรียกค่าหายจากฝ่ายหญิงที่เป็นภรรยาน้อยได้ด้วย ยิ่งถ้ามีหลักฐานชัดเจน ลองศึกษาหรือปรึกษาผู้รู้ทางด้านกฎหมาย สามีภรรยาจดทะเบียนสมรสด้วยกัน อยู่กินกันมายาวนาน หากท้ายที่สุดแล้วต้องแยกกันทรัพย์สินแบ่งครึ่ง
จับได้เลิก สามีสะกดคำว่า “พอ” ไม่เป็น โอกาสครั้งแรกคือ “ทน” ครั้งที่สองคือ “เบื่อ” ครั้งที่สามคือ จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว!
เรื่องอย่างนี้ เกิดง่าย แต่เลิกยาก ถ้ายืดเยื้อซื้อเวลาจนมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องไปทน เริ่มต้นด้วยการคุยกันกับสามีตรงไปตรงมาที่สุด สงสัยติดใจอะไร ถามมันให้หมดเพื่อประเมินสถานการณ์ว่าคำตอบเขาไม่เลิกกันแน่นอน ก็น่าจะถึงเวลาหย่า โดยขึ้นกับความพร้อมของจิตใจและลองวางแผนถึงการใช้ชีวิตอนาคต คนเราสามารถเลือกชีวิตใหม่ได้เสมอ แต่ถ้ามีลูกด้วยกัน สงสารลูก แต่ผู้หญิงใจแข็ง (หลายคน) ไม่มีกลัวลูกมีปมด้อยในสมอง มีแต่คำว่าต้องการอิสรภาพและใช้ชีวิตปกติสุข ถ้าหน้าที่การงานพร้อมเลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้ว ทนได้หรือไม่สามี “มีคนสนิท”
ดูแล!!! …ถามใจตัวเองดู???
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ถามใจเราและใจลูก ใจสามีไม่ต้องไปสนใจมันหรอก บนความทุกข์อันใหญ่หลวงครอบครัวพ่อแม่ของเราคือที่พึ่งโดยแท้จริง ทำงานมีเงินเดือนไม่เคยง้อและขอเงินค่าเลี้ยงดูจากสามีเก่าแม้แต่สลึงเดียว จนลูกวัยประถมวันนี้วัยมหาวิทยาลัย การเรียนดี กิจกรรมเยี่ยม ไม่เคยเรียกร้องโหยหาความรักจากพ่อที่แท้จริง แล้ววันใหม่ก็มาถึงเมื่อแต่งงานใหม่ สามีก็รักลูก ครอบครัวเราอาจจะไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย พอกินพอใช้แต่พูดได้เต็มปากเลยความสุขมีล้นเหลือมันเป็นครอบครัวในฝัน
ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องไปทน ขอเป็นให้กำลังใจว่าให้ทุกคนมีความเข้มแข็งผ่านอุปสรรคนี้ไปได้
อันดับแรกเลย ดูแลสุขภาพจิตใจและร่างกายไม่ให้ทรุดโทรม ช่วงตรอมใจกินอะไรไม่ได้ ของโปรดก็ไม่อร่อย ก็ต้องฝืนกิน อย่าให้เจ็บป่วย ยิ่งมีลูกเล็กก็ต้องดูแลตัวเองสองเท่า เข้าใจผู้หญิงรักใครแล้วรักจริงว่าเจ็บปวดมาก ถึงมากที่สุด แต่ก็ต้องสู้ต่อไป การตัดสินใจคือสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้ผ่านกับความเจ็บปวดไปได้ ในยุคสมัยหญิงชายจำนวนมากใช้ชีวิตครองคู่ขาดหิริโอตตัปปะ เรื่องการเป็นมีบุคคลที่สามมาทำหน้าที่คนสนิทคอยดูแลเอาอกเอาใจสามีของคนอื่น จึงเป็นของที่ทำได้ง่าย แล้วถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ให้คิดตัดใจไปเลย ให้ปล่อยของไร้ค่าของเสียไปจากตัว ผู้ชายเจ้าชู้ 99.99% ไม่มีวันเลิกเจ้าชู้







