
อ่านหนังสือคืออ่านใจ
โดย...ดร.เพชร เท่-เหนือ-ไทย ภาพ : นิดา ตรงเจริญชัย
โดย...ดร.เพชร เท่-เหนือ-ไทย ภาพ : นิดา ตรงเจริญชัย
ในช่วงที่หาทางออกของชีวิตไม่พบ ราวๆ ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย คนเขียนค่อนข้างมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า การเกิดคือความทุกข์ทรมานยิ่งนัก ยามนั้นหากเปรียบตัวเองเป็นสีก็น่าจะเป็นการผสมสีที่เต็มไปด้วยสีกระด่างกระดำ มิไยที่ผู้ผสมจะบรรเลงลงไปบนผืนโลกอันสดสวย ทว่าเจ้าสีมัวๆ มอๆ นั้นก็ไม่ยอมลงตัวเสียที โดยเฉพาะตอนที่เกิดปัญหาที่ตัวเองสร้างขึ้น จนหาทางออกไม่พบและคิดอยากจากโลกนี้ไปอย่างจริงจัง ถึงขนาดที่ว่าหากสามารถหลบลี้หนีหายจากโลกนี้ไปได้ ก็จะไม่เสียดายอะไร แม้จะมีคำร่ำลือเข้าหูอยู่บ่อยๆ ว่าชีวิตนี้สั้นนัก แต่สำหรับช่วงเหว่ว้าอาดูร มันช่างยาวนาน
จนกระทั่งวันหนึ่งโลกใบเดิมนั้นก็พลันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อได้อ่านหนังสือ “จดหมายเหตุรายวัน” ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฯ พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้บันทึกเกี่ยวกับตัวเองราวในชีวิตประจำวัน จึงได้สละเวลาในการวิ่งซุกซนแกล้งคนโน้นคนนี้เรื่อยเจื้อย ไปเขียนระบายระเบิดความคิด ความฝัน ความปรารถนาของตัวเอง และค้นพบว่ามนุษย์เรานั้นสามารถที่จะพูดคุยกับตัวเองด้วยตัวหนังสือได้โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีใครมาระราน ไม่มีใครมาพร่ำบ่นให้ระคายรูหู และเริ่มรู้สึกว่าโลกของตัวเอง กับโลกของการเขียนได้มาบรรจบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ที่พิเศษไปกว่าการเขียนเล่าเรื่องของตัวเองก็คือ การได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรียน หนังสือที่ชอบเป็นชีวิตคือ วรรณคดีไทย และอีกหลากหลายที่แม่ซื้อมาฝากจากตลาดก็จะตะลุยอ่านทุกอย่าง หนึ่งในหนังสือหลากหลายมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง จากคนที่คิดว่าเราเป็นคนแปลกหน้าสำหรับคนอื่น เปลี่ยนทัศนคติจากการอยากลาจากโลกนี้ไปโดยสิ้นเชิง ด้วยได้พบเพื่อนใหม่ที่แสนดีและเข้าใจเราและมีชีวิตมิผิดแผกไปจากเราก็คือ “ต้นส้มแสนรัก” หนังสือที่ โจเซ่ เมาโร่ เด วาสคคอนเซลอส ชาวบราซิล เขียนเรื่องของเด็กชายสิบขวบที่ชื่อ เซเซ่ กับมิงกินโย ต้นส้มที่สามารถพูดได้กับคนที่เต็มไปด้วยจินตนาการ
“ต้นส้มแสนรัก” เผยให้เรื่องราวในอดีตได้ซุกตัวอยู่ในส่วนเสี้ยวแห่งความทรงจำตลอดเวลา อ่านครั้งใดก็สัมผัสความอบอุ่นที่ซุกซ่อนอยู่ในความเงียบเหงา อันซับซ้อนเหว่ว้า ประทับอยู่ตรงหัวใจ เกิดความเข้าใจในธรรมชาติของผู้คนรอบตัวมากขึ้น และเมื่อใดที่จิตใจเศร้าหมองก็มักจะหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ก็จะเกิดความรู้สึกเหมือนมีเกาะแก้วกำบังให้ชีวิตที่กำลังชะลอตัวแล่นโลดไปข้างหน้าอย่างไม่ประหวั่นพรั่นพรึง
แม้โลกกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัล แต่การสื่อสารผ่านเครื่องมือก็เป็นเพียงช่องทางการเผยแพร่หนังสือที่เต็มไปด้วยวรรณศิลป์ แต่วรรณศิลป์ก็ไม่อาจถูกสร้างเป็นศิลปะสำเร็จรูปจากสมองกลอันใด หากแต่เป็นศิลปะที่เกิดจากสมอง อารมณ์ และจินตนาการของมนุษย์เท่านั้น การอ่านจึงเป็นการเสพศิลปะที่สัมผัสผ่านด้วยใจ เป็นสุนทรียารมณ์จากใจถึงใจ จากความคิดถึงความคิด ระหว่างคนเขียนกับคนอ่านเท่านั้น
การอ่านหนังสือ ก็คือการอ่านใจ สัมผัสใจ สิ่งใดก็ไม่อาจมีพลังเท่า
เพราะใจสำคัญที่สุด มิเช่นนั้นคำว่า “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” ก็คงจะไม่กลายเป็นคำคมที่โดนใจใช้ได้ทุกกาล







