
‘ธรรมะทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น’
อินเดียเป็นดินแดนที่เรียกได้ว่า เป็นแดนแห่งภูมิปัญญาของชีวิต ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาที่ผมพอจะมีอยู่บ้าง
โดย...ราช รามัญ
อินเดียเป็นดินแดนที่เรียกได้ว่า เป็นแดนแห่งภูมิปัญญาของชีวิต ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาที่ผมพอจะมีอยู่บ้างได้มาเติมเพิ่มมากมายจากการที่ได้ไปอยู่ที่นั่น และยังไปๆ มาๆ อีกหลายครั้ง ตลอดเวลาที่ผ่านมากว่าสิบปี ความรู้ที่ได้โดยมากไปในเชิงของประวัติศาสตร์ในเชิงพระพุทธศาสนาและปรัชญา
พระคุณอาจารย์พระเทพโพธิวิเทศ หลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล (ปธ.9 Ph.D.) ท่านพร่ำสอนความรู้ในเชิงลึกเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาให้ทั้งในแง่ของพระพุทธประวัติ/ประวัติศาสตร์ และพระธรรมคำสอน วันหนึ่งขณะที่สวดมนต์และนั่งภาวนาใต้พระศรีมหาโพธิ์เรียบร้อย ผมถามหลวงพ่อ ว่า
หลวงพ่อภาวนานานมาก เกือบสามชั่วโมง รู้สึกอะไรบ้างครับ?
“ธรรมะทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”
จากนั้นท่านก็กลับวัดไทยพุทธคยา คำว่า ธรรมะ ในที่นี่ แท้จริงสิ่งที่เป็นมิจฉาทิฐิก็เป็นธรรมะชนิดหนึ่ง สิ่งที่เป็นสัมมาทิฐิก็เป็นธรรมะชนิดหนึ่ง รวมความได้ว่าทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล เหล่านี้ล้วนถูกเรียกได้ว่า ธรรมะ
เพียงแต่จะเป็นไปในฝ่ายไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สาระสำคัญ คือ ไม่ว่าจะเป็นธรรมะทางฝ่ายไหนพระพุทธเจ้าก็ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้น คนที่มีภาวะในใจแบบนี้ได้ จึงจะเรียกว่า ผู้ที่เข้าใจธรรมและเห็นธรรม
แต่ถ้าตราบใดที่ยังยึดมั่นถือมั่นอยู่ นั่นยังถือว่า ไม่เข้าใจธรรมะในเชิงลึก เพราะอย่างน้อยก็ยังมีการเปรียบเทียบว่าสิ่งนั้นดีกว่า ไม่ดีกว่า สิ่งนั้นใช่ สิ่งนี้ไม่ใช่ ดังภาษิตที่ท่านตั๊กม้อโพธิธรรมเคยกล่าวว่า
“ประโยชน์อันใดที่จะพูดในสิ่งที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน มันเหมือนใบลานเปล่า”
ผมคิดไม่ถึงว่าเบื้องลึกของจิตใจของนักการเมืองไทยหลายต่อหลายคน มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมาก รวมถึง องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ท่านเคยร่วมสุขทุกข์ในแดนพุทธภูมิกับผมมาครั้งหนึ่ง เราไปทั่วอินเดีย แบบตามรอยพระพุทธเจ้า แม้แต่วัดเชตวัน น้อยคณะนักที่จะเดินทางมา แต่ก็ได้ไปกัน ในสิ่งที่ผมสัมผัสได้จาก องอาจ คือ จิตใจเบื้องลึกที่มีสัมมาทิฐิ เวลานั่งภาวนาสมาธิฝึกจิต เรียกได้ว่านั่งนานอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะไปในสถานที่สำคัญๆ ที่ใดก็ตาม
การภาวนาของนักการเมืองคนที่ชื่อองอาจนี้แตกต่างจากนักการเมืองคนอื่น เพราะองอาจบอกว่า
“ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า แม้เราจะยังไม่บรรลุธรรมอะไรเลยก็ตาม แต่ถ้าเรามีจิตใจที่สงบ ไร้ภาวะซึ่งการเป็นทุกข์แม้จะเป็นเพียงชั่วคราว นั่นก็นับได้ว่าเป็นกุศลอย่างหนึ่งแล้ว เรื่องอธิษฐานในเชิงที่เพิ่มอัตตาผมไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่ ผมไปอินเดีย เพื่อไปปฏิบัติที่จิตใจ ให้รู้จักกับคำว่าธรรมะ คืออะไร ความสงบในจิตใจนั้นเป็นอย่างไร หลับตาแล้วคิดถึงคราวใด ใจก็ปีติ
ทุกคำสอนของพระพุทธเจ้าล้วนเป็นจริง เมื่อเราเข้าใจธรรมะเราก็จะเข้าใจในบริบทแห่งความเป็นธรรมชาติทั้งปวง สุดท้ายเมื่อเราเข้าใจถึงแก่นแท้ของธรรมชาติ ว่าที่สุดแล้วไม่มีอะไรกับอะไรที่สามารถโอบกอดยึดไว้ได้เลย แล้วก็จะค่อยๆ ปล่อยและคลายสิ่งเหล่านั้นออกไป สุดท้ายความคิดที่รู้สึกขึ้นว่า ยึดถือไม่ได้ ก็แทรกเข้ามากลางหัวใจของเราเอง โดยที่เราไม่ต้องไปคิด ไปทบทวน เป็นเองโดยธรรมชาติ ผมไม่รู้หรอกว่า เรียกว่าอะไรในภาษาธรรม เพราะผมไม่ได้เน้นทางนั้น แต่เน้นให้รู้ที่ใจจริงๆ ว่าเราจะต้องปฏิบัติอย่างไร ทั้งในทางโลกและทางธรรม”
ตอนไปล่องแม่น้ำคงคา ในเรือมีการทำพิธีกรรมบางอย่าง แต่องอาจนั่งนิ่งสงบและไม่ได้แสดงออกถึงความปรารถนาใดๆ ในพิธีกรรมแบบนั้น แต่กระทำไปตามสภาวะแวดล้อมโดยไม่ได้ปฏิเสธ
“พิธีกรรม เป็นสิ่งที่ทำให้คนในสังคมมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน เพื่ออยู่ร่วมกันได้อย่างสันติดังนั้นแม้ว่าในใจของเราจะมีความรู้สึกวางเฉยต่อสิ่งนั้น แต่กิริยาทางสังคมเราก็ไม่ควรไปสร้างความแตกต่างเพื่อให้เกิดประเด็นและเป็นคำถามในใจของใคร เราควรปฏิบัติตามเพื่อความสันติที่ตั้งมั่นด้วยธรรม เพราะอย่างที่บอกว่า ถ้าเราปฏิเสธมันก็เป็นการยึดมั่นถือมั่นอย่างหนึ่ง ถ้าเราไปยินดีปรีดา มันก็เป็นการยึดมั่นถือมั่นอย่างหนึ่ง ดังนั้นทุกสิ่งอย่าง เราให้เป็นไปตามระบบและกลไกของธรรมชาติของสังคม ที่ได้มีความเชื่อและมีการวางกรอบเอาไว้ จะทำให้ใจเราสบาย ไม่ต้องยอมรับหรือปฏิเสธ ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจของเราจริงๆ ธรรมะก็อยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่คนอื่นเลย ใจเราสงบ ระงับ นิ่ง มีสติและมีความรู้สึกตัวหรือสัมปชัญญะ เราก็มีความสุขแล้ว นี่แหละที่เรียกว่า ธรรมะอย่างแท้จริง”
ที่สุดแล้ว คำว่า ธรรมะ ที่เพียรเรียนรู้ ถ้าเข้าใจและเข้าถึง ใจก็สงบนิ่งปีติ แต่ถ้าเข้าไม่ถึงก็คงไม่ต่างจากสิ่งที่หลวงพ่อพุทธทาสเคยปรารภไว้
“นกบินบนฟ้าแต่ไม่รู้จักฟ้า ปลาอยู่ในน้ำแต่ไม่รู้จักน้ำ ไส้เดือนอยู่ในดินแต่ไม่รู้จักดิน คนอยู่กับธรรมะแต่ไม่รู้จักธรรมะ”







