
ตามรอยพิษสวาท เรียนรู้ศิลปะกรุงเก่า ณ วัดใหญ่ฯ เมืองเพชร
ละครที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ณ เวลานี้ต้องยกให้เรื่อง “พิษสวาท” นอกจากความสามารถด้านการแสดงของนักแสดง
โดย...สมแขก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ละครที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ณ เวลานี้ต้องยกให้เรื่อง “พิษสวาท” นอกจากความสามารถด้านการแสดงของนักแสดง ความสวยงามวิจิตรของเสื้อผ้าของผู้แสดงหลักที่ดึงดูดให้ผู้ชมติดตาม นอกจากนี้ยังทำให้หลายคนเกิดความสนใจเกร็ดประวัติศาสตร์จากละครและนวนิยายเรื่องนี้ตามมาอีกมากมายที่สามารถพาผู้ชมออกเดินทางไปสัมผัสประวัติศาสตร์ และความยิ่งใหญ่ในอดีต
ผู้กำกับการแสดงละครเรื่องนี้เปิดเผยสถานที่ถ่ายทำซึ่งเป็นโบราณสถานสมัยที่กรุงศรีอยุธยารุ่งเรือง และหนึ่งในนั้นคือวัดประจำตระกูลของพระเอก ซึ่งในสมัยอยุธยาวัดนี้ต้องสวยงามมาก แต่จะหาวัดที่คงความสวยงามตามแบบฉบับเมืองเก่าได้ยากแล้ว เพราะปัจจุบันได้กลายเป็นซากปรักหักพังจากการเผาทำลายเสียสิ้น ดังนั้นวัดที่อธิบายความสวยงามในอดีตได้ดีที่สุดคือวัดใหญ่สุวรรณาราม จ.เพชรบุรี จึงไม่รอช้าที่จะไปตามรอยความหลัง ณ เมืองพริบพรี (เพชรบุรี)
วัดใหญ่สุวรรณารามเป็นวัดเก่าแก่และสำคัญมากของเพชรบุรี สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา จากหลักฐานตามพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ทรงระบุไว้ว่า “ภาพและลายในพระอุโบสถนี้คงเขียนมาก่อน 300 ปีขึ้นไป...” จึงสันนิษฐานได้ว่าวัดนี้มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
วัดแห่งนี้นับเป็นแหล่งรวมฝีมืองานช่างที่ประณีต อ่อนช้อยและงดงามของชาวเพชรบุรีไว้มากมายหลากหลายสาขา ความโดดเด่นอยู่ที่รูปแบบสถาปัตยกรรม งานจิตรกรรมและประติมากรรม ที่สำคัญมีฝีมือของช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้ในพระอุโบสถและศาลาการเปรียญ
ฉากในอดีตของละครเรื่องพิษสวาทมีสถานการณ์ที่เกิดในวัดพอสมควร และส่วนใหญ่จะมีเหตุการณ์ที่ฉายให้เห็นความงดงามของพระอุโบสถที่เป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยสมัยอยุธยา มีบานประตูด้านละ 2 ช่อง ด้านหน้าเจาะช่องหน้าต่างไว้ระหว่างกึ่งกลางของบานประตู แต่มีขนาดใหญ่กว่าบานประตู พระอุโบสถหลังนี้จึงแปลกกว่าที่อื่นๆ เพราะมีหน้าต่างเพียงหน้าต่างเดียว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ละครไม่ได้บอกก็คือ จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์เป็นภาพเทพชุมนุม ศิลปะอยุธยา ฝีมือช่างเมืองเพชร เช่น ภาพเทพชุมนุม 5 ชั้น ได้แก่ พระพรหม (มีสี่หน้า) ยักษ์ ครุฑ ฤๅษี เทวดา ไม่ซ้ำแบบกัน คั่นกลางองค์เทพด้วยลายดอกไม้ ด้านหลังพระประธานเป็นพระพุทธรูปที่มีนิ้วพระบาท 6 นิ้ว เรียกกันว่า "พระหกนิ้ว" หน้าบันด้านหน้าโบสถ์เป็นปูนปั้นรูปครุฑอยู่ตรงกลางวงล้อมด้วยลายกนกก้านขด หน้าบันของระเบียงคดด้านทิศตะวันออกเป็นลายปูนปั้นรูปช้างสามเศียรระเบียงคดรอบโบสถ์ หน้าบันของระเบียงคดทั้งหมดสิบกว่าหน้าบันมีสัญลักษณ์เป็นเลข ๕ หมายถึงในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ ยกเว้นหน้าบันด้านทิศเหนือที่เป็นเลข ๕ เขียนกลับด้าน ด้วยความหมายว่า รัชกาลที่ 5 ผู้โปรดฯ ให้ยกวัดใหญ่สุวรรณารามเป็นพระอารามหลวงนั้น จะไม่ได้เสด็จมายังวัดแห่งนี้อีกแล้ว
ลัดเลาะต่อมาด้านหลังพระอุโบสถ เป็นที่ตั้งของศาลาการเปรียญที่สร้างจากไม้สักทั้งหลัง หลังคามุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย ประดับช่อฟ้าใบระกา ติดกระจก แม้อายุจะเก่าแก่แต่ยังคงความแข็งแรงและคงความสวยงามเป็นอย่างดี ศาลาหลังนี้มีที่มาที่สำคัญมาก เพราะตามตำนานบอกว่าเดิมศาลาการเปรียญหลังนี้เป็นพระตำหนักของพระเจ้าเสืออยู่ที่กรุงศรีอยุธยา พระเจ้าเสือทรงให้ความเคารพนับถือสมเด็จพระสังฆราชแตงโม ซึ่งพำนักอยู่ที่วัดใหญ่สุวรรณารามแห่งนี้ พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้ถอดรื้อ และย้ายพระตำหนักทั้งหลังจากกรุงศรีอยุธยามาพระราชทานแด่สมเด็จพระสังฆราชแตงโม ณ ที่วัดแห่งนี้ เพื่อใช้เป็นศาลาการเปรียญ
ความสวยงามสมบูรณ์ของศาลาการเปรียญยากจะหาที่ติ แต่ก็ต้องสะดุดตากับบานประตูด้านทิศตะวันออกซึ่งทำด้วยไม้สัก จำหลักลวดลายและปิดทองประดับกระจกไว้อย่างสวยงาม ซึ่งว่ากันว่าประตูบานนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากตอนบนของบานประตูมีรอยแตก เป็นแผล สันนิษฐานว่ารูโหว่นี้ได้มาเพราะทหารพม่าเอาขวานจามเมื่อครั้งพม่าบุกเข้าตีกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเกิดขึ้นเมื่อสมัยใด (ก่อนรื้อย้ายศาลามายังวัดใหญ่สุวรรณารามแห่งนี้) แต่ร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ก็ยังคงเล่าขานกันต่อมาจนถึงปัจจุบัน
เกร็ดจากวัดใหญ่ฯ
วัดใหญ่สุวรรณาราม เดิมชื่อว่า “วัดน้อยปักษ์ใต้” แต่ชาวเพชรฯ เรียกกันว่า “วัดใหญ่” เพราะมีเนื้อที่ถึง 20 ไร่เศษ ส่วนคำว่า “สุวรรณ” นั้น คาดว่าน่าจะมาจากพระนามของสมเด็จพระสังฆราช (แตงโม) ซึ่งเดิมท่านชื่อ ทอง หรือจะเป็นนามฉายาของท่านว่า สุวณฺณ ด้วยก็เป็นได้ เพราะท่านได้มาปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญให้วัดนี้ อันเป็นสถานมูลศึกษาเดิมของท่าน วัดนี้จึงมีชื่อว่า วัดใหญ่สุวรรณารามตั้งแต่นั้นสืบมา







