
เมืองอัจฉริยะ ศูนย์กลางจัดการพลังงานและคุณภาพชีวิต
โดย...โยโมทาโร่
โดย...โยโมทาโร่
เชื่อว่าเราทุกคนต่างเคยมีความคิดว่าทำไมระบบการทำงานภาครัฐถึงแยกส่วนยิบย่อย ทั้งที่หลายอย่างสามารถนำมาบริหารจัดการร่วมกันในองค์กรเดียวกันได้ หรือแม้กระทั่งอำนาจในการบริหารจัดการเพียงแค่ถนน 1 สายสั้นๆ ยังแบ่งพื้นที่ดูแล เช่น ฟุตปาทเป็นของ กทม. ถนนเป็นของทางหลวง ท่อน้ำเป็นของการประปา สายไฟและเสาไฟเป็นของการไฟฟ้า
เวลา กทม.ปรับปรุงฟุตปาทก็ต้องรื้อทำทั้งเส้น อีกเดือนต่อมาการประปามาวางท่อใหม่ก็ต้องรื้อฟุตปาทออกมาอีกรอบ เผลอๆ วันดีคืนดีการไฟฟ้าอยากเอาสายไฟลงใต้ดินก็ต้องมารื้อใหม่กันอีกครั้ง การบริหารงานแบบนี้จึงเป็นการเสียทรัพยากรไปอย่างเปล่าประโยชน์ ทั้งที่หน่วยงานทั้งหมดสามารถทำพร้อมกันได้ในคราวเดียวเพียงแค่สื่อสารกันให้รู้เรื่อง
นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เมืองประหยัดพลังงาน เมืองที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เสริมคุณภาพชีวิตของประชากรให้ดีขึ้น ใช้พลังงานลดลง และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และเมืองที่เริ่มทำเป็นโมเดลต้นแบบได้เริ่มต้นแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2553
รัฐบาลญี่ปุ่นลงทุนประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาท ลงระบบทั้งหมดใน 4 เมือง ได้แก่ เมืองโยโกฮามา เมืองโตโยต้า (อยู่ในจังหวัดไอกิ) เมืองเคอิฮันนะ (Keihanna) และเมืองคิตะคิวชู (Kitakyushu) ในระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 5 ปี โดยมีบริษัทเอกชนชั้นนำด้านพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ และก่อสร้าง สัญชาติญี่ปุ่นชั้นนำของโลก เช่น นิสสัน มอเตอร์, โตชิบา, โตเกียวแก๊ส เข้ามาร่วมโครงการ ส่งผลให้เมืองทั้งหมดเหล่านี้มีเอกลักษณ์สมเป็นเมืองอนาคต คือ บ้านเดี่ยวจะออกแบบให้ใช้ประโยชน์จากลมและแสงอาทิตย์เพื่อลดการใช้พลังงานให้มากที่สุด โดยการติดตั้งแผงโซลาร์ขนาด 1.4 กิโลวัตต์ เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าในแต่ละครัวเรือน นอกจากนี้ ในพื้นที่ส่วนกลางยังติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สำหรับจักรยานและรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งสำรองไฟฟ้าไว้ในยามฉุกเฉิน
ในเรื่องด้านความปลอดภัย ตามถนนหนทางได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดและโคมไฟถนน LED ที่มีเซ็นเซอร์หรี่ให้มืด-สว่างอัตโนมัติเมื่อมีคนผ่าน มีบริการเช่าจักรยานไฟฟ้าเพื่อป้องกันการจราจรติดขัดในชุมชน
ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตมีบริการศูนย์รับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนกวดวิชา ห้องสมุด ห้องทดลอง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ร้านขายยา และคลินิก โดยใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลคนในชุมชน ในทุกชุมชนมีเว็บไซต์ของชุมชนสำหรับให้บริการทุกอย่างในชุมชน รวมทั้งรวบรวมข้อมูลของสมาชิกและบ้านอยู่อาศัย เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการชุมชน
ทั้ง 4 เมืองสามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มีความปลอดภัยมากขึ้น คนในชุมชนรู้จักกันมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งการที่ภาครัฐให้การสนันสนุนเอกชนให้ลงทุนจะได้ผลประโยชน์กลับมา 2 ทางก็คือรัฐได้พัฒนาประเทศโดยมีเอกชนช่วยหนุนหลังลดค่าใช้จ่ายและบริษัทเอกชนเหล่านี้ก็จะได้มีโปรไฟล์ผลงานในการสร้างสรรค์เมืองอัจฉริยะ ได้องค์ความรู้ในการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปขายยังต่างประเทศนำเงินกลับมาสู่ประเทศได้อีกด้วย







