posttoday
นโยบาย-มติ "เพี้ยน" ...บทเรียนอันเจ็บปวด

นโยบาย-มติ "เพี้ยน" ...บทเรียนอันเจ็บปวด

06 กันยายน 2559

ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

วันก่อนอ่านพบข่าว ศาลฎีกาพิพากษากลับ จำคุก 2 ปี “อมเรศ ศิลาอ่อน”  อดีตประธาน ปรส. และ “วิชรัตน์ วิจิตรวาทการ” อดีตเลขาธิการ ปรส. กรณีเอื้อประโยชน์บริษัทประมูลบริหาร 58 ไฟแนนซ์เน่า พร้อมปรับคนละ 2 หมื่นบาท โดยโทษจำคุกรอลงอาญา 3 ปี ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ที่ให้มีการจำหน่ายสินทรัพย์หลักการเช่าซื้อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน 56 แห่ง เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2541 และข้อกำหนดเพิ่มเติมอีกหลายประการ เอื้อประโยชน์ให้บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส์ อิงค์ อย่างเห็นได้ชัด!...

คดีนี้นับว่าเป็น “ผลพวง” ของนโยบายการเปิดเสรีทางการเงินที่ขาดประสิทธิภาพในการควบคุมของรัฐบาลในสมัยนั้น เป็นบทเรียนอันเจ็บปวดของประเทศ และเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้คนรุ่นหลังว่า “กรรมมีจริง”?!

เชื่อไหม? ผู้เขียนได้พบและผ่านวิกฤตการณ์อันเจ็บปวดนี้มาแล้วด้วยตนเอง จากการที่รัฐบาล ชวน หลีกภัย ดำเนิน “นโยบาย” BIBF หรือเปิดเสรีทางการเงิน ตามแนวทางของธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รมว.คลัง ซึ่งเป็นปฐมเหตุแห่งวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” พ.ศ. 2540 เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เป็นเหตุทำให้ชาวโลกได้พบเห็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในครั้งนั้น

ชาวต่างชาติพากันได้เห็นปรากฏการณ์ ซึ่งมีประชาชนระดับ “มนุษย์ทองคำ” เคยผูกเนกไทหรูทำงานในห้องแอร์ ต้องเร่ร่อนเปิดฝาท้ายรถเก๋งขายของเบ็ดเตล็ดเพื่อยังชีพ...ทำให้ผู้คนหลายล้านชีวิตในชาติที่ยังไม่เป็น “อัลไซเมอร์” ยังคงจดจำชื่อนามสกุลของ วิจิตร สุพินิจ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ธารินทร์ รมว.คลัง และชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในยุคนั้น...ได้อย่างแม่นยำและมิอาจลืมเลือนจนบัดนี้!

ฝันร้ายจากการดำเนินนโยบาย “เปิดเสรีทางการเงิน” ที่ไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมดังกล่าว ในที่สุด รัฐบาลจำต้องแก้วิกฤตด้วยการขอกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ จนประเทศต้องตกเป็นลูกหนี้ชาวต่างชาติตั้งแต่บัดนั้น จนกลายเป็นปัญหาหนักอกของรัฐบาลชุดหลังๆ ดังที่ทุกคนซาบซึ้งแก่ใจ ประจักษ์แก่ตามาแล้วมิใช่หรือ?

ขณะนั้นผู้เขียนดำรงตำแหน่งกรรมการรองกรรมการผู้จัดการในสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง พร้อมกับเป็นผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการ การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ในสมัยนั้นด้วย จึงทำให้พอมีความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ตลอดจนความแปรผันของระบบการเงินนอกฝั่งทะเล หรือที่นักการเงินเรียกว่า “Offshore” อยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย...ว่างั้น

บรรทัดนี้จึงอยากจะย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องความสำคัญของนโยบาย “ค่าเงิน” และอัตราดอกเบี้ยบ้างเล็กน้อย เพื่ออาจเป็นประโยชน์เชิงวิชาการ โดยเฉพาะกรณี “ค่าเงิน” ถ้าหากเกิด “ค่า” แข็งเกินไป หรืออ่อนเกินไป ก็ไม่เป็นผลดีทั้งสิ้น เพราะจะยังผลให้ยากแก่การปรับฐานการผลิดธุรกิจเอกชนและยากแก่การปรับนโยบายรับมืออย่างทันท่วงทีของรัฐ โดยสรุปจะต้องพิเคราะห์พิจารณาอย่างรอบคอบว่า จะดำเนินนโยบายทำอย่างไรให้เกิดความ “สมดุล” ในที่สุด

ที่ผ่านมา สิบกว่าเดือนมานี้จะเห็นว่าค่าเงินของไทยแข็งขึ้นตามระดับ ยังผลให้การส่งออกประเภท ข้าว เนื้อสัตว์ อัญมณี เสื้อผ้า และไปถึงผู้ค้ารถยนต์รายใหญ่ต่างพากันร้องลั่น!

ปัจจุบัน เงินบาทแข็งตัวอยู่ที่ 34.56 บาท/1 เหรียญสหรัฐ ซึ่งต่างจากเมื่อปี 2558 อยู่ที่ 35 บาทกว่า/1 เหรียญสหรัฐ ทำให้กระทบต่อตัวเลขการส่งออกเป็นอันมาก เพราะนั่นหมายถึงจะทำให้สินค้าไทยแพงขึ้น และขณะเดียวกันก็จะทำให้ผลกำลังการแลกเปลี่ยนเงินมีอัตราลดลง เมื่อเกิดผลลดลงดังนี้แล้วจะไม่ให้กังวลได้อย่างไร?

ทั้งนี้ จะเห็นได้ชัดว่า หากเงินบาทแข็งตัวขึ้นเพียง 1 บาท ย่อมจะยังผลทำให้ราคาข้าวส่งออกขยับขึ้นถึงตันละ 10 เหรียญสหรัฐ...ขายยากขึ้น จริงไหม?

ครั้นนำมาเปรียบเทียบกับราคาข้าวคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันขายอยู่ที่ราคาตันละประมาณ 350 เหรียญสหรัฐแล้ว จะเห็นได้ว่าราคาข้าวไทยสูงกว่าถึง 25-30 เหรียญสหรัฐทีเดียว

จึงอยากจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยผู้มีหน้าที่โดยตรง จงได้ใส่ใจกับประเด็นนี้เป็นพิเศษ ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันค่าเงินบาทและดอกเบี้ยเงินฝาก น่าจะ “สมดุล”-“เหมาะสม” ณ จุดใด?

เป้าหมายการส่งออกข้าวไทย ในปี 2559 ตั้งไว้ที่ 9.5 หมื่นตัน จะบรรลุเป้าหรือไม่? ยังต้องจับตาต่อไป เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ นั่นคือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศคู่แข่ง และความแข็ง-อ่อน ของเงินบาท หรืออัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยสำคัญ และที่ซ้ำร้ายคือผู้ซื้อใช้นโยบายชะลอการซื้อในระยะนี้เพื่อรอผลผลิตใหม่ ดังนั้น รัฐจึงควรเร่งจำหน่ายข้าวที่ค้างอยู่ในโกดังออกเป็นการด่วน...ย่อมเกิดผลดี

สำหรับปัญหาเรื่อง “ดอกเบี้ย” นั้นก็เป็นโจทย์หนักเช่นกัน...เมื่อวันก่อนผู้เขียนได้รับข่าวสารที่ดูแล้วน่าตลก แต่ไม่ตลก จากคุณกิตติพงศ์ เตรัตนชัย นายกสมาคมวิเทศพาณิชย์ไทย-จีน เล่าให้ฟังว่า เกิดปรากฏการณ์ประชาชนชาวดอยช์แลนด์ พากันแห่ไปถอนเงินสดจากธนาคารเพื่อมาเก็บไว้ที่บ้านตนเองเป็นจำนวนมาก ตามรอยประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกิดจากความไม่เชื่อถือของนโยบายกลาง ด้วยการกดดอกเบี้ยให้ติดลบ ประชาชนเกิดความหวาดกลัวว่าการนี้อาจทำให้ประเทศปั่นป่วนได้ในที่สุด ถึงกับ Richard Whitt ออกมากล่าวว่า ประชาชนเยอรมันเริ่มไม่มั่นใจในนโยบายอัตราติดลบ จึงเกิดปรากฏการณ์แห่ถอนเงินจากธนาคาร Deutsche Bank จำนวนมาก ด้วยการนำมาเก็บไว้ในตู้เซฟที่บ้าน เป็นผลทำให้กิจการตู้เซฟเจริญ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า (ฮา)

เพื่อเป็นประโยชน์ในเชิงวิชาการ ผู้เขียนได้มีโอกาสพบกับ สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ อดีตประธานกรรมการ Asia Australia Commercial Bank และอดีตรองประธานกรรมการ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ธนพล ได้ฝากข้อคิดอันแหลมคมไว้ว่า...

“รัฐบาลจะต้องสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ ความสมดุลของรายได้ ความสมดุลในการกระจายรายได้ให้มีประสิทธิภาพและทั่วถึง เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประชาชนมีสันติสุขและประเทศชาติมั่นคง ในการแก้ไขประเทศนั้นจะต้องใช้การ ‘บริการแผนใหม่’ ที่มีระบบที่ดีมีแผนงาน มีความเจริญที่ต่อเนื่องแน่นอน มีทิศทางและเป้าหมายชัดเจน

เศรษฐกิจของประเทศจะมั่นคงด้วยระบบการคลังที่มีคุณภาพ การคลังที่ดีนั้นไม่ใช่มาจากภาษีของประชาชนเพียงอย่างเดียว รัฐจะต้องมีความสามารถในการหารายได้เข้าประเทศ ทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ และการใช้ทรัพยากรทั้งหลายให้ได้ประโยชน์สูงสุด ประเทศจะเจริญได้ด้วยระบบการคลังที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลจะต้องบริหารเงินของประชาชนอย่างถูกต้อง สถาบันการเงิน ธนาคาร และตลาดหุ้น เป็นของประชาชน จะต้องไม่ให้ผู้บริหารค้าขายแข่งกับประชาชน ซึ่งเป็นการไม่ยุติธรรมและไม่ถูกต้อง จะพาให้ประชาชนพบแต่ความหายนะ สถาบันการเงินจะต้องทำหน้าที่เป็นกลางและส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชน

รัฐจึงควรส่งเสริมให้ธนาคารชาติเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ เป็นอิสระ ดำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติ และส่วนรวมเป็นใหญ่ ถ้าองค์กรของประเทศชาติไม่พิทักษ์ผลประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศชาติ ก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น!?”

สรุปเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและหรือค่าเงินบาทจึงมีผลทางอ้อมต่อระบบการเงิน การคลังและเศรษฐกิจของประเทศชาติ ...ด้วยประการฉะนี้

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าชายชาติทหารที่มีความตั้งใจมุ่งมั่นต่อการพัฒนาประเทศ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. คงไม่มองข้าม “โจทย์” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอันมีผลต่อปัญหาเศรษฐกิจของชาติเหล่านี้เป็นแน่...ว่าไหม?!

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน