posttoday
รอยเท้าของ’พ่อหลวง’ ความสุขของพสกนิกร

รอยเท้าของ’พ่อหลวง’ ความสุขของพสกนิกร

26 พฤศจิกายน 2559

ลมหนาวกำลังมาเยือน ฤดูกาลนี้มีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือ ตั้งใจเต็มเปี่ยมที่จะเดินทางท่องเที่ยวไปในโครงการหลวง

โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์

ลมหนาวกำลังมาเยือน ฤดูกาลนี้มีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือ ตั้งใจเต็มเปี่ยมที่จะเดินทางท่องเที่ยวไปในโครงการหลวง ตามรอย ”พ่อหลวง” ที่ได้เสด็จฯ ไปในทุกยอดดอยเพื่อประชาชนของพระองค์

ด้วยสายพระเนตรยาวไกลนับเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน หยั่งรากลึกไปในอนาคต โครงการหลวงโครงการของในหลวง ทุกวันนี้พื้นที่โดยรอบของโครงการหลวงจำนวน 38 โครงการ ในวันนี้มีแต่ความสุข ความเจริญ อยู่ดีกินดี ประชาชนคนดอย มีแต่รอยยิ้มและความสุขใจ

38 โครงการหลวง ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ คือ 38 เส้นทางแห่งความสุขของคนไทยทุกคน

รอยเท้าของ’พ่อหลวง’ ความสุขของพสกนิกร

 

3 เส้นทางแห่งความสุขของคนบนดอย ที่คนพื้นราบมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชม เข้าไปสัมผัสวิถีคนดอย ชมทุ่งผักที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แปลงไม้ผลของคนบนดอยที่ได้ดำเนินการมา ตามพระราชดำรัส   แนวทางที่พ่อหลวงได้ทรงวางรากฐานไว้

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวง ทั้ง 3 โครงการ เป็นแหล่งผักที่ถูกนำส่งเข้ามาในเมืองหลวงให้ร้านค้าดัง เช่น เอ็มเคสุกี้ แมคโดนัลด์ และซิซซ์เล่อร์ เป็นต้น

การท่องไปในรอยเท้าของพ่อผ่านศูนย์พัฒนาโครงการหลวงครานี้ คณะเรามี พีระชาติ เรืองประเดิษฐ์ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก เป็นผู้นำทางกิตติมศักดิ์พาเยี่ยมชม บอกเล่าเรื่องราว

รอยเท้าของ’พ่อหลวง’ ความสุขของพสกนิกร

 

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อกตั้งอยู่ในเขต อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ อาจยังไม่คุ้นหูหรือเป็นที่รู้จักมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับสถานีวิจัยเกษตรอินทนนท์ ซึ่งเส้นทางสามารถเชื่อมต่อไปจากอินทนนท์อีกประมาณ 26 กิโลเมตร ผ่านไปยังบ้านขุนวางและขับตรงไปเรื่อยๆ ตามเส้นทาง เมื่อถึงเส้นทางแยกให้เลี้ยวขวาขับตรงไป ให้สังเกตป้าย หรือหากโชคดีตลอดทางที่ขับผ่านก็จะเห็นรถของโครงการหลวงเข้าไปรับผลิตผลนำส่งสู่ศูนย์ใหญ่ที่เชียงใหม่ เพื่อกระจายส่งต่อมายังกรุงเทพมหานคร

ที่นี่ชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่จะเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งเดิมชาวเขาเหล่านี้ทำไร่เลื่อนลอย มีการบุกรุกทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนหาของป่าเพื่อยังชีพ ความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก เมื่อมูลนิธิโครงการหลวงเข้าไปส่งเสริมเศรษฐกิจของชาวไทยภูเขาด้านการเกษตร ในปี พ.ศ. 2526 ให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ทำให้ทุกวันนี้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุขกับชีวิตและในทุกเช้าจะเห็นชาวบ้านและชาวเขาภายใต้โครงการหลวงในการทำเกษตร นำผักและผลผลิตที่ได้จากแปลงมาส่งให้กับโครงการ

สำหรับผักที่ผลิตได้ก็จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เช่น เบบี้ฮ่องเต้ โอ๊กลีฟแดง โอ๊กลีฟเขียว คอสสลัด เรดโครอล ร็อกเก็ตสลัด บัตเตอร์เฮด ผักกาดหวาน และยังมีการปลูกผักและสมุนไพรระบบอินทรีย์ เช่น ซูกินีคะน้า เห็ดหอม และมะระขาว 

รอยเท้าของ’พ่อหลวง’ ความสุขของพสกนิกร รศ.ดร.สมบัติ ศรีชูวงศ์

 

ฤดูทำนาเมื่อเข้าไปก็จะสัมผัสได้กับที่นาขั้นบันไดของชาวกะเหรี่ยงที่สวยงาม โดยควรไปช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือประมาณเดือน ต.ค. เพราะบางแปลงยังคงเห็นความเขียวขจี สลับกันไปกับทุ่งสีทองในแปลงที่ห่างธารน้ำ

“การที่ประชาชนในพื้นที่เป็นชาวปะเกอกะเญอหรือชาวกะเหรี่ยงถือว่าเป็นชาวเขารักษ์ป่า จะมีพิธีบวชป่าให้เห็นและการที่พื้นที่เกษตรตั้งอยู่ในแหล่งต้นน้ำ คือแม่น้ำแม่วิน ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาที่จะไหลลงไปยังแม่น้ำปิง ดังนั้นพื้นที่เพาะปลูกในลุ่มบริเวณนี้ในทำเลที่ใกล้แหล่งต้นน้ำจะเป็นการปลูกด้วยระบบอินทรีย์ทั้งหมด หรือใช้วิธีให้ธรรมชาติควบคุมธรรมชาติ” พีระชาติ เรืองประดิษฐ์ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก กล่าว

การส่งเสริมและสนับสนุนชาวเขาในโครงการจะใช้ระบบเพาะกล้าให้และให้ชาวเขามารับไปปลูก ซึ่งการดำเนินการแบบนี้จะสามารถได้ผลผลิตตามที่ตลาดต้องการ สามารถควบคุมในเรื่องผลผลิตไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไปที่จะมีผลต่อราคาและรายได้ที่ชาวบ้านได้รับ

รอยเท้าของ’พ่อหลวง’ ความสุขของพสกนิกร

 

รูปแบบการส่งเสริมในลักษณะนี้จะทำให้สามารถจัดการทั้งในเรื่องของปริมาณผลผลิตและราคา และเป็นแนวทางที่ทุกศูนย์พัฒนาโครงการหลวงใช้

ในการคัดผลผลิตที่ได้จากแปลงที่นำมาส่งโครงการเพื่อนำไปกระจายต่อถึงผู้บริโภคในเมืองใหญ่ ก็จะใช้วิธีที่ให้ชาวเขาหรือชาวบ้านเป็นคนคัดแยกเอง เพราะชาวเขาจะได้เรียนรู้การดูแลแปลงผลิตอย่างไรให้มีคุณภาพ มีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะถูกจัดส่งเข้าระบบ

ช่วงเช้าตรู่ 2 วัน ที่ได้ตื่นขึ้นมาที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก จะเห็นชาวบ้านในชุมชนเผ่า มาส่งผัก นั่งคัดผักด้วยตัวเอง วิธีการแบบนี้นอกจากทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีกิจกรรมร่วมกันแล้ว ยังได้เรียนรู้ไปพร้อมกันว่าผลผลิตที่ดีจะไม่ต้องยุ่งยากในการจัดการ เพราะผักที่นำมาส่งหากผักไม่เลอะมากก็จะใช้วิธีเช็ดเพื่อไม่ให้ช้ำในเบื้องต้นก่อนจะนำเข้าสู่ระบบคัดแยกใหญ่

รอยเท้าของ’พ่อหลวง’ ความสุขของพสกนิกร

 

โครงการหลวงเน้นและให้ความสำคัญมากในทุกด้าน และต้องได้มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งภายในศูนย์สามารถที่จะตรวจสอบและย้อนกลับไปได้ว่าหากพบผักที่ไม่เป็นไปตามคุณภาพที่กำหนดมาจากแปลงผักแห่งไหน มีใครเป็นเจ้าของแปลง ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยในการบริโภคผักภายใต้แบรนด์โครงการหลวง

การมาเที่ยวและสัมผัสวิถีเกษตรที่พ่อหลวงได้ทรงวางรากฐานให้ประชาชนบนดอยของพระองค์ในครั้งนี้  นอกจากได้เรียนรู้วิธีการ และระบบในการผลิตและการจัดส่งได้ผลผลิตสู่เมืองใหญ่

สำคัญยิ่งกว่าอื่นใด คณะได้เห็นว่า “พ่อหลวงของเรา“ ทรงทุ่มเททั้งพระวรกาย หยาดเหงื่อทุกหยดของพระองค์ที่หลั่งรดลงดินได้งอกงามในจิตใจ งอกงามในวิถีชีวิตของคนดอย

รอยเท้าของ’พ่อหลวง’ ความสุขของพสกนิกร

 

ทุ่งนาขั้นบันได

นอกจากชมพื้นที่แปลงปลูกผักแล้ว แหล่งท่องเที่ยวในละแวกใกล้ๆ คือ บ้านทุ่งข้าวลีบ และบ้านนาเสด็จ ซึ่งเมื่อได้ฟังประวัติที่มาของชื่อผืนนาแปลงนี้แล้ว ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าชาวเขามีความภูมิใจ รักพ่อหลวงเป็นที่สุด

พวกเขารู้ว่าในทุกที่ที่โครงการของพระองค์เข้าไป จึงจะนำมาซึ่งความสุข ความเจริญการกินดีอยู่ดี ให้เกิดขึ้นกับหมู่บ้าน เช่นเดียวกับชาวเขาที่นี่ได้ถวายฎีกาเพื่อขอให้โครงการหลวงเข้าไป ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ไปหมู่บ้านแห่งนี้เมื่อปี 2555 ดับเครื่องเฮลิคอปเตอร์และลงจอดในแปลงนาของชาวบ้าน หลังจากนั้นชาวบ้านก็เรียกบ้านนี้ว่า นาเสด็จ

ด้วยภูมิประเทศมีพื้นที่ราบแปลงไม่ใหญ่มาก แต่ในฤดูทำนา แปลงนาที่ลดหลั่นกันไปสวยงามนัก เมื่อได้ก้าวเท้าเข้าไปในคันนา ชมท้องทุ่ง จะได้กลิ่นกอข้าวหอม เห็นน้ำใสในแปลงนา และหากไปถูกจังหวะ คือในช่วงข้าวตั้งท้องอ่อนจะได้กลิ่นหอมนมข้าว ซึ่งอยากจะบอกให้โลกรู้ว่า ชีวิตชาวนา ชีวิตเกษตรกร ช่างสุขใจ ซึ่งการทำนาในพื้นที่นี้ส่วนใหญ่ก็ทำไว้เพื่อบริโภค สลับกันไปกับฤดูกาล เพราะหมดหน้านาชาวบ้านก็จะปลูกผัก จากหน้าผักก็ปลูกงา สลับกันไป เพื่อดูแลผืนดินให้มีคุณภาพ ปลูกพืชผักได้ดี

รอยเท้าของ’พ่อหลวง’ ความสุขของพสกนิกร

 

นอกจากนี้ หากมองไปในผืนนา ในช่วงไหล่นาหรือคันดิน ชาวเขาก็จะนำหญ้าแฝกซึ่งเป็นหญ้าที่ในหลวงได้ทรงส่งเสริมและให้ปลูกเพื่อยึดและรักษาหน้าดิน รวมถึงฟื้นฟูดินด้วย ซึ่งจะเห็นการยึดแนวทางของพระองค์ท่านในการดำเนินชีวิต ในการนำมาซึ่งการทำเกษตรเพื่อความยั่งยืน

โครงการหลวงแม่แฮ 

จากแม่สะป๊อกสู่แม่แฮ ด้วยบริเวณที่ตั้งของโครงการที่อยู่บนเทือกเขาเส้นเดียวกัน จึงได้มีโอกาสเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านแม่แฮ ในเขต ต.แม่วิน อ.แม่วาง และ ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ

ได้ชมทุ่งข้าวและแปลงผักผืนใหญ่ จัดว่าเป็นทุ่งผักผืนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ ขณะนี้ เป็นแหล่งผลิตผักที่ถูกส่งเข้ามาในห้างร้านและร้านฟาสต์ฟู้ดชั้นนำของเมืองหลวงทั้ง เอ็มเคสุกี้ แมคโดนัลด์ ซิซซ์เล่อร์ ล้วนเป็นผักจากที่นี่

รอยเท้าของ’พ่อหลวง’ ความสุขของพสกนิกร

 

นั่งรถไปยามบ่าย ทางเขา แคบ คดโค้งแต่โชว์เฟอร์มืออาชีพมุ่งหน้าย้อนไปทางที่จะไปดอยอินทนนท์ เมื่อถึงทางแยกไม่เลี้ยวแต่ขับตรงไปทางเส้นวัดจันทร์ ขับไปเรื่อยๆ สายตาทอดมองนอกกระจกรถยามบ่ายแสงแดดสวย สลับกับทิวเขาและทุ่งนาข้าวสีทองในบางทุ่ง และทุ่งสีเขียวในบางพื้นที่ อ่านป้ายเจอ บ้านทุ่งข้าวลีบอีกแล้ว

ความสงสัยบังเกิด เอ๊ะ ทำไมทุ่งข้าวลีบหรือก่อนหน้าดินไหล่เขา ดินไม่ดี ปลูกข้าวแล้วให้เมล็ดลีบ ไม่ถึงน้ำ คิดไปต่างๆ นานา เพลินตากับทุ่งนา สลับทุ่งดอกไม้สีม่วง นั่งยาวๆ ไป ผ่านโครงการหลวง ทุ่งหลวง เลยไปบ้านแม่แฮ 

และแล้วก็ต้องตะลึงพรึงเพริด มองไปสุดตา แปลงผักผืนใหญ่ยาวไกลจรดขอบฟ้าที่เดียว สวยงามมาก สลับกับทุ่งนาคละกันไป ยังไม่ได้ลงไปในผืนแปลงผักของจริง ซึ่งบริเวณนี้เรียกว่า “หน้าอ่าง” คือเป็นผืนแปลงผักของชาวบ้านที่ร่วมโครงการที่ตั้งในบริเวณอ่างเก็บน้ำเล็กๆ ที่ใช้หล่อเลี้ยงและปลูกพืชผัก

เมื่อถึงศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮลำดับแรก หัวหน้า “พีระชาติ“ พาเราไปแนะนำและให้รู้จักกับรักษาการหัวหน้าโครงการหลวงแม่แฮ คือ หัวหน้าเปี๊ยก เป็นอาจารย์ของชาวบ้านและชาวเขาในพื้นที่แห่งนี้

หลังจากนั้นก็ได้เข้าไปเยี่ยมชมแปลงเพาะพันธ์ุผักชนิดต่างๆ ทั้ง มะเขือเทศพันธ์ุโทมัส แปลงผักฮ่องเต้  คะน้าฮ่องกง และยังคงเหลือร่องรอบแปลงองุ่น และอร่อยที่สุด ชอบที่สุด คือ แปลงปลูกเกรปฟรุต เบอร์รี่หอมหวานไปทั้งแปลง ขออนุญาตหัวหน้าเด็ดลูกสุกๆ เข้าปาก บอกเลยชุ่มฉ่ำ หวานหอมที่สุด

รอยเท้าของ’พ่อหลวง’ ความสุขของพสกนิกร

 

เมื่อชิมจนหนำใจ หัวหน้าเปี๊ยกพาไปเรียนรู้และเล่าวิธี รวมถึงชมแปลงเพาะพันธ์ุผักเพื่อที่จะให้ชาวบ้าน มารับไปเพาะปลูก เพื่อให้ได้ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวผลผลิตในรูปแบบเฉกเช่นเดียวกันกับทุกโครงการ

หลังจากนั้น หัวหน้าเปี๊ยกพาพวกเราไปชมแปลงผักผืนใหญ่ที่สุด ระหว่างทางที่เดินไป ชาวบ้านยิ้มแย้ม  สวัสดี ยกมือไหว้ทักทาย เมื่อมอเตอร์ไซค์วิบากที่หัวหน้าเปี๊ยกขับนำไป ส่วนพวกเรานั่งรถของโครงการหลวง ซึ่งเป็นโฟร์วีลลุยไปในทุกเส้นทาง

เพียงระยะทางไม่ไกลมากนัก แต่ทางที่ไปเป็นหลุมเป็นโคลน หลังผ่านหน้าฝน บางช่วงถนนเจอร่องดินลึก แต่รถก็ฝ่าไปได้ เมื่อเจอทางแบบนี้อดคิดไม่ได้ว่า อดีตเมื่อ 38 ปีก่อนที่พระองค์เสด็จฯ มา หนทางจะต้องลำบากมากกว่าปัจจุบัน แต่ท่านก็เสด็จฯ มา เพื่อประชาชน เพื่อคนบนดอยสูง 

หยาดเหงื่อของพระองค์เมื่ออดีต กลายเป็นน้ำที่ชโลมผืนดินให้ชุ่มฉ่ำ ทำให้ชีวิตคนบนดอยอุดมสมบูรณ์พูนสุข เพราะในบางแปลงแต่ละปีชาวเขามีรายได้สลับหมุนเวียนกันไปจากผักเฉลี่ยต่อปี 3-4 แสนบาท จากนาข้าว ชาวเขาบางคนส่งลูกไปเรียนจบมาก็กลับมาเป็นครูในดินแดนบ้านเกิด และยังคงเห็นครูบนดอยกลับมาช่วยพ่อ-แม่ในการเก็บผักให้เห็นเช่นกัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ ไปที่บ้านแม่แฮ เมื่อปี พ.ศ. 2521 พระองค์มีพระราชดำริให้พัฒนาอาชีพของประชากรชาวเขาหมู่บ้านแม่แฮและหมู่บ้านใกล้เคียง ม.จ.ภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ขอให้สำนักงานเกษตรภาคเหนือเป็นผู้ดำเนินงาน “โครงการหลวงพัฒนาเกษตรที่สูงแม่แฮ” ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ”

 ทั้งนี้ เมื่ออดีตราษฎรที่อาศัยอยู่ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ม้ง และจีนยูนนาน มีอาชีพทำนาและทำไร่เลื่อนลอย ปลูกฝิ่น ข้าวไร่ ข้าวโพด และเลี้ยงสัตว์ตามธรรมชาติ มักจะอพยพเคลื่อนย้ายหาที่เพาะปลูกใหม่เพื่อต้องการความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการบุกรุกเผาถางป่าไม้ทุกปี อีกทั้งมีสภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างยากจน ผลิตอาหารไม่เพียงพอต่อการบริโภค ไม่มีเส้นทางการคมนาคมติดต่อกับพื้นที่ราบหรือเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,300 เมตร มีพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด 33 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่วาง แม่แจ่ม และสะเมิง ครอบคลุม 24 หมู่บ้าน 1,750 ครัวเรือน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาและภูเขาสลับซับซ้อน มีที่ราบแคบตามแนวเหนือ-ใต้ของห้วยแม่แฮและห้วยแม่เตียน อุณหภูมิเฉลี่ย 24 องศาเซลเซียส 

สำหรับวันนี้ แม่แฮถูกจัดให้เป็นหนึ่งในโครงการหลวงที่หากนักท่องเที่ยวจะต้องขึ้นไปสัมผัสวิถี เรียนรู้โครงการของพ่อที่ทำแบบพอเพียงแต่ยั่งยืน ซึ่งภายในศูนย์มีแปลงสาธิตการผลิตพืชเมืองหนาว ได้แก่ ผักกาดหอมห่อ ผักกาดหวาน กะหล่ำปลีแดง และสาธิตการเพาะกล้าผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ แปลงสาธิตผลิตไม้ผล ได้แก่ พลับองุ่น กีวี่ เคพกูสเบอร์รี่ สาลี่ เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม คณะเราปิดท้ายทริปนี้ด้วยการขับรถกลับเข้าไปชมศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวง ซึ่งเป็นศูนย์ที่ใหญ่มากแต่ด้วยเวลาใกล้มืดทำให้ไม่ได้ลงไป

3 วัน 2 คืน ในโครงการหลวงแห่งนี้นอกจากได้เรียนรู้วิถีการทำเกษตรแล้ว ภายในที่แห่งนี้ยังอุดมไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และงดงาม หากไปในจังหวะที่ดีเราก็จะได้สัมผัสกับประเพณีปีใหม่ของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีการละเล่นและเลี้ยงฉลองตามบ้าน ชาวเขาจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่ามาร่วมงานกันทุกคน

แล้วจะกลับมาอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค