
ความสุขไม่มีขา
โดย...โสภณ ศุภมั่งมี ภาพ จากหนังเรื่อง Pursuit of Happyness
โดย...โสภณ ศุภมั่งมี ภาพ จากหนังเรื่อง Pursuit of Happyness
“Happiness is not something ready made. It comes from your own actions.”
“ความสุขไม่ใช่บางสิ่งที่สำเร็จรูป มันมาจากการกระทำของคุณเอง”
Dalai Lama
ในปี 1981 ที่เมืองซานฟรานซิสโก เซลส์แมนชื่อ Chris Gardner ใช้เงินสะสมที่เก็บมาทั้งชีวิตเพื่อลงทุนซื้อเครื่อง Portable bone density scanners ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการแพทย์แบบพกพาที่คุณภาพสูงกว่าเครื่อง X-ray ทั่วไปเล็กน้อยแต่ราคาสูงกว่ากันมาก สินค้าของเขานั้นขายได้อยู่บ้าง แต่ช่วงเว้นห่างของการขายสินค้าราคาสูงแต่ละครั้งก็ไม่สามารถสร้างรายรับที่มั่นคงให้แก่ครอบครัวของเขาได้ สภาพจิตใจอันอ่อนแรงของภรรยา (Linda) ค่อยๆ หมดศรัทธากับชีวิตคู่และในสามีของตัวเองจนสุดท้ายขอแยกทางเพื่อไปหางานทำที่นิวยอร์ก และถึงแม้ชีวิตกำลังตกต่ำไร้ทางออกมากแค่ไหน เขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายดูแลลูกชายวัยห้าขวบด้วยตนเอง ชีวิตแห่งการฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อการอยู่รอดของสองพ่อลูกก็เริ่มต้นขึ้น
Chris Gardner เป็นตัวอย่างของคำว่า “ลูกผู้ชาย” อย่างแท้จริง แม้ว่าชีวิตกำลังลำบากมากแค่ไหนเขาไม่เคยบ่นอิดออด เขาเชิดหน้าเผชิญกับปัญหาที่ถาโถมเข้ามาหาอย่างไม่หยุดหย่อน ทุกวันเขาจะหิ้วเครื่อง scanner ที่หนักอึ้งเพื่อไปเสนอขายให้กับแพทย์ที่โรงพยาบาลต่างๆ ถึงแม้ว่าทุกการสนทนามักจบลงด้วยความผิดหวัง เขาจะยิ้มและพูดส่งท้ายว่า “ขอบคุณมากครับสำหรับเวลาของคุณ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมาก” ซื่อสัตย์ในการทำงานไม่มีการคดโกง และสิ่งที่สำคัญที่สุดในตัวผู้ชายคนนี้คือ “ความมุ่งมั่น”
ขณะที่เขาเดินผ่านบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในเมือง เขาเจอผู้ชายคนหนึ่งที่ขับรถหรูมาจอดตรงหน้า เขาถามพร้อมรอยยิ้ม “ผมมีคำถามสองข้อ 1.คุณทำงานอะไร? 2.คุณทำมันยังไง?” ผู้ชายคนนั้นตอบว่าเขาเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้น Chris ถามต่อไปว่างานนี้ต้องจบมหาวิทยาลัยก่อนใช่ไหม? ชายอีกคนตอบกลับมา “ไม่ต้อง แค่คุณเก่งเลขและเก่งในการเข้าหาคน” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง
เขาไปสมัครเข้าโปรแกรม Non-paid Internship ของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ระหว่างการฝึกงานเขาจะไม่มี
รายได้อื่นเลยนอกจากการขายเครื่อง scanner ของเขาที่เหลือให้หมด ในผู้สมัครทั้งหมด 20 คนจะเหลือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้งานเป็น stockbroker ในบริษัทแห่งนี้ ตอนที่เขาไปสัมภาษณ์เขาพูดว่า
“ผมเป็นคนที่ถ้าไม่รู้อะไรบางอย่าง ผมจะพูดเลยว่าผมไม่รู้” “แต่ผมจะไปหาคำตอบมาให้คุณได้ เพราะผมเป็นคนแบบนั้น”
ค่าเช่าบ้านที่ค้างจ่ายมาหลายเดือนทำให้สุดท้ายเขาถูกไล่ออกจากอพาร์ตเมนต์ แถมยังโดน “ภาษีย้อนหลัง” ติดมาด้วย สุดท้ายเขาและลูกชายเหลือเงินในกระเป๋าเพื่อประทังชีวิตไม่ถึง 800 บาท ได้กลายเป็นบุคคลไร้บ้านอย่างสมบูรณ์ ชีวิตของเขาไม่มีคำว่าปาฏิหาริย์มาเป็นตัวร่วม พ่อลูกสองคนนั่งอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดินภายในเมืองเพราะไร้ซึ่งที่ไป เมื่อจนปัญญาหาทางออกหลังชนฝา เขาแสร้งเล่นกับลูกชายบอกว่าตอนนี้ต้องหาที่ปลอดภัยหลบหนีไดโนเสาร์ที่กำลังเดินเพ่นพ่าน เขาเปิดประตูห้องน้ำและพาลูกชายเข้าไปใน “cave” เป็นที่ลี้ภัยสำหรับคืนนี้ เขาใช้กระดาษทิชชู่วางเรียงต่อกันเพื่อให้ลูกชายนอนและหัววางบนตัก ส่วนตัวเองนั่งพิงฝาและเอาเท้ายันประตูเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครเข้ามาได้ เขาพยายามข่มกลั้นเสียงสะอื้นที่มาพร้อมน้ำตาไหลอาบสองแก้ม สองมือประคองหัวลูกชายและปิดหูของเขาไว้เพื่อไม่ให้สะดุ้งตื่น เป็นฉากที่สะเทือนใจและน่าจดจำที่สุดในเวลาเดียวกัน
เรื่องราวชีวิตของเขาไม่มีคำว่า “ง่าย” ไม่มีคำว่า “สะดวก” ไม่มีแม้แต่คำว่า “โชค” และคงห่างไกลจากคำว่า “ความสุข” ไม่ว่าจะนิยามแบบไหนก็ตาม แต่ความมุมานะและไม่ยอมแพ้ สู้เพื่อความฝันและชีวิตที่ดีขึ้นของสองพ่อลูก
ระหว่างที่เล่นบาสเกตบอลกับลูกชาย เขาบังเอิญพูดทำร้ายจิตใจของเด็กน้อยที่อยากจะโตเป็นนักบาสเกตบอลมืออาชีพ เพราะคิดว่าควรไปเอาดีทางด้านอื่นจะดีกว่า รู้สึกผิดกับลูกชายในคำพูดตัดพ้อ เขารีบแก้ตัว
“Don’t ever let somebody tell you…you can’t do something”
“Not even me, alright?”
“You have got a dream, you gotta protect it.”
“People can’t do something themselves, they wanna tell you you can’t do it.”
“If you want something, go get it. Period.”
ผมจะขอไม่พูดถึงตอนจบของเรื่อง เพราะอยากให้ใครที่ยังไม่เคยดู “The Pursuit of Happyness” มีโอกาสได้สัมผัสถึงเรื่องราวอันน่าจดจำของชีวิตผู้ชายคนนี้
ผ่านมาสิบกว่าปีภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงอยู่ในใจของผมมาตลอด ตอนนั้นที่ผมยังเป็นเด็กใกล้จบชีวิตไม่แน่นอน แม้ว่าจะไม่ได้โรลเลอร์ โคสเตอร์ แต่พอได้รู้จักชีวิตของชายผู้นี้ผมรู้เลยว่าชีวิตของผมนั้นยังสบายกว่ากันมาก ผมยังมีที่นอน ยังมีข้าวกินสามมื้อ มีหลังคาไว้กันฝน มีผนังบ้านไว้กันลมหนาว มีดีกรีเรียนจบถึงปริญญาตรีสาขาวิชาเป็นที่ต้องการของตลาด ไม่มีภาระหนักอึ้งที่ต้องเลี้ยงดูลูกอีกคน (ในตอนนั้น) ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่ายังมีข้อแม้อะไรอีกในชีวิตที่จะไม่กัดฟันและพยายามหางานทำให้ได้ ภูเขาแห่งอุปสรรคอะไรที่ขวางกั้นหนทางในการเดินไปหาความสุขที่ผมหวังเอาไว้ แล้วสองมือสองเท้าหนึ่งมันสมองนี้จะไม่ขวนขวายหาทางออกจากปัญหาน้อยนิดนี้เลยหรือ
การเดินทางตามหาสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข” นั้นไม่มีทางสิ้นสุด มันเป็นหมุดหมายเมื่อไปถึงแล้วเราก็สร้างหมุดหมายใหม่เพื่อเดินหน้าต่อ หรือแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นความรู้สึกชั่วคราวไม่มีใครสามารถครอบครองถาวร สุขชั่วคราวเพื่อตามหาสุขครั้งใหม่ บางคนอาจบอกว่าการไม่ไขว่คว้าคือความสุขที่แท้จริง แต่นั่นก็คือเป้าหมายอย่างหนึ่งไม่ใช่
หรือ เพื่อที่จะไม่มีเราต้องกัดฟันสู้กับหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเพื่อไปถึงจุดนั้น และเมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ เราอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองต่อไปว่า “ความสุข” ที่แท้จริงคือแบบนี้ใช่รึเปล่า? ในแต่ละช่วงของชีวิตความต้องการของเราก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย วันนี้อาจจะเป็นงาน วันพรุ่งนี้อาจจะเป็นความรัก ต่อไปกลายร่างเป็นครอบครัว หรือบางครั้งอาจเป็นแค่การได้ไปพักผ่อนในสถานที่เงียบสงบ สุดท้ายแล้วบั้นปลายชีวิตต้องการแค่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนรักรอบกาย ขอให้ชีวิตไม่เงียบเหงาจนเกินไปนัก สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ล้วนมีชื่อเรียกเหมือนกันทั้งสิ้นว่า “ความสุข” ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม
แล้วตอนนี้ “Happyness” ของคุณอยู่ในรูปทรงไหนกัน?
ออกไปตามหาเถอะครับ อย่าอ้อนวอนพระเจ้าให้เคลื่อนภูเขาข้างหน้าเลย ขอพระเจ้าให้เพิ่มกำลังให้หัวใจเข้มแข็งเพื่อข้ามเขาลูกนี้ไปจะดีกว่า เพราะเจ้า “ความสุข” ที่ว่าไม่มีขาที่จะเดินมาเจอเราตรงกลางทาง







