
ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ว่ากันว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นและเข้ามาแวดล้อมอยู่กับชีวิตของคนนั้น ทำให้ความสามารถในการทำบางสิ่งบางอย่างของเราลดลงโดยไม่รู้ตัว....
ว่ากันว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นและเข้ามาแวดล้อมอยู่กับชีวิตของคนนั้น ทำให้ความสามารถในการทำบางสิ่งบางอย่างของเราลดลงโดยไม่รู้ตัว....
โดย...ณศักต์ อัจจิมาธร
ว่ากันว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นและเข้ามาแวดล้อมอยู่กับชีวิตของคนนั้น ทำให้ความสามารถในการทำบางสิ่งบางอย่างของเราลดลงโดยไม่รู้ตัว
เมื่อลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านในวันที่ต้องออกมาทำงาน ชายหนุ่มบางคนจึงพบว่าความสามารถในการจำเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองลดต่ำลงขนาดหนัก เพราะที่ผ่านมาคิดจะโทร.หาใครก็เพียงแค่กดรายชื่อจากโทรศัพท์ขึ้นมาก็สามารถต่อสายไปถึงได้แล้ว
แต่ในวันที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือนั้น แม้แต่เบอร์โทรศัพท์ของออฟฟิศที่เดินทางมาทำงานอยู่ทุกวันก็จำผิดๆ ถูกๆ
เช่นเดียวกับที่กำลังนั่งเสิร์ชข้อมูลไปบนโลกไซเบอร์ เขาก็พบบางสิ่งที่ทำให้นึกขำขึ้นมาว่า ความสามารถในการอดทนรอคอยอะไรบางอย่างนั้น หดหายไปพร้อมๆ กับความเร็วของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น
แต่เดิมในสมัยที่ความเร็วอินเทอร์เน็ตมีไม่มากนัก การคลิกเมาส์ไปแล้วนั่งรอสักครึ่งนาที 1 นาที กว่าจะโหลดหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาเป็นเรื่องปกติธรรมที่ไม่เคยทำให้ใจร้อนรน
แต่ปัจจุบันเมื่อความเร็วอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น กลับทำให้ความอดทนในการรอน้อยลง คลิกไปแล้ว 10-20 วินาที ก็เริ่มมีอารมณ์ พานจะเลิกความคิดที่จะเปิดเว็บไซต์นั้นเอาดื้อๆ
เขาพบว่า ความอดทนที่ลดลงนี้ระบาดไปถึงการรอคอยเรื่องอื่นในชีวิตประจำวันอีกมากมาย รอติดไฟแดงได้ไม่นานก็เริ่มกระสับกระส่าย รอคิวกดเอทีเอ็มเพียงชั่วครู่ก็เริ่มหงุดหงิดเมื่อเห็นคนที่กำลังกดอยู่ข้างหน้าไม่เสร็จสิ้นภารกิจโดยเร็ว
ขณะที่ใครอีกคนพบว่ายิ่งนานวัน ลายมือในการเขียนหนังสือยิ่งแย่ลงอย่างน่าตกใจ เมื่อลองเปิดบันทึกที่เคยเขียนไว้เมื่อหลายปีก่อนเปรียบเทียบกับปัจจุบัน
ลายมือที่ปรากฏในหน้ากระดาษชวนให้นึกขึ้นได้ว่า นานแล้วที่ไม่เคยหยิบปากกามาเขียนโปสต์การ์ดสักใบ แล้วเดินไปหย่อนในตู้จดหมายเพื่อฝากความคิดถึงไปหาใครสักคน แต่กลับใช้วิธีพิมพ์ข้อความนั้นลงไปบนแป้นโทรศัพท์มือถือและส่งออกไปปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ของผู้รับแทน
นิโคลัส คาร์ นักคิดนักเขียนด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ และวัฒนธรรม ระดับป๋าคนหนึ่งของสหรัฐ เคยเขียนบทความออกตีพิมพ์ในนิตยสาร ดิแอตแลนติก ฉบับเดือน ส.ค. 2551 โดยใช้หัวเรื่องเชิงตั้งคำถามว่า “กูเกิลจะทำให้คนเราโง่หรือเปล่า” (Is Google Making Us Stupid?)
คาร์ บอกว่า สมองและระบบความคิดของเขากำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในโลกออนไลน์เพื่อค้นหาเรื่องราวต่างๆ ตามความต้องการ
เขายกตัวอย่างว่า สิ่งที่เห็นว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดก็คือ การอ่านหนังสือ...
คาร์ตั้งข้อสังเกตว่า ทุกวันนี้เขาไม่สามารถนั่งอ่านหนังสือยาวนานเป็นชั่วโมงๆ จับประเด็นและเกิดความคิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นหลังจากที่ได้อ่านเรื่องเหล่านั้นอีกต่อไป
“เมื่ออ่านไปได้เพียงสองสามหน้า สมาธิของผมก็ไม่อยู่กับหนังสือที่อ่านอยู่อีกต่อไป และเริ่มมองหาสิ่งใหม่มาทำแทน” คาร์ กล่าว
บทความของคาร์ชี้ว่า มนุษย์กำลังถูกเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างรวดเร็ว ไล่ตั้งแต่ระบบความคิด อารมณ์ ลักษณะการใช้ชีวิต ซึ่งได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายจากในอดีต และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
สำหรับคาร์ เขาพบว่าความสามารถในการอ่านหนังสืออย่างลึกซึ้งได้ถูกลดทอนลงหลังจากท่องโลกออนไลน์อยู่เป็นกิจวัตร และคุ้นชินกับการค้นหาบางสิ่งบางอย่างด้วยวิธีการกรอกข้อความสั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการจะหาและคลิกปุ่ม “เสิร์ช” แล้วข้อมูลทั้งหมดก็จะมากองอยู่ตรงหน้า และรอเพียงให้คลิกเพื่อเลือกลิงก์ในการกระโดดไปจากแหล่งข้อมูลในที่ต่างๆ
นอกจากเทคโนโลยีจะทำให้ความสามารถในการทำบางสิ่งบางอย่างลดลงแล้ว ในบางคราวก็ทำให้ “ภูมิคุ้มกัน” ทางจิตใจของคนเราหายไปโดยไม่รู้ตัว
ขณะที่การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนถูกพลิกโฉมด้วยการกำเนิดขึ้นมาของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้เรานำเสนอและติดตามความเป็นไป ทั้งของตัวเราและคนอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วและอิสระนั้น ใครหลายคนก็เลือกเครือข่ายแห่งนี้เป็นศาลาพักใจที่ไว้ระบายความทุกข์ส่วนตัว
เมื่อเข้าไปดูในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เราก็มักจะพบว่ามีใครบอกเล่าความทุกข์ส่วนตัวปรากฏอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทุกข์ระดับเล็กๆ จนถึงทุกข์ระดับใหญ่โต
หากมองในแง่มิตรภาพ เราจะพบว่าบทบาทศาลาพักใจของเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้น เป็นหนึ่งในเครื่องมือแห่งการให้กำลังใจแก่กันและกันที่ทรงประสิทธิภาพยิ่ง เพราะเมื่อใครบางคนบอกเล่าความทุกข์บางประการออกมา ก็จะมีกำลังใจจากเพื่อนฝูงในเครือข่ายหลั่งไหลมาปรากฏให้เห็นจำนวนมาก
ทว่า หากไม่ระมัดระวังให้ดีแล้ว กำลังใจที่ไหลมานั้นอาจทำให้ภูมิคุ้มกันในการเผชิญความทุกข์ของเราบกพร่องได้
การเลือกที่จะระบายความทุกข์บนโลกไซเบอร์เพื่อหวังที่จะได้รับกำลังใจจากผู้คนรอบข้างทุกครั้ง สุดท้ายก็อาจทำให้เราไม่สามารถเผชิญความทุกข์เหล่านั้นเพียงลำพังด้วยตัวเอง
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น คือ หากเรารู้สึก “ติด” กับกำลังใจที่ได้รับมา ในตอนท้ายความทุกข์ที่มีอาจทวีขึ้นเป็นหลายเท่า เพราะหากกำลังไม่ไหลมาเหมือนที่เคยคิดไว้ เราอาจต้องเผชิญกับความผิดหวังและโดดเดี่ยวให้รู้สึกทุกข์มากขึ้นไปอีก
พุทธศาสนภาษิตกล่าวไว้ว่า “ละเหตุทุกข์ได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง” การละเหตุแห่งทุกข์นั้นมิสามารถยืมมือใครมาช่วยได้ นอกจากตัวเราเองที่ต้องตั้งสติเพื่อพิจารณาให้เห็นเหตุแห่งความทุกข์อย่างถ่องแท้ การแก้ทุกข์นั้นจะสำเร็จมากน้อยเพียงไรก็อยู่ที่การใช้ปัญญาของตัวเราเพื่อพิจารณาเหตุและผลแห่งทุกข์นั้น
พระอริยเจ้าที่ล่วงทุกข์ข้ามฝั่งสู่ความหลุดพ้น ก็ล้วนแต่เดินเข้าเผชิญหน้ากับความทุกข์เพียงลำพัง ใช้อำนาจแห่งปัญญาและเหตุผลเพื่อคลี่แผ่เหตุของความทุกข์ออกมา และเมื่อมองเห็นเหตุ ทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ดับไปโดยปริยาย
ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราต้องการกำลังใจจากเพื่อนมนุษย์ในคราวที่ต้องเผชิญความทุกข์อย่างแสนสาหัส เพราะบางครั้งเราก็รู้สึกท้อแท้ ท้อถอยที่จะฝ่าฟันความทุกข์ที่อยู่ตรงหน้า แต่จะอันตรายอย่างยิ่งหากสุดท้ายแล้วเราไม่สามารถเผชิญทุกข์นั้นด้วยตัวเองเพียงลำพัง และพานแต่จะร้องหาคำปลอบโยนจากใครบางคนอยู่ร่ำไป
เพราะนั่นมิเพียงแต่ทำให้ความทุกข์ที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ถูกแก้ไขให้หมดไปจากหัวใจ หากแต่ทำให้ภูมิคุ้มกันความทุกข์ต้องบกพร่องอย่างหนัก จนไม่สามารถต้านทานทุกข์ใดๆ ได้อีกต่อไป







