
แนวทางชีวิต
จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งพระราชทานแก่ผู้นำสหกรณ์การเกษตร
โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง
จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งพระราชทานแก่ผู้นำสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นิคม ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อพฤหัสบดีที่ 11 พ.ค. 2521 ความตอนหนึ่งว่า “ในสมัยปัจจุบัน อาชีพเพาะปลูกนี้มีความสำคัญมาก เพราะการเพาะปลูกนี้เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์ ถ้าเราไม่มีการเพาะปลูก ก็จะไม่มีวัตถุดิบที่จะมาเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือเป็นสิ่งก่อสร้าง ฉะนั้นต้องทำการกสิกรรม” นี่แสดงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สนพระทัยและให้ความสำคัญกับการกสิกรรมอย่างมาก โดยเฉพาะชาวนานั้น ทรงเห็นว่า เป็นอาชีพที่ต้องใช้ความอุตสาหะ วิริยะ และความอดทนอย่างสูง พระองค์จึงทรงสนับสนุน ช่วยเหลือ ส่งเสริมชาวนาอย่างเต็มพระกำลัง
หนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อประโยชน์แก่ชาวนาและเกษตรกรที่ยากจนคือ ธนาคารข้าว “ธนาคารข้าว...ให้มีคณะกรรมการควบคุม ที่คัดเลือกจากราษฎรในหมู่บ้าน เป็นผู้เก็บรักษา พิจารณาจำนวนข้าวที่จะให้ยืมและรับข้าวคืน ตลอดจนจัดทำบัญชีทำการของธนาคารข้าว ราษฎรที่ต้องการข้าวไปใช้บริโภคยามจำเป็นให้คงบัญชียืมข้าวไปใช้จำนวนหนึ่ง เมื่อสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้แล้วก็นำมาคืนธนาคาร พร้อมด้วยดอกเบี้ย (ข้าว) จำนวนเล็กน้อยตามแต่ตกลงกัน ซึ่งข้าวซึ่งเป็นดอกเบี้ยดังกล่าวก็จะเก็บรวบรวมไว้ในธนาคาร และถือเป็นสมบัติของส่วนรวม...ราษฎรต้องร่วมมือกันสร้างยุ้งที่แข็งแรง ทั้งนี้หากปฏิบัติตามหลักการที่วางไว้ จำนวนข้าวที่หมุนเวียนในธนาคารจะไม่มีวันหมด แต่จะค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น และจะมีข้าวสำหรับบริโภคตลอดไปจนถึงลูกหลาน ในที่สุดธนาคารข้าวจะเป็นแหล่งที่รักษาผลประโยชน์ของราษฎรในหมู่บ้าน และเป็นแหล่งอาหารสำรองของหมู่บ้านด้วย” (ทรงพระราชทานแนวทางดำเนินงานธนาคารข้าวแก่ราษฎรชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2519 จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย)
นับตั้งแต่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานข้าวเพื่อตั้งเป็นธนาคารข้าวที่บ้านป่าแป๋ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นแห่งแรกในปี พ.ศ. 2513 ปัจจุบันธนาคารข้าวยังคงดำเนินงานอยู่ในทั่วประเทศ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและพระเนตรอันกว้างไกลของพระองค์
ในวันนี้ที่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยได้ย้อนกลับไปมองเห็นคุณค่าในอาชีพเกษตรกร เกิดมีชาวนายุคดิจิทัลขึ้น หลายคนนำทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริมายึดถือปฏิบัติ “ทฤษฎีใหม่เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะทำให้ประชาชน มีกิน แบบตามอัตภาพ คือ อาจไม่รวยมากแต่ก็พอกิน ไม่อดอยาก” ... “หลักมีว่า แบ่งที่ดินเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่สำหรับปลูกข้าว อีกส่วนสำหรับปลูกพืชไร่ พืชสวน และมีที่สำหรับขุดสระน้ำ” (จาก หนังสือ “ใต้ร่มพระบารมี” 20 ปี กปร. หน้า 45)
ในวันนี้ หลายโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ยังคงนำมาปรับใช้ได้ และพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังทรงคุณค่า ควรน้อมนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้ โดยไร้เงื่อนเวลา







