
โรคระบาดอุบัติใหม่ สาธารณภัยที่ควบคุมได้
ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2559 หรือ 6 เดือนแรกของปีนี้ พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาสะสม 97 ราย
โดย...พริบพันดาว ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2559 หรือ 6 เดือนแรกของปีนี้ พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาสะสม 97 ราย ใน 10 จังหวัด 16 อำเภอ 26 ตำบล 42 หมู่บ้าน โดยควบคุมสถานการณ์ได้หมดแล้ว แต่ก็ยังพบอยู่ใน 4 จังหวัดดังกล่าว
จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนภาพถึงความสำเร็จของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่จัดการกับสถานการณ์และการดำเนินงาน “โรคติดต่ออุบัติใหม่ล่าสุด” ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ และอาจกลายเป็นสาธารณภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจทั่วโลก และสามารถก่อให้เกิดความสูญเสียต่อสุขภาพ ชีวิต และเศรษฐกิจของประเทศได้มหาศาล
องค์การอนามัยโลก ให้นิยามของ โรคติดต่ออุบัติใหม่ หรือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (Emerging Infectious Diseases) หมายถึง โรคติดต่อเชื้อชนิดใหม่ๆ ที่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงโรคที่เกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือโรคที่เพิ่งจะแพร่ระบาดเข้าไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง และยังรวมถึงโรคติดเชื้อที่เคยควบคุมได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่เกิดการดื้อยา โดยจัดกลุ่มโรคติดต่ออุบัติใหม่ไว้ 5 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่
1.โรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อใหม่ (New Infectious Diseases) เช่น โรคซาร์ส ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 2009 ไข้สมองอักเสบนิปาห์ไวรัส
2.โรคติดต่อที่พบในพื้นที่ใหม่ (New Geographical Areas) เป็นโรคที่มาจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง หรือข้ามทวีป เช่น โรคเวสต์ไนล์ไวรัส ไวรัสเมอร์ส ไวรัสซิกา
3.โรคติดต่ออุบัติซ้ำ (Re-emerging Infectious Diseases) คือ โรคติดต่อที่เคยระบาดในอดีต และสงบไปนานแล้ว แต่กลับมาระบาดอีก เช่น ไข้ชิคุนกุนยา
4.เชื้อโรคดื้อยา (Antimicrobial Resistant Organism) เช่น วัณโรคดื้อยา
5.อาวุธชีวภาพ (Deliberate Use of Bio-weapons) โดยการใช้เชื้อโรคหลายชนิดผลิตเป็นอาวุธ เช่น เชื้อแอนแทรกซ์ ไข้ทรพิษ
การรับมือกับโรคติดต่ออุบัติใหม่เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน และมีปัญหาอุปสรรคมากกว่าโรคติดต่อทั่วไป มีความจำเพาะหลายประการ เช่น ธรรมชาติของโรคติดต่ออุบัติใหม่ ที่มักไม่สามารถคาดการณ์ขนาดปัญหาและช่วงเวลาเกิดโรคได้ ส่งผลต่อการเตรียมความพร้อมและประสิทธิภาพในการรับมือ นอกจากนี้ความรู้และข้อมูลข่าวสารของปัญหา มักจะยังไม่ชัดเจนในระยะต้น ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนและบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้ง่าย
เพราะฉะนั้น การจัดการปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ต้องยึดหลักการความโปร่งใสของข้อมูลและให้ความสำคัญต่อสุขภาพประชาชนเป็นที่ตั้ง มาดูการรับมือและป้องกันโรคระบาดอุบัติใหม่ในประเทศไทยกัน
รับมือได้แบบไม่ต้องห่วง
โรคอุบัติใหม่ ปี 2559 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตราย มีดังนี้ 1.กาฬโรค (Plague) 2.ไข้ทรพิษ (Smallpox) 3.ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก (Crimean-Congo Hemorrhagic Fever) 4.ไข้เวสต์ไนล์ (West Nile Fever) 5.ไข้เหลือง (Yellow Fever) 6.โรคไข้ลาสซา (Lassa Fever) 7.โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease) 8.โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก (Marburg Virus Disease) 9.โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease-EVD) 10.โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา (Handra Virus Disease) 11.โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome-SARS) 12.โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome-MERS) และ 13.โรคติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika Virus Disease)
นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค บอกถึงภาพรวมของสถานการณ์โรคอุบัติใหม่และโรคระบาดในปัจจุบันว่า เนื่องจากการเดินทางระหว่างประเทศมีความสะดวกง่ายดายมากขึ้นเป็นปัจจัยแรก
“เพราะฉะนั้นโรคติดต่อสามารถแพร่ขยายจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่งอย่างง่ายขึ้น”
อีกปัจจัยคุณหมอบอกว่า คือการเคลื่อนย้ายของแรงงาน เพราะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ
“แรงงานข้ามชาติจะเป็นตัวผลักดันและมีโอกาสที่จะนำโรคติดต่อเข้ามามากขึ้น เป็นสองปัจจัยหลักที่ทำให้โรคติดต่ออุบัติใหม่เข้ามาในเมืองไทยได้รวดเร็วกว่าสมัยก่อน”
นพ.อัษฎางค์ ชี้ว่า การควบคุมโรคติดต่อที่ได้ผล เป็นความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะด่านควบคุมโรคที่ต้องทำหน้าที่เฝ้าระวัง ไม่ว่าจะเป็นด่านที่เฝ้าระวังทางอากาศที่อยู่ตามสนามบินนานาชาติ รวมทั้งด่านที่อยู่ตามชายแดนต่างๆ เพราะว่าจะเป็นด่านหน้าในการคัดกรองผู้ป่วยที่จะเข้ามาในเมืองไทย
“โรคติดต่ออุบัติใหม่เข้ามาอย่างรวดเร็วไม่ว่า ซาร์ส จากฮ่องกง เมอร์ส จากซาอุดิอาระเบียผ่านทางเกาหลีใต้ หรือซิกาที่มาตรงจากบราซิล ข้อมูลของเราต้องพร้อม ช่วงที่ทำพิธีฮัจญ์หรือว่าช่วงที่มีการเดินทางไปสู่พื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรค เช่น ต้องตรวจสอบเที่ยวบินอย่างเข้มข้นและมีมาตรการเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางผ่านเข้ามาต้องดูว่าผู้เข้ามารายใดมีอาการไข้หรือป่วยหรือเปล่า? ซึ่งต้องเข้าระบบตรวจยืนยันทันที เรามีความพร้อมของแล็บหรือห้องปฏิบัติการที่เพียงพอ พร้อมทั้งระบบของราชการและระบบของเอกชน ซึ่งมีความร่วมมือกันอย่างดี”
เมื่อถามถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเงินรายได้หลักอันดับ 1 ของประเทศไทย นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ทะลักเข้ามา คุณหมอย้ำว่าตรงนี้ไม่ต้องเป็นห่วงยืนยันว่ามีระบบคัดกรองที่เพียงพอ
“เรามีความพร้อมในการรักษาที่มีเครือข่ายดูแลอยู่ อย่างเช่นเครือข่ายที่เป็นหน่วยสนับสนุนหลักของกรมควบคุมโรคก็ยังมีอยู่และความพร้อมของแต่ละจังหวัดก็พร้อมอยู่แล้ว แนะนำว่าถ้าเข้าพื้นที่ซึ่งมีการระบาดของโรคก็ต้องรับคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือจากกรมควบคุมโรค หรือถ้าหากเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงในต่างประเทศแล้วเกิดเจ็บป่วยก็ต้องให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้รับทราบทันท่วงทีและเฝ้าระวัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแพร่กระจายไปยังประชาชนทั่วไป อย่ามีการปกปิดควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ บ้านเราไม่น่าเป็นห่วงประชาชนให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่อยู่แล้ว
“ปัจจุบันมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่นิยมท่องเที่ยวในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะรู้ข้อมูลด้วยว่าในพื้นที่นั้นมีปัญหาการระบาดของโรคติดต่อบางโรค บางประเทศแนะนำว่าให้ฉีดวัคซีนป้องกันก่อนไป หากไปเที่ยวต่างประเทศที่ใดก็แล้วแต่หากมีอาการป่วยเกิดขึ้นก็ควรที่จะให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อที่จะมีการดูแลอย่างเหมาะสมถูกต้อง ไม่ควรปกปิด”
สำหรับแผนระยะสั้นของรายการที่ปรากฏในแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ หรือโรคระบาด ปี 2559-2561 ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 กับแผนปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ (EID Package) โดยมีรายการดังนี้ 1.ห้องปฏิบัติการ 2.ห้องแยกสำหรับสังเกตอาการ/รอส่งต่อ ผู้เดินทางที่สงสัยป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ 3.ห้องแยกผู้ป่วยชนิดความดันลบ และ 4.ครุภัณฑ์ห้องปฏิบัติการ โดยใช้งบประมาณ 396 ล้านบาท
ส่วนรูปแบบการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์รับมือโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ ได้แก่ ยา วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย และวัสดุอุปกรณ์ป้องกันควบคุมสัตว์พาหะ โดยผลิตภัณฑ์ที่ควรพัฒนาในอันดับแรก ได้แก่ ชุดป้องกันร่างกาย (PPE) เพื่อป้องกันโรคติดต่ออุบัติใหม่ เช่น โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง และนวัตกรรมป้องกันควบคุมยุงที่มีความปลอดภัยกับสุขภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวดำเนินการประสบผลสำเร็จจากการประยุกต์ใช้โมเดลนี้ จะมีการนำไปปรับใช้ในการพัฒนายาและวัคซีนในการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสซิกาและโรคเมอร์สในอนาคตต่อไป
ศูนย์เฝ้าระวังโรคระบาดและวัคซีน
เมื่อปลายเดือน มี.ค. 2559 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดยวิทยาลัยโลกคดีศึกษา ได้แนะสร้างความพร้อมด้านนโยบายสาธารณสุขในอาเซียน พร้อมตั้งศูนย์เฝ้าระวังโรคระบาดและวัคซีนแห่งอาเซียน เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัย และพัฒนาวัคซีนร่วมกับกลุ่มประเทศในอาเซียน รวมถึงเป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีนของไทย และกระจายวัคซีนสู่กลุ่มประเทศ CLMV เตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์สุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาค ตลอดจนเฝ้าระวังการกลับมาของโรคระบาดที่เคยเกิดขึ้นในอาเซียน อาทิ โรคมาลาเรีย โรคมือเท้าปาก อหิวาตกโรค ฯลฯ
ปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าวัคซีนกว่า 2,400 ล้านบาท/ปี (ข้อมูลจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ) ตลอดจนประสบปัญหาความล่าช้าในการขนส่งวัคซีนจากต่างประเทศในยามเกิดโรคระบาดหรือขาดแคลน ดร.แอนดริว คอร์วิน อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะโลก กล่าวในครั้งนั้นว่า การระบาดของเชื้อโรคเป็นสถานการณ์ที่อุบัติขึ้นได้ในทุกพื้นที่และเวลา โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการเคลื่อนย้ายของคนจำนวนมากอย่างประเทศไทย ซึ่งเป็นทั้งจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกว่า 30 ล้านคน ในปี 2558 (สถิติจากกรมการท่องเที่ยว) และกลุ่มแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้แก่ เมียนมา ลาว และกัมพูชา จำนวนทั้งสิ้น 1,274,241 คน ที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักรไทย (สถิติจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ณ เดือน ม.ค. 2559)
ในขณะที่มีการคาดการณ์ว่าจำนวนแรงงานทั้งหมดอาจมีสูงกว่า 2.5 ล้านคน ซึ่งหมายถึง แรงงานต่างด้าวกว่า 50% เข้ามาโดยผิดกฎหมาย และไม่ได้ตรวจโรค ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือการสถานการณ์ระบาดของเชื้อโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรให้ความใส่ใจ มธ.ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐในการจัดตั้ง “ศูนย์เฝ้าระวังโรคระบาดและวัคซีนแห่งอาเซียน” ขึ้นเพื่อดำเนินบทบาทหลัก 3 ประการ คือ
1.เป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยและพัฒนาวัคซีนร่วมกับกลุ่มประเทศในอาเซียน โดยมุ่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่การพัฒนาสาธารณสุขในระดับภูมิภาค
2.เป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีนของไทย และกระจายวัคซีนสู่กลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศเช่นกัน
3.เป็นศูนย์กลางการเฝ้าระวังโรคระบาดในอาเซียน เตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์สุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาค ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของนักวิจัยไทย ตลอดจนผลักดันไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านสาธารณสุขในระดับภูมิภาคได้ อันสอดคล้องกับก้าวต่อไปของนโยบายรัฐในการสนับสนุนให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางการแพทย์แห่งเอเชีย (Medical Hub of Asia)”
นพ.อัษฎางค์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในเรื่องการพัฒนาวัคซีน กรมควบคุมโรคพัฒนาในโรคที่อุบัติใหม่อยู่หลายตัวด้วยกัน ส่วนในเรื่องของศูนย์ที่จะเป็นหน่วยคัดแยกที่จะดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาการติดเชื้อที่รุนแรง ขณะนี้ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายที่จะสร้างศูนย์นี้อยู่เช่นกัน ซึ่งจะได้มีการดูแลที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยและผู้ที่สัมผัสโรค รวมทั้งมีการออกกฎหมายและจัดระเบียบเพื่อที่จะรองรับให้พร้อมสมบูรณ์ เพราะผู้ป่วยที่จะเข้ามาอยู่ในศูนย์แห่งนี้ พวกเขาต้องสูญเสียรายได้ ซึ่งต้องดูแลเยียวยาเขาตรงนั้นด้วยในทุกกระบวนการ







