
A Single Serve Short กาแฟแคปซูลดีแค่ไหน
ต้นปีที่ผ่านมาผมเดินทางไปโบโลญญา ที่อิตาลี ไปทั้งเรื่องงานและเที่ยวต่อกับครอบครัว
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง
ต้นปีที่ผ่านมาผมเดินทางไปโบโลญญา ที่อิตาลี ไปทั้งเรื่องงานและเที่ยวต่อกับครอบครัว โบโลญญาแต่อดีตถือว่าเป็นเมืองที่เจริญมาก มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปที่ยังเปิดสอนอยู่ก็ตั้งอยู่ที่นี่ เรียกว่าเจริญมาก่อนฟลอเรนซ์ จนกระทั่งการมาถึงของตระกูลเมดิชี่ซึ่งทำให้เกิดการแย่งทรัพยากรกันขึ้น ทั้งช่างฝีมือและแรงงาน โบโลญญาเลยเริ่มเสื่อมลง แต่อย่างหนึ่งที่โบโลญญายังเหมือนที่อื่นๆ ในอิตาลีก็คือ วัฒนธรรมกาแฟที่ยังคงคึกคักและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่นี่
ไปที่ไหนๆ ก็ยังหาบาร์เอสเปรสโซ่ หาคาเฟ่น่ารักๆ นั่งได้อยู่ ความสามารถในการตกแต่งร้านของคนอิตาลีมันเหมือนอยู่ในสายเลือด คงเหมือนกับคนไทยเราที่เกิดมาก็ต่อยมวยเป็นเลย
แต่ไปคราวนี้ได้เจอประสบการณ์ใหม่ในการดื่มกาแฟในอิตาลี
ลูกค้าที่เราไปเจอส่วนใหญ่ เดี๋ยวนี้ไม่เสิร์ฟกาแฟจากเครื่องเอสเปรสโซ่ หรือว่าเครื่องทำกาแฟอัตโนมัติแล้วนะครับ เดี๋ยวนี้เสิร์ฟเนสเปรสโซ่ (Nespresso) เกือบหมดแล้ว มันใช่ไหมชาวอิตาเลียน ที่จะให้คนสวิสมาสอนคุณชงกาแฟ! และสำหรับการดั้นด้นมาถึงดินแดนแห่งเอสเปรสโซ่ แต่ดันเสิร์ฟเราด้วยกาแฟแคปซูล คือถ้าแคปซูลเป็น Illy หรือว่า Lavazza ก็ยังดี แต่นี่ดันเสิร์ฟเนสเปรสโซ่ดื้อๆ เสียงั้น
แต่เมื่อมองถึงความสะดวกสบาย รสชาติและความเรื่อยๆ เปื่อยๆ ของคนอิตาเลียน ก็พอให้อภัยได้ ถือว่ายังดีที่ได้ดื่มกาแฟสด ไม่ได้มาเป็นกาแฟทรีอินวัน
ตั้งแต่เนสเปรซโซ่ได้แนะนำเครื่องชงและผงกาแฟที่บรรจุในถ้วยพลาสติกเล็กๆ สุญญากาศในปี 2000 ยอดขายของเนสเปรสโซ่ไม่ได้โตอย่างพุ่งพรวด จวบจนการมาถึงของ จอร์จ คลูนีย์ ทำให้ยอดขายเริ่มโตขึ้น เฉพาะของเนสเปรสโซ่ยี่ห้อเดียว โตต่อเนื่องด้วยตัวเลขสองหลักทั่วโลกมาตั้งแต่ 2011 แต่หากถอยมาดูในตลาดกาแฟแคปซูล 6 ปีที่ผ่านมา ก็ถือว่าเติบโตขึ้นมากเช่นกัน
ผลการสำรวจของยูโรมอนิเตอร์ พบว่าเฉพาะในสหรัฐอเมริกาช่วง 6 ปีที่ผ่านมา จากที่เคยขายได้ 1.8 ล้านชิ้นในปี 2008 ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 11.6 ล้านชิ้น ในปี 2013 การจำหน่ายเครื่องก็เช่นกัน เครื่องชงแคปซูลโตขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันเฉพาะในอเมริกาประมาณว่าน่าจะมีผู้ใช้งานมากกว่า 10 ล้านเครื่อง เฉพาะเครื่องเนสเปรสโซ่ถือว่าเป็นเจ้าตลาดขายเครื่องไปแล้วมากกว่า 30 ล้านเครื่องทั่วโลก ในจำนวนนั้นยังสำรวจต่อไปอีกว่ามีกว่า 700 ภัตตาคารในเครือข่ายของร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ที่ใช้เครื่องเนสเปรสโซ่เสิร์ฟกาแฟให้กับลูกค้า ปัจจุบันเนสเปรสโซ่ขายแคปซูลได้มากกว่า 20 ล้านชิ้น/ปี ถือว่าเกิน 80% ของตลาด
มีคอกาแฟถามผมมาเหมือนกันว่า อยากได้เครื่องชงกาแฟแคปซูลเอาไว้ที่บ้านด้วย ซื้อดีไหม รสชาติดีหรือเปล่า คุ้มไหม ก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนถึงเสียหน่อย
อย่างที่ผมเกริ่นไปว่าเป้าหมายของเนสท์เล่ ตั้งแต่แรกที่เริ่มผลิตเครื่องชงเนสเปรสโซ่ก็คือเพื่อแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพของเมล็ดกาแฟเรื่องความสดใหม่ว่ามักจะด้อยลงตามการสัมผัสอากาศ เมื่อเปิดถุง เมล็ดกาแฟได้สัมผัสกับอากาศ เกิดการออกซิเดชั่น ทำให้ความสดใหม่ของเมล็ดกาแฟนั้นด้อยลงไปเรื่อยๆ ยิ่งกินหมดช้าเท่าไหร่ เมล็ดกาแฟสัมผัสอากาศมากเท่าไหร่ ความสดใหม่ของกาแฟก็ลดลงไปตามนั้น ฉะนั้นกาแฟแคปซูลจึงเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ แต่ละแคปซูลจะสามารถเก็บความสดใหม่ของมันได้ตราบนานเท่านานที่คุณไม่เปิดมันออก มันก็จะสดอยู่อย่างนั้น
อีกประการที่สำคัญก็คือ มันสะดวกมาก โดยเฉพาะการใช้งานภายในบ้านที่คุณแม่บ้านอาจไม่ถนัดกับการทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟแบบเอสเปรสโซ่ที่ต้องถอดอุปกรณ์ออกมาล้าง ต้องไปซื้อผงล้างเครื่อง ต้องคอยเอาแปรงปัดเศษกาแฟที่ติดอยู่ที่เครื่องบด ล้างหัวความดันและหากจะเปลี่ยนไปลองเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกอื่นๆ ที่เพื่อนคุณหิ้วมาฝาก ก็อาจต้องรอจนกว่ากาแฟที่ใส่ไว้ในเครื่องหมดเสียก่อน เมื่อเทียบการดูแลรักษาเครื่องชงแบบแคปซูลนั้นแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เติมน้ำสะอาด หมั่นคอยเช็กว่ามีตะไคร่เกาะที่แท็งก์ไหม นั่นคือเรื่องหนักสุดแล้วที่คุณต้องถอดเอาโถน้ำมาล้าง นอกนั้นไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมัน
ฉะนั้นแคปซูลก็เลยได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งหลังๆ ก็มีหลายแบรนด์ออกมาทำเครื่องชงแบบแคปซูลกันมากขึ้น ผู้บริโภคอย่างเรายิ่งมีตัวเลือกมากขึ้น
แล้วมีปัญหาอะไรไหมที่เราต้องคำนึงถึง สำหรับผมมีอยู่สองประการ
ประการแรกคือเมื่อคิดราคาต่อหน่วยแล้ว การทำภาชนะสำหรับบรรจุกาแฟหนัก 4 กรัม ที่ต้องใช้ทั้งพลาสติกและแผ่นอะลูมิเนียม มันถือเป็นความหรูหราและสิ้นเปลืองอย่างมาก ฉะนั้นทำให้ราคาต่อหน่วยของแคปซูลเหล่านี้มีราคาค่อนข้างแพง ยกตัวอย่างเช่น แคปซูลของเนสเปรสโซ่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ราว 30 บาท/หน่วย ใช้ได้ครั้งเดียว แม้ว่าปัจจุบันถึงแม้จะมีหลายแบรนด์ทำกาแฟแคปซูลออกมาจำหน่ายแข่งกันมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีแคปซูลให้เลือกมากขึ้นและราคาถูกลง แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนของเครื่องชงกาแฟภายในบ้านอย่างอื่นๆ ก็ถือว่ายังมีราคาสูงอยู่ดี
ประการที่สองก็คือ แคปซูลพวกนี้สร้างขยะ ข้อมูลจาก Statista เปิดเผยว่า ปัจจุบัน 95% ของแคปซูลที่ขายในท้องตลาดไม่ได้ถูกนำกลับไปรีไซเคิล มีเพียง 5% เท่านั้นที่ถูกนำกลับไปรีไซเคิล ซึ่งก็กระจุกตัวอยู่ในแค่ในยุโรปและญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายถึงเรามีขยะที่เกิดจากแคปซูลพวกนี้เพิ่มขึ้นหลายล้านชิ้นต่อปี แถมกากกาแฟที่อยู่ในแคปซูล ก็ไม่ได้นำออกมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
ปัจจุบันเริ่มมีคนคิดแคปซูลที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เองภายในบ้าน และหลายแบรนด์ก็เริ่มออกมาประกาศว่าจะหันไปใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ผู้นำด้านเครื่องชงอย่าง Keurig ถึงกับออกมาประกาศว่าภายในปี 2020 นี้ แคปซูลที่จำหน่ายในชื่อของ Keurig จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด
สรุปคือมันมีข้อดีที่น่าสนใจ แต่ก็เช่นกันไม่มีอะไรในโลกที่ดีไปเสียทุกอย่างจนไม่มีอีกด้าน
ฉะนั้นคงต้องชั่งใจกันเอาเองครับ







