
เป็นห่วงใคร ให้ทำธุรกิจกับคนนั้น
...หนูดี
– วนิษา เรซการเริ่มต้นลงมือทำธุรกิจของตัวเองนั้นเป็นความฝันของคนจำนวนมาก เพราะว่าใครๆ ก็อยากเป็น
“นายของตัวเอง” ได้จัดการเวลาของตัวเอง แม้ต้องรับความเสี่ยงเองเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่หากได้ผลกำไรก็เป็นสิทธิของเราโดยตรง โลกแห่งการทำธุรกิจตัวเอง จึงเป็นฝันหวานๆที่ชวนให้ใครๆ อยากเดินเข้ามาลองหากใครยังไม่ได้เริ่ม แต่คิดว่าจะเป็นเจ้าของกิจการตัวเองเข้าสักวันหนึ่ง หนูดีมีเรื่องมาฝากคิดค่ะว่า ถ้าเราจะเริ่มจริงๆ เราจะทำธุรกิจกับคนกลุ่มไหนดี
เริ่มจากลองถามตัวเองว่า ในโลกนี้มีคนกลุ่มไหนที่เราเป็นห่วงเป็นพิเศษคะ บางคนห่วงเด็ก บางคนห่วงคนพิการ ห่วงผู้หญิงแม่ลูกอ่อน ห่วงเด็กที่มีโอกาสเสี่ยงเสพยา ห่วงคนที่มีแนวโน้มฆ่าตัวตาย ห่วงคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง
ถ้าเราเลือกทำธุรกิจสายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลุ่มคนที่เราเป็นห่วง ก็จะทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นและสนุกขึ้นมาก เพราะเราจะได้ใช้เวลาวันละ 8 ชั่วโมงกับสิ่งที่มีความหมายกับความรู้สึกเราอย่างแท้จริง เมื่อจะเริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง หนูดีวิเคราะห์ว่า เราเรียนมาเกี่ยวข้องกับเด็ก กับพ่อแม่ กับนักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่สนใจการทำงานของสมองตัวเอง ดังนั้น หนูดีจึงเลือกสายงานอาชีพที่เป็นการกระจายความรู้ให้กับคนกลุ่มนี้ อยากให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น บริษัทจึงเกิดขึ้นมาบนโจทย์
“กลุ่มคนที่ห่วงที่สุด” ในใจของเจ้าของกิจการโดยเฉพาะหนูดีจะอ่อนไหวกับคนที่เสี่ยงฆ่าตัวตายเป็นพิเศษ เพราะมีประสบการณ์ตรงจากการสูญเสียคนรู้จักให้กับการ
“ฆ่าตัวตาย” ก็เลยพยายามจะใส่ข้อมูลเกี่ยวกับ “คุณค่าในตัวเอง” ลงไปในหนังสือให้มากๆ ให้คนเห็นค่าในตัวเองเพราะคิดว่าคนที่เห็นค่าในตัวเองสูง ก็จะไม่ฆ่าตัวตายกันง่ายๆหนูดีเป็นห่วงคนกลุ่มนี้จริงๆ
แล้ววันหนึ่ง ขณะหนูดีวิ่งออกกำลังกายอยู่ในสวนสาธารณะ หลังจากหนังสือเล่มแรกวางแผงไปประมาณหนึ่งปี กำลังเหงื่อออกทีเดียว ก็มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเดินสวนมาแล้วตะโกนเรียก
“พี่หนูดี” พอหนูดีหันน้องก็ถามย้ำว่า “นี่พี่หนูดีใช่ไหม” พอหนูดีบอกใช่เท่านั้น เขาก็น้ำตาคลอทันที เอามือปิดปากแล้วก็มองหน้าหนูดีอยู่อย่างนั้นตอนนั้นหนูดีคิดอะไรไม่ออก แต่ด้วยท่าทางก็คิดว่า เดี๋ยวต้องกอดน้องแล้วล่ะ เพราะน้องน้ำตาไหลแบบนี้ไม่ดีแน่ พอหนูดีเสนอว่า
“ขอพี่กอดน้องนะคะ” น้องก็พูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดว่า “หนูขอกอดพี่หนูดีได้ไหมคะ” แล้วเราก็หัวเราะกันเบาๆ น้องบอกว่า “รู้ไหมคะว่า หนูเคยคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งมาอ่านหนังสือพี่หนูดี เห็นว่าในตัวหนูก็ยังมีคุณค่ามากมาย แล้วจะรีบตายไปทำไม” ฟังแล้วหนูดีขนลุกไปหมด รู้สึกเหมือนกับที่เราเรียนมาทั้งหมด บรรลุเป้าหมายวันนี้เอง เราช่วยคนคนหนึ่งได้ แม้ไม่รู้จักกันมาก่อนเลย ความรู้ที่เราส่งผ่านไปมันมีพลังมากพอจะทำให้ชีวิตได้อยู่ต่อไปจนอายุขัยธรรมชาติของเขา หนูดีภูมิใจยิ่งกว่าวันที่รู้ว่าหนังสือขึ้นอันดับหนึ่งเสียอีกวันนั้นก็สมความตั้งใจกับสิ่งที่ฝังใจมาหลายปี หนูดีก็ได้แต่หวังว่าน้องไม่ใช่คนเดียวที่อ่านแล้วเปลี่ยนความคิดได้ หวังว่าหนูดีจะช่วยคนได้อีกหลายคนแม้เราจะยังไม่มีโอกาสได้เจอกันก็ตาม
เป็นห่วงใคร ให้ทำธุรกิจกับคนนั้น ไม่ได้หมายความว่า ไปหาวิธีเอาเงินมาจากเขาผ่านรูปแบบการซื้อสินค้าของเรา แต่หมายความว่าพยายามผลิตสินค้าที่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ถ้าเราเป็นห่วงชาวนา ลองคิดค้นปุ๋ยหมักชีวภาพที่ทำให้เขาได้ผลผลิตดีขึ้นโดยใช้ทุนต่ำลงสิคะ หรือถ้าเราเป็นห่วงเด็กเราอาจเปิดสถาบันสอนวิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับเขา ถ้าเราห่วงคนพิการเราอาจไปเป็นสถาปนิกที่ออกแบบตึกให้คนพิการเข้าถึงได้ทุกชั้น ถ้าเรารักสัตว์ คิดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่สำหรับเขาก็ได้
เวลาได้ยินคนบ่นว่า
“ไม่รู้สิ่งที่ทำเป็นอาชีพนี้ เหมาะกับตัวเองแค่ไหน” หนูดีคิดว่า เขาน่าลองทำ “งานอาสาสมัคร” ดูค่ะ เพราะชีวิตปกติของคนไทยเราจะวนเวียนอยู่กับงานอาชีพ และหากโชคดีขึ้นมาหน่อยก็งานอดิเรก และถ้าเป็นคนดี คนใจดี ก็มักจะเพิ่มการทำบุญเข้ามาด้วย แต่ที่มักขาดไปเพราะไม่ใช่วัฒนธรรมของเรา ก็คือ งานอาสาสมัครเป็นไปได้ว่างานอาสาสมัครถูกมองเป็นเรื่องของ
“การทำทาน” ที่ได้บุญน้อยกว่าการทำบุญหรือการปฏิบัติธรรมในสายตาของเราชาวพุทธ ก็เลยถูกมองข้ามไปเสียบ่อย แต่หนูดีว่าการฝึกการอาสาสมัคร จะทำให้เราได้รู้จักตัวเอง ได้รู้จักความชอบ และได้เห็นตัวเองในรูปแบบที่ดีที่สุด และที่สำคัญก็คือ เรามักจะเลือกอาสากับกลุ่มคนที่เราเป็นห่วงที่สุดในสังคม เช่น ไปอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง ไปช่วยสอนภาษาอังกฤษให้เด็กมูลนิธิครูหยุย ไปช่วยเป็นธรรมบริกรให้กับวัดที่เรานับถือ ถ้าเราฝึกมองให้ดี เราจะเห็น “ความชอบและความเป็นห่วงที่แท้จริง” ของเราผ่านกิจกรรมเหล่านี้ดีไม่ดีอาจกลายมาเป็นไอเดียให้อาชีพของเราได้ด้วย
หากเราคิดทำธุรกิจบนพื้นฐานของความเป็นห่วงแบบนี้
“เงิน” ค่าตอบแทนจะกลายเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการเก็บข้อมูลว่า เราช่วยคนได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง ถ้าเราก่อร่างสร้างธุรกิจบนพื้นฐานความเป็นห่วงคนกลุ่มหนึ่งที่มีความหมายกับเราจริงๆ ทุกวันจะกลายเป็นการทำบุญ และเงินทุกบาทที่เราได้มา คือเงินมงคล ที่ทั้งต่อชีวิตเราและลูกค้าของเราให้ยืนยาวและมีความสุขอย่างแท้จริง เมื่อเราลองทำดูแล้วจะพบว่าโลกแห่งธุรกิจนั้นมีเรื่องให้ชื่นใจได้มากมาย ทุกๆ วันวันเสาร์ที่ 28 ส.ค. 2553 นี้ หนูดีจะไปแจกลายเซ็นสำหรับหนังสือเล่มใหม่
“เล่นให้เป็นอัจฉริยะ” ที่ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ สยามสแควร์ ช่วงเวลา 12.0013.00 น. และช่วงบ่ายวันเดียวกัน หนูดีจะขึ้นเวทีเสวนาที่งาน “หนังสือเล่าเรื่อง” ที่ชั้น 1 ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์ รามอินทรา เวลา 14.00 น. แล้วพบกันค่ะ






